มาถึงรุ่นที่ 2 กันแล้ว กับแท็บเล็ตจาก Apple ที่มีชื่อว่า iPad โดยการกับมาครั้งนี้ได้ใช้ชื่อที่เรียบง่ายและเข้าใจง่ายๆ ว่า iPad 2 ซึ่งใครที่รู้จักกับ iPad อยู่แล้วหรือไม่รู้จักก็จะเข้าใจได้ทันที ว่ามันเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด เรียกได้ว่าจากการที่ Apple iPad ได้เคยสร้างเสียงฮือฮากันมาแล้วครั้งหนึ่งจากปี 2010 ที่เรียกได้ว่าเป็นแท็บเล็ตตัวแรกของโลกที่ประสบความสำเร็จอย่างที่สุด ส่งผลให้ Apple มีกำไรสุทธิมากที่สุดในวงการคอมพิวเตอร์ พร้อมปฏิวัติวงการที่ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือค่ายอื่นๆ หันมาทำตามกันบ้าง โดยอาศัยระบบปฏิบัติการอย่าง Android หรือ Windows 7 ที่เราอาจจะเห็นผ่านตากันมาบ้างแล้ว จากรีวิวที่ผ่านๆ มา

วีดีโอรีวิว Apple iPad 2

ในปี 2011 นี้ทาง Apple ก็ได้ส่ง iPad 2 ออกมาตามที่คาดกันไว้ โดยได้มีการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นในหลายๆ ด้าน ส่วนราคาก็ตามสไตล์ Apple ก็คือราคาเท่ากับ iPad รุ่นแรกอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งในวันนี้ iPad 2 ได้ผ่านมือทีมงานและได้ทำการรีวิวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังไงก็สามารถติดตามชมผ่านบทความรีวิว iPad 2 นี้กันได้ครับ สำหรับใครที่จะชมวีีดีโอรีวิวก่อนก็สามารถชมกันได้ครับ

แนะนำ Apple iPad 2

ก่อนหน้าที่เราจะพบกับรีวิวเต็มๆ ของ Apple iPad 2 เรามาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่า ว่า iPad รุ่นแรกกับ iPad 2 แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งที่ Apple ภูมิใจนำเสนอมาก็คือ บางกว่า, เบากว่า, เร็วกว่า, รองรับ Facetime, รองรับ Smart Cover, แบตเตอรี่ใช้ได้นานสูงสุดถึง 10 ชั่วโมง พร้อมทั้งเปิดตัวราคาในไทยเริ่มที่ 15,900 บาทเท่านั้นเอง แน่นอนว่าจะเป็นจริงแค่ไหน? คงต้องติดตามในส่วนของรีวิวกัน

ดีไซน์ใหม่หมดจดแตกต่างจาก iPad รุ่นเดิม ที่เราสามารถจับถือ iPad 2 ได้ง่ายและคล่องตัวกว่าแต่ก่อน เพราะเข้ารูปมือมากกว่าด้วยดีไซน์ที่โค้งมน อีกทั้งยังมีความสวยหรู ดูแล้วเป็นของมีราคาเป็นสินค้าระดับสูง

ที่สำคัญกว่านั้นด้วยชิปประมวลผลใหม่ล่าสุดที่เป็น Dual-core A5 ความเร็ว 1GHz ส่งผลให้เราสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้อย่างลื่นไหล แม้ว่าจะเปิดค้างไว้พร้อมๆ กับ รวมไปถึงเกมที่ใช้กราฟิก 3D หนักๆ ก็รองรับได้เป็นอย่างดี ทำให้เราใช้งานได้เต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าถ้าเทียบกับ iPad รุ่นแรกแล้ว ก็แรงกว่าพอตัวเลย

มาพร้อมกับกล้องด้านหน้าและด้านหลังที่รองรับการถ่ายภาพคุณภาพระดับ HD ที่รองรับการใช้งานแอพพลิเคชั่น Facetime เช่นเดียวกับที่ iPhone 4 รองรับ เพื่อใช้งาน VDO Call อีกด้วย และนอกจากนั้นยังมีสีให้เลือกใช้งานทั้ง 2 สี คือ สีดำและสีขาวอีกด้วยครับ

สเปกหลักๆ ภายในของ iPad 2

  • ใช้ Apple A5 ที่เป็น Dual Core เเละตัวประมวลผลกราฟฟิคใหม่ล่าสุดคือ PowerVR SGX 543 ที่ความเร็วถูกลดลงมาเหลือ 800 MHz จาก 1 GHz เเต่ก็เร็วกว่า iPad ตัวเดิมเเบบรู้สึกได้ คะเเนนเทสต่างจากเดิมเกือบ 2 เท่าตัว
  • เเรมขนาด 512 MB เท่ากับ iPhone 4 แต่เป็นเทคโนโลยีที่ใหม่กว่า
  • หน้าจอเป็น LED เเบบพาเนล IPS ที่ให้สีสันดีกว่าจอเเบบทั่วไป ขนาด 9.7 นิ้ว ความละเอียด 1024 x 768 พิกเซล เท่ากับของเดิม
  • ใช้ Wi-Fi ได้ทั้งเเบบ b/g/n เเละมี A-GPS มาให้ในตัวสำหรับรุ่น 3G พร้อมด้วยเซ็นเซอร์?Accelerometer/Proximity Sensor และ Gyroscope
  • เป็นเพียงเเค่การอัพเกรดจาก iPad รุ่นแรก ต่างจากการปฏิวัติอย่าง iPhone 4 กับ?iPhone 3GS
  • เเบตเตอรี่พัฒนาขึ้นอย่างมาก จากการใช้งานที่สภาพใกล้เคียงกัน iPad 2 อยู่ได้นานกว่าตัวเเรก 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว

 

ในส่วนของสเปกนั้นอื่นๆ นั้นสามารถชมได้จากภาพด้านล่างหรือ เว็บไซต์ของ Apple iPad 2 เลยนะครับ ซึ่งแน่นอนแล้วว่า iPad 2 จะมี 2 รุ่นให้เลือกด้วยกัน คือ Wi-Fi และ Wi-Fi + 3G พร้อมกับความจุที่มีให้เลือกตั้งแต่ 16GB, 32GB, 64GB ที่ดูแล้ว iPad 2 รุ่นที่เป็น Wi-Fi + 3G จะมีน้ำหนักมากกว่าเล็กน้อยหากเทียบกับ iPad 2 ตัวธรรมดา ส่วนสเปกอื่นๆ จะเหมือนกันทั้งหมดครับ

สำหรับในส่วนราคาของ iPad 2 ก็อย่างที่กล่าวไปข้างต้นคือ ราคาเท่ากับ iPad รุ่นแรกช่วงเปิดตัว โดยที่ทางทีมงานได้มารีวิวนั้น จะเป็น iPad 2 สีขาวรุ่น Wi-Fi + 3G ขนาด 32GB ราคาอยู่ที่ 22,900 บาท ที่จากข้อมูลในอินเตอร์เน็ตและ iStudio จัดได้ว่ารุ่นนี้ขายดีที่สุด เพราะมีจุดคุ้มค่าที่สูงที่สุดครับ

แกะกล่อง iPad 2

มาถึงขั้นตอนในการีวิวกันแล้วกับ iPad 2 ที่ทางทีมงานของรีวิวตั้งแต่แกะกล่องกันเลย โดยหากดูจากกล่องแล้วจะเห็นได้ว่าขนาดกล่องเล็กและบางกว่ากล่องของ iPad รุ่นแรกอยู่พอสมควรเลยทีเดียวครับ ซึ่งภาพที่อยู่บนกล่องนั้นจะเน้นถึงความบางของ iPad 2

ด้านหลังของกล่องจะเป็นรายละเอียดพร้อมข้อมูลเล็กน้อยที่สำคัญในการระบุรุ่นของ iPad 2

เมื่อเราทำการแกะกล่องออกมาจะเห็นว่ามีอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ?Wall Charge, สาย USB Dock Connector, คู่มือ (รายละเอียดน้อยนิด)

และที่พิเศษคือ มีอุปกรณ์เพื่อใช้ในการใส่ Micro Sim 3G ที่จะอยู่ภายในกล่องของคู่มืออีกที (เฉพาะ iPad 2 ที่เป็นรุ่น Wi-Fi + 3G) ซึ่งถึงแม้ว่ารูปร่างหน้าตาจะคล้ายๆ กับของ iPhone 4 แต่ไม่เหมือนกันสักทีเดียวนะครับ ยังไงรอติดตามได้ว่าแตกต่างกันอย่างไร ที่สำคัญที่สุดไม่มีหูฟังมาให้แต่อย่างใดนะครับ สำหรับ iPad 2 หรือ iPad รุ่นแรกก็ไม่มี (เดี๋ยวกลัวว่าจะไปทวงคนขาย แล้วจะหน้าแตกเอา อิอิ)

ตัวเครื่อง iPad 2

ถึงเวลาซักทีที่เราจะได้สัมผัสกับตัวจริงของ iPad 2 โดยอย่างที่บอกไปว่าเราได้เครื่องสีขาวมารีวิว ที่เรียกได้ว่าเห็นแล้วต้องหลงรักเลย กันรูปร่างหน้าตาที่สวยงามและบางเฉียบ พร้อมทั้งความเนียนของสีขาว เหมือนอย่าง iPhone 4 สีขาว แน่นอนว่ายังมาพร้อมกับ iOS เวอร์ชั่น 4.3.2 (ล่าสุดอยู่ที่ 4.3.3 นะครับ)

โดยรูปร่างหน้าตา iPad 2 Wi-Fi + 3G นั้น จะมีรูปร่างที่เหมือนกับ iPad 2 Wi-Fi เลยก็ว่าได้ มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 9.7 นิ้วเช่นเดิม ไม่แตกต่างจาก iPad รุ่นแรก หน้าจอสัมผัสและขอบจอเรียบเสมอเป็นแผ่นเดียวกัน เมื่อใช้งานจึงไม่มีสะดุด ที่มีข้อสังเกตคือ มีขอบจอที่บางลง ทำให้เมื่อถือก็รู้ได้เลยว่ามีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด แน่นอนว่าตัวจอภาพเป็น LED backlight พร้อมทั้งพาเนลคุณภาพสูงอย่าง IPS เรื่องสีสันความสดใสจึงไม่ต้องกังวล รวมไปถึงเรื่องมุมมองการรับชมนั้นถือว่าทำได้เกือบ 180 องศา ?ไม่แตกต่างจากที่เราดูผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ระดับมืออาชีพทีเดียว ในส่วนของหน้าจอแสดงผลมีความละเอียด 1024 ? 768 พิกเซล หรือ 132 พิกเซลต่อนิ้ว สัดส่วนจอเป็นแบบ ?4:3 ซึ่งต่างจากสัดส่วนจอของ iPhone 4 หรือ iPod Touch ที่เป็น 3:2 เรียกได้ว่าเหมาะมากๆ ที่จะใช้อ่าน E-Book หรือ แอพฯ แม็กกาซีนที่ให้ดาวน์โหลดได้ต่างๆ

สำหรับในส่วนของมิติเครื่องของ iPad 2 นั่น ถือได้ว่าให้น่าใช้กว่าเดิมอีก เมื่อเทียบกับ iPad รุ่นแรกแล้ว เพราะว่ามีความบางลง เล็กลงอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงน้ำหนักก็ยังเบาลงอย่างรู้สึกได้อีกด้วย นอกเหนือจากนั้นยังดูแล้วสวยงามลงตัว และที่สำคัญอย่างที่บอกไปแล้ว คือ มีให้เลือกอยู่ ?2 สีด้วยกัน ทั้งสีขาวและดำ

มาดูในแต่ละส่วนของ iPad 2 ตัวเป็นๆ ดีกว่า โดยขอเริ่มจากกล้องหน้าก็แล้วกัน ที่เห็นว่าเป็นจุดเล็กดำๆ ในภาพ ที่จะอยู่บริเวณด้านหน้าส่วนบนของตัวเครื่อง พร้อมรองรับความละเอียดที่ VGA (640 x 480 พิกเซล) ที่ 30 เฟรม แน่นอนว่าไว้สนับสนุนการใช้งาน VDO Call อย่าง FaceTime

ด้านล่างของตัวเครื่องจะเห็นเป็นปุ่ม Home ไว้สำหรับกลับสู่หน้า Home หรือออกจากตัวของแอพพลิเคชั่นต่างๆ

งานประกอบต่างๆ ของ iPad 2 นั้น เรียบร้อยมากๆ พร้อมยังมีความแข็งแรง ที่สามารถรู้สึกได้ตั้งแต่แรกจับ ไม่เหมือนกับแท็บเล็ตเจ้าอื่นๆ 😛

ด้านหลังของ iPad 2 ก็ยังคงตามแบบฉบับสวยหรูของ Apple เช่นเดียวกับ Macbook Pro พื้นผิวสัมผัสเป็นแบบเรียบๆ?พร้อมกับโลโก้ชัดเจนอยู่บริเวณกลางเครื่อง โดยวัสดุที่ใช้นี้ยังคงเป็นอลูมิเนียมแบบด้าน ที่จับแล้วไม่ค่อยเกิดรอยนิ้วมือมากนัก?จากการทดลองถือและจับ เรียกได้ว่ามีความแข็งแรงสูงด้วยความที่เป็นโลหะชั้นดี?รวมไปถึงมีข้อจำกัดแบบเดิมๆ ก็คือถอดฝาหลังด้วยตนเองไม่ได้ กับเพิ่มการ์ดหน่วยความจำไม่ได้ ซื้อมาแค่ไหนใช้มันเท่านั้นพอ (แต่โดยส่วนตัว แนะนำเป็นรุ่น 32GB หรือ 64GB จะเหมาะสุด)

ที่สังเกตเห็นชัดๆ ที่ตัว iPad 2 Wi-Fi + 3G ต่างจาก iPad Wi-Fi ตัวธรรมดาก็คือ ขอบด้านบนจะเป็นพลาสติกสีดำ ซึ่งเป็นตำแหน่งของเสาสัญญาณ เพื่อให้สัญญาณ 3G และ GPS ใช้งานได้อย่างเต็มกำลังนั่นเองครับ

ขอบด้านซ้ายของตัว iPad 2?จะเป็นช่อง Slot สำหรับใส่ Micro Sim 3G โดยในกล่องก็จะมีเครื่องมือในการถอดถาดออกมาเพื่อที่จะใส่?Micro Sim ได้อีกที วีธีการใช้คือ แทงเข้าไปในมุม 45 องศา แล้วดันเข้าไปตรงๆ (ใหม่ๆ อาจจะแน่นซักนิดนึง)

และขอแนะนำว่าใครที่มี iPhone 4 ก็อย่าใช้ตัวเดียวกันนะครับ เพราะรูที่ของ iPad 2 นั่นจะมีลักษณะกลมๆ แตกต่างจาก iPhone 4 ที่เป็นเหลี่ยมๆ ซึ่งถ้าเราเอาเครื่องมือของ iPhone 4 อาจจะทำให้ iPad 2 ของเรานั้นเป็นรอยได้ในทันที T^T

มาดูส่วนของด้านบน iPad 2 ที่เป็นพลาสติกสีดำ ที่ถ้าเรามองดีๆ แล้ว จะพบกับช่องของไมค์โครโฟน ที่ไว้รองรับการใช้งานวีดีโอ หรือบันทึกเสียงอื่นๆ

ขอบด้านขวามือของตัวเครื่อง iPad 2 ด้านบนจะเป็นปุ่มสีดำ Power / Sleep ส่วนขอบด้านขวาจะเป็นปุ่ม Hold ที่สามารถเลือกที่จะปิดเสียงหรือเป็นตัวล็อกหน้าจอไม่ให้ปรับอัตโนมัติก็ทำได้ โดยการเลื่อนขึ้น-ลง และสุดท้ายคือปุ่มปรับระดับเสียง เรียกได้ว่ายังคงเอาไว้อย่างเดิมไม่แตกต่างจาก iPad รุ่นแรกเลย

นอกเหนือจากนั้นที่สำคัญที่สุดนอกเหนือจากที่มีกล้องด้านหน้าแล้ว ยังมีในส่วนของกล้องด้านหลังอีกด้วย ที่ในตามภาพจะเห็นเป็นวงกลมสีดำ ซึ่งตัวกล้องเองสามารถถ่ายภาพความละเอียดได้ที่ 960 x 720 พิเซล ระบบ Autofocus?พร้อมทั้งถ่ายวีดีโอได้ความละเอียด 720P 30 เฟรม?แน่นอนว่าดูจากความละเอียดคงจะสู้ไม่ได้เลยถ้าเทียบกับในแท็บเล็ตคู่แข่ง หรือแม้กระทั้ง iPhone 4 ด้วยกัน ซึ่งโดยความคิดส่วนตัวของผม คาดว่า Apple ตั้งใจติดกล้องนี้มาให้เพื่อน่าจะพอถ่ายรูปได้มากกว่า (เพราะแฟลชก็ไม่มี) รวมถึงเซ็นเซอร์เองก็น่าจะเป็นตัวเดียวที่ใช้ใน iPod Touch Gen 4 อีกด้วย ยังไงในส่วนของคุณภาพไฟล์ คงต้องไปดูในส่วนของตัวอย่างภาพถ่ายกันนะครับ

ลงมาขอบจอด้านล่างก็จะเป็น USB Connector ไว้เชื่อมกับคอมพิวเตอร์ หรือ Docking ต่าง ๆ อีกทั้งยังไว้เชื่อมต่อกับ Wall Charge เพื่อชารจ์ไฟอีกด้วย รวมไปถึงก็มีรายละเอียดที่เป็นการระบุความจุและข้อมูลต่าง ๆ ตามสไตล์ของ Apple ที่ใช้ใน iPhone, iPod ที่มีมาแต่ไหนแต่ไร (ในรูปเราได้ทำการลบ IMEI และ Serial ของเครื่องออกนะครับ)

ส่วนถัดมาเห็นเป็นช่องที่มีลักษณะเป็นรูเล็กๆ นั่นคือลำโพงซึ่งเป็นแบบระบบโมโนที่จัดว่าคุณภาพเสียงที่ออกมานั้น ยังพอฟังได้ แต่ก็ไม่ถึงกับน่าเกลียดอะไร เมื่อเทียบกับ iPad รุ่นแรกก็ดีกว่าเล็กน้อยเท่านั้น คาดว่าคงเป็นเพราะ Apple อยากให้เราซื้อหูฟังดีๆ หรือลำโพงหรูๆ มาต่ออีกที ^^

เมื่อ iPad 2 เทียบกับ iPad รุ่นแรก

เชื่อได้เลยว่าหลายๆ คนที่ดูรูปร่างของ iPad 2 แล้ว อาจจะสงสัยว่า iPad 2 กับ iPad รุ่นแรกมีความแตกต่างกันอย่างไร ตรงไหนบ้าง ทางทีมงานเลยถึงโอกาสนำมาเทียบกันแบบจุดต่างจุดไปเลยดีกว่า โดยของเริ่มตั้งแต่การจับวางคู่กันก่อน ที่ตามภาพด้านล่างจะเห็นว่าตัวเครื่องของ iPad 2 จะมีขนาดเล็กกว่าอยู่พอสมควร ทั้งๆ ที่มีขนาดหน้าจอเท่ากันคือ 9.7 นิ้ว ซึ่งก็อย่างที่บอกไปตอนต้นแล้วว่า iPad 2 ได้ตัดขอบรอบๆ ตัวเครื่องออกไป

สำหรับในเรื่องของความบาง iPad 2 ก็เอาชนะได้อย่างขาดลอย เพราะมีความบางกว่าเท่าตัวเมื่อนำมานอนคู่กับ iPad รุ่นแรก แบบที่ไม่ต้องสังเกตก็เห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน ส่งผลให้ทั้งความบางและขนาดที่ลงเล็ก จะไม่ทำให้ iPad 2 มีน้ำหนักที่ลดลงได้อย่างไร ^^

คราวนี้มาลองดูในมุมข้างๆ ดูบ้าง ที่สังเกตได้เลยว่า iPad 2 มีความบางกว่ามากรวมไปถึงยังมีตัวเครื่องที่โค้งเข้ากับรูปมือมากกว่า ฉะนั้นก็คงไม่แปลกอะไร ที่จะจับถือได้ถนัดกว่า iPad รุ่นแรก

ในเรื่องส่วนของตำแหน่งต่างๆ ของปุ่มในการควบคุมหรือแม้กระทั้งลำโพง ได้ถูกว่าไว้จุดเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

แต่ถ้าจะมีจุดที่เปลี่ยนคงเป็นจุดเดียว ที่เป็นช่องสำหรับใส่ Micro Sim เท่านั้นครับ ที่ตัว iPad 2 ได้ขยับมาไว้สูงขึ้นของขอบด้านซ้าย

สำหรับเรื่องอื่นๆ ของ iPad 2 อย่างหน้าจอแสดงผลก็จะเห็นได้ว่าไม่แตกต่างจาก iPad รุ่นแรกเลย นั่นก็คือยังแสดงผลได้ดีเช่นเดิมเสมอต้นเสมอปลาย ซึ่งแน่นอนว่าตรงจุดนี้คงไม่ใช่ปัจจุยหลักถ้าใครมี iPad รุ่นแรกอยู่ในมือแล้ว สนใจจะเปลี่ยนมาใช้ iPad 2

แต่หลักๆ ที่น่าสนใจของ iPad 2 ก็คือ มีขนาดที่เล็กลง มีน้ำหนักที่เบาลง พร้อมทั้งยังมีความแรงที่เพิ่มขึ้นแบบเท่าตัว ซึ่งถ้าใครซื้อไปใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้แอพพลิเคชั่นที่กินทรัพยากรหนักๆ หรือเล่นเกม 3 มิติ ก็คงจะสมหวังกันไปเพราะได้ความลื่นและภาพที่สวยงามขึ้น รวมไปถึงยังมีกล้องหน้าหลังอย่างที่ iPad รุ่นแรกไม่มี งานนี้ใครชอบถ่ายรูปแล้วอัพขึ้น Facebook ก็ไม่น่าจะพลาดกันอีกต่อไป

สรุปเรื่องดีไซน์และรูปร่างหน้าตาของ iPad 2

  • มีดีไซน์และความสวยงามหรูหราเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
  • มีความบางของตัวเครื่องค่อนข้างมากคือ 8.8 มิลลิเมตร ซึ่งบางกว่า iPhone 4 เสียอีก
  • มีขนาดเล็กลง ขอบระหว่าจอกับกรอบนั้นเเคบลงกว่าเมื่อเทียบ iPad รุ่นแรก
  • มีความเบาลงกว่าเดิมเเบบรู้สึกได้ เมื่อเทียบกับ iPad รุ่นแรก
  • เมื่อถืออยู่ในมือมีความรู้สึกว่าจับได้ถนัดมากยิ่งขึ้น
  • กล้องด้านหน้ามีขนาดเล็ก ถ้าไม่สังเกตก็ไม่เห็นว่ามีกล้องอยู่
  • ฝาหลังยังเป็นอลูมิเนียมเหมือนเดิม สัมผัสลื่นขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
  • มีให้เลือกสองสีคือสีดำเเละสีขาว
  • ลำโพงเสียงดีกว่า iPad รุ่นแรก แต่ก็ถือว่าแค่พอฟังได้

ระบบปฏิบัติการ iOS และแอพพลิเคชั่นติดเครื่อง

iPad 2 มาพร้อมกับระบบปฎิบัตการคู่บุญอย่าง iOS เวอร์ชั่น 4.3.x ที่ถือได้ว่าเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด ที่ดึงความสามารของ iPad 2 มาได้อย่างเต็มที่ อาทิคุณสมบัติ อย่าง

  • สลับการทำงานด้วยระบบ Multitasking
  • รวมแอพพลิเคชั่นหลายๆ ตัว ไว้ในโฟลเดอร์เดียว
  • เรียกใช้งาน iPod Control ได้สะดวกยิ่งขึ้น
  • มีปุ่มล็อกหน้าจอที่แปลกตาออกไป
  • เปลี่ยนรูป Home Screen ได้

และอื่นๆ อีกมากมายทีเดียว แต่ก็ไม่แตกต่างอะไรกับ iPad รุ่นแรกที่อัพเป็น iOS 4.3.X ครับ เรียกได้ว่าในส่วนของแอพพลิเคชั่นการทำงานเบื้องต้นของ iPad 2 และ iPad รุ่นแรกนั้นเหมือนกันเลยดีกว่า อาทิเช่น

  • Safari: ใช้ในการข้าอินเตอร์เน็ต ท่องเว็บไซต์
  • Mail: รจัดการรับ-ส่งอีเมล์
  • Photos: แหล่งรวมรูปภาพภายในเครื่อง
  • Video: แหล่งรวมวีดีโอที่มีอยู่ภายในเครื่อง
  • Youtube: เครื่องมือรับชมวีดีโอออนไลน์
  • iPod: เครื่องเล่นเพลงเฉพาะของ Apple
  • iTunes: ศูนย์รวมของการดาวน์โหลดเพลง, หนัง และรายการทีวี?(มีทั้งแบบฟรีและเสียเงิน)
  • App Store: ศูนย์รวมของการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น (มีทั้งแบบฟรีและเสียเงิน)
  • iBooks: ศูนย์รวมหนังสืออนไลน์?(มีทั้งแบบฟรีและเสียเงิน)
  • Maps: แผนที่โลก ใช้งานไม่ต่างกับแผนที่ของ Google
  • Notes: ใช้งานการจดบันทึกต่างๆ
  • Calendar: ปฎิทิน ใช้ติดตามนัดหมายงาน
  • Contacts: ใช้แสดงหรือค้นหารายชื่อ เบอร์โทรและที่อยู่เพื่อนๆ ของเราที่ได้บันทึกเอาไว้

แต่ก็ยังมีแอพพลิเคชั่นบางตัวทีจะมีเฉพาะ iPad 2 เท่านั้น ก็คือจะเป็นพวกแอพพลิเคชั่นอย่าง Camera, FaceTime และ Photo Booth ซึ่งก็เป็นเพราะ iPad 2 นั้นมีกล้องติดมาในตัวทั้งหน้าและหลัง นั่นเองครับ สำหรับในส่วนของการใช้งานจริงๆ สามารถชมได้หลังจากนี้ หรือกลับไปดูในส่วนของวีดีโอรีวิวของ iPad 2 กันได้นะครับ

นอกเหนือจากนั้น?Apple มีแอพพลิเชั่นที่มีชื่อว่า iMovie ที่สามารถใช้ได้ iPad 2 เท่านั้น ซึ่งต้องซื้อผ่านทาง App Store และ iPad รุ่นแรกไม่สามารถที่จะติดตั้งได้ โดยตัวแอพพลิเคชั่นนั้น มีคุณสมบัติในการตัดต่อวีดีโอที่ครบครัน สมบูรณ์แบบมากๆ ทั้งใส่เสียง ตัดภาพมาใส่ ทำได้หมดในตัวเอง โดยไม่ต้องง้อคอมพิวเตอร์เลยครับ

Setting:

อีกทั้งในส่วนของหน้าตาของการ Setting ค่าต่างๆ ก็เหมือนเดิมเลยครับ เรียกได้ว่าใครก็ตามที่เคยใช้ iPad, iPhone หรือ iPod Touch ก็สามารถที่จะเรียนรู้ได้ไม่ยากเลย

App Store:

อย่างที่บอกไปแล้ว ว่าแอพพลิเคชั่นหลักๆ ของ iPad 2 ก็ยังเหมือเดิม แต่ในส่วนของ App Store คงจะไม่พูดถึงเสียมิได้ เพราะเป็นช่องทางในการหาแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ มาติดตั้งกันในเครื่อง

โดย App Store ถือว่าเป็นศูนย์รวมแอพพลิเคชั่นต่างๆ ใน iPad หรือไม่ว่าจะเป็น iOS ไหนก็ตาม ซึ่งตอนนี้มีแอพพลิเคชั่นมากมาย ไว้รองรับการใช้งานที่หลากลหายรูปแบบ โดยมีทั้งฟรีและซื้อเสียเงิน ทั้งนี้สามารถซื้อโปรแกรมได้ผ่านบัตรเครดิตตาม ID ที่เราสมัครไว้ และสำหรับใครที่ยังไม่มี Apple ID สามารถสมัครได้ตามวิธีนี้ได้เลยครับ

โดยแอพพลิเคชั่นแต่ละตัวที่จะติดตั้งหรือจะซื้อนั้น มีข้อมูลรายละเอียดบอกเอาไว้อย่างชัดเจน เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจซื้อหรือดาวน์โหลดมาลงเครื่องได้ รวมไปถึง Screenshot เป็นภาพให้ดูด้วย ทำให้ตัดสินใจว่าจะเสียเงินซื้อหรือไม่ได้ง่ายๆ ทั้งนี้เมื่อเรานำ iPad ไป Sync กับโปรแกรม iTunes มันก็จะดึงแอพพลิเคชั่นที่ติดตั้งในเครื่องไปไว้ที่ iTunes ด้วย รวมไปถึงเราเองสามารถที่จัดการเรื่องไอคอนต่างๆ ของ App บน iPhone ได้ตามต้องการบน iTunes ได้ทันที นอกจากนี้ระบบจะมีการแจ้งเตือน (หรือถ้าไม่ต้องการก็ปิดได้)?ให้อัพเดทแอพพลิเคชั่นเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดอยู่ตลอดเวลา ทำให้สะดวกมากสามารถกดอัพเดทพร้อมกันได้เลยครั้งเดียวครับ

Photo Booth:

สำหรับแอพลิเคชั่นอย่าง Photo Booth ในส่วนของคนที่ใช้ iMac หรือ MacBook ก็คงที่จะคุ้นเคยแบบอย่างดีอยู่แล้ว เพราะว่า?Photo Booth ได้ถูกติดตั้งเป็นแอพพลิเคชั่นพื้นฐานใน Mac OS อยู่แล้ว ซึ่งหน้าที่หลักๆ ก็คือ ไว้สร้างภาพพิเศษ (Effect) โดยเราสามารถเลือกได้ถึง 8 รูปแบบด้วยกัน ซึ่งเราจะใช้กล้องหน้าหรือกล้องหลังในการถ่ายก็สามารถทำได้เช่นกันครับ

FaceTime:

แอพพลิเคชั่น FaceTime เป็นการรองรับการใช้งาน VDO Call ต่อมาจาก iPhone 4 และเรายังสามารถใช้งานนี้ ได้ทั้งใน iPad 2, iPhone 4 และคอมพิวเตอร์ Mac ได้อีกด้วย โดยหลักๆ แล้วจะใช้กล้องหน้ามีความละเอียดที่ 300,000 พิกเซล (640 x 480 พิกเซล) ซึ่งเอาไว้ใช้ร่วมกับคุณสมบัติ FaceTime หรือจะใช้กล้องหลัง FaceTime ก็ทำได้ แต่จะใช้ในกรณีที่เราสามารถคู่สนทนาเห็นสิ่งที่เราเห็นเหมือนกัน แต่มีข้อจำกัดก็คือ ต้องให้ iPad 2 เชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi ไปยังเท่านั้น และคู่สนทนาของเราที่ใช้ iPad 2, iPhone 4 ก็ต้องเชื่อมต่อ Wi-Fi เช่นกัน

โดยใน iPad 2 เราจะใช้ Apple ID เป็น Account ในการที่จะโทรออก แตกต่างจาก iPhone 4 ที่ใช้เบอร์โทรศัพท์ ในส่วนของรูปร่างหน้าตาของ?FaceTime ก็จะคล้ายกับ Phone ที่เป็นของ iPhone ครับ เรียกรู้กันได้ไม่ยากเย็นนัก

Camera:

ในตัวแอพพลิเคชั่น Camera เองมีระบบ Auto Focus ที่ใช้เป็นแบบ Touch to Focus (โฟกัสตรงตำแหน่งนั้นๆ แต่ไม่มีการวัดค่าแสง) ซึ่งมีความเร็วในการประมวลผลไวพอสมควรทำให้กดปุ๊ปถ่ายปั๊ป??สำหรับ User Interface นั้น ก็ดูเรียบง่ายเหมือนเดิม เรียกได้ว่าเหมือนกับที่อยู่ใน iPhone เลยก็ว่าได้

เช่น เปลี่ยนหมวดถ่ายภาพนิ่ง/วีดีโอ, ปุ่มลั่นชัตเตอร์/อัดวีดีโอ, สลับกล้องหน้า/หลัง และ ซูม รวมถึงปุ่มลัดเข้า Photos แต่ก็จะมีหลายๆ อย่างที่ iPhone 4 มีแต่ iPad 2 ไม่มีก็คือ การเปิด/ปิด/Auto Flash และการถ่ายภาพแบบ HDR (High Dynamic Range)?โดยกล้องหน้านั้นถ่ายได้ความละเอียดแบบ VGA ไม่จำเป็นต้องเข้า Mode Video Call สามารถใช้ถ่ายปกติได้ โดยสาวๆ ?คงจะได้ใช้กันอย่างทั่วหน้า เชื่อได้ว่าน่าจะใช้บ่อยกว่ากล้องหลังที่มีความละเอียดมากกว่าเสียอีก

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก iPad 2 ที่ถ่ายในหลายๆ สภาวะแสง โดยรูปที่ 5 จะเป็นภาพจากกล้องหน้านะครับ (สามารถกดคลิกเข้าไป เพื่อชมภาพขนาดจริงได้)

สำหรับการถ่ายวีดีโอนั้นสามารถถ่ายได้ความละเอียด 720p หรือ HD (Hi Definition) ที่สมาร์ทโฟนระดับกลางๆ ไปจนถึงไฮเอนด์ส่วนมากก็จะสามารถถ่ายกันได้ ซึ่ง 720p เป็นค่าพื้นฐาน โดยเราไม่สามารถที่จะปรับลดความละเอียดลงได้ ?ไฟล์ที่ถ่ายจะได้เป็นไฟล์ฟอร์แมต .MOV สำหรับคุณสมบัติอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ?รวมไปถึงมี Tap to Focus ที่มีการโฟกัส (แต่ไม่วัดแสงตรงจุดนั้น) เหมือนกับการถ่ายภาพนิ่ง นอกเหนือจากนั้นเรายังสามารถใช้กล้องหน้าในการถ่ายวีดีโอในระดับ VGA ได้อีกด้วย

ตัวอย่างวีดีโอจาก iPad 2 ที่ถ่ายใน 2 สภาวะแสง คือกลางแจ้ง และในที่แสงน้อย

สรุปปิดท้ายกับการใช้งาน iPad 2

เชื่อได้เลยว่า รีวิวของหลายๆ เจ้า คงมีความเห็นค่อนข้างตรงกันว่า?iPad 2 เป็นเเท็บเล็ตที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้?อีกทั้งยังมีความสวยงามในด้านฮาร์ดเเวร์ วัสดุ ความลื่นไหลในการใช้งาน เเละเเอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย?แน่นอนว่าทำให้เเท็บเล็ตอย่าง Android Honeycomb 3.0 ที่หลายๆ ผู้ผลิตค่ายได้ส่งออกมาแล้ว อาทิ ?Acer ICONIA TAB A500, ASUS Eee Pad, Motorola Xoom, Samsung Galaxy Tab 10.1 และอื่นๆ อีกหลายค่าย ยังพยายามเข้ามาเจาะตลาดเเท็บเล็ตนั้นทำได้ลำบากมาก แต่ถ้าจะให้พูดถึงความลื่นเพียงอย่างเดียว BlackBerry Playbook ก็ถือได้ว่าเป็นคู่แข่งของ iPad 2 ได้สมน้ำสมเนื้อที่สุด ในขณะนี้

จะว่ากันไปแล้วจริงๆ ?iPad 2 ก็ยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบอะไร ซึ่งจะให้พูดจริงๆ แล้วก็ยังมีข้อสังเกตในหลายจุดด้วยกัน อย่างเรื่องความละเอียดของหน้าจอที่ควรจะมีมากกว่านี้ เรื่องกล้องที่คุณภาพไม่ค่อยดีนัก(แต่ก็เชื่อได้ว่า คงไม่มีใครเอามาถ่ายภาพเป็นหลัก) รวมไปถึงข้อจำกัดของตัว iOS เองอย่างเรื่อง Notification ที่ยังไม่ยอมปรับปรุง และจะทำอะไรก็ตามก็ต้องอาศัยโปรแกรม iTunes ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์เสนมอ

ซึ่งถ้าใครเคยใช้งาน iPad รุ่นแรกมาก่อนแล้ว จะเห็นว่าการมาของ iPad 2 ครั้งนี้ก็ไม่ได้เพิ่มมาอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องของซอฟท์แวร์ นอกเหนือไปจากความรวดเร็วเเละการใช้งานที่ดีกว่าจากซีพียูเเละเเรมที่มากขึ้น รวมไปถึงดีไซน์การออกแบบและน้ำหนัก ที่ทำให้เราสามารถใช้งาน iPad ได้ถนัดมากยิ่งขึ้น เเต่ถ้ายังไม่เคยเป็นเจ้าของเเท็บเล็ตมาก่อน iPad 2 ก็ให้สิ่งที่ดีที่สุดในราคาที่เหลือเชื่อมากที่เริ่มต้นเพียง 15,900 บาท กับความสามารถต่างๆ ที่คู่แข่งไม่สามารถให้ราคาได้ต่ำขนาดนี้ได้ครับ

เอาเป็นว่าหากใครที่มี iPad รุ่นแรกอยู่แล้วก็คงไม่จำเป็นต้องซื้อ iPad 2 มาครอบครองเท่าไหร่นัก ยกเว้นแต่อยากโดนของใหม่ หรือเอามาเล่นเกม 3 มิติกราฟิก เจ๋งๆ ซะมากกว่า?หรือถ้าใครนาทีนี้อยากจะซื้อแท็บเล็ตมาใช้ซักตัว โดยเน้นการใช้งานที่ง่ายๆ แอพฯ เยอะๆ ดีไซน์หรูๆ หน่อย คำตอบง่ายๆ ของเราก็คือ Apple iPad 2 ครับ 🙂

ปิดท้ายกับแอพของนิตยสาร Mars ที่แจกฟรี!!! สำหรับ iPad โดยเฉพาะ สำหรับแท็บเล็ตเจ้าอื่นๆ อย่าง Android ก็คงอดไป ซึ่งเราสามารถไปดาวน์โหลดได้ที่ App Store ได้ทันทีนะครับ (อาจจะมีหลายคนสนใจซื้อ iPad 2 เพราะน้อง Elly ก็เป็นไปนะครับ ^^)