[Review] รีวิว OPPO F1 มือถือ Selfie Expert กล้องสวยเฟ่อร์ ในราคา 8,990 บาท!!!

[Review] รีวิว OPPO F1 มือถือ Selfie Expert กล้องสวยเฟ่อร์ ในราคา 8,990 บาท!!!

จุดเด่น

– สเปคคุ้มค่า มาพร้อมกับแรมขนาด 3 GB
– กล้องคมชัด ถ่ายออกมาสวยงาม
– ตัวเครื่องบางเบา พกพาง่าย
– งานประกอบดีเกินราคา อุปกรณ์เสริมต่างๆ ก็ให้มาครบ
– ลำโพงดีเสียงดังใช้ได้ มีเทคโนโลยีระบบเสียงติดมากับเครื่อง
– รองรับการใช้งาน Micro SD
– ราคาเพียง 8,990 บาท

ข้อสังเกต

– ไม่มีเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ไว
– เสียงลำโพงไม่ค่อยได้ยินเพราะถูกตัวเครื่องบังขณะวางกับพื้น
– ปุ่มสัมผัสไม่มีไฟ LED ใส่มาให้

บทสรุป

OPPO F1 เป็นมือถืออีกหนึ่งรุ่นที่มีความสามารถรอบด้านไม่แพ้มือถือเรือธงที่มีราคาสูงๆ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์ตัวเครื่องที่ใช้วัสดุอย่างดีในการประกอบ หรือเรื่องของซอฟท์แวร์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความสเถียร และความลื่นไหล กล้องถ่ายภาพที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร รวมไปถึงเรื่องของราคาวางจำหน่ายซึ่ง OPPO F1 มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่  8,990 บาทเท่านั้น และสำหรับคนที่กำลังมองหามือถือราคาไม่เกิน 10,000 บาท OPPO F1 เป็นมือถืออีกหนึ่งรุ่นที่ไม่ควรจะมองข้ามเลย เมื่อเทียบกับปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่นงานประกอบ, วัสดุ, ซอฟท์แวร์ เพียงเท่านี้ก็คุ้มค่ากับราคา 8,990 บาทแล้วล่ะครับ
Editor : Nookies
80
BEST CAMERA

OPPO เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ในตอนนี้ที่น้อยคนจะไม่รู้จัก เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา OPPO ได้มีมือถืองานคุณภาพออกมาให้เราได้เลือกใช้งานกันอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มือถือระดับเรือธงอย่าง OPPO Find 7 ออกวางจำหน่ายจะเห็นได้ว่ามือถือจาก OPPO มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัสดุที่ใช้ในการประกอบ หรือเรื่องของซอฟท์แวร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องของความสเถียรในการทำงาน จนได้กำเนิดมือถือตระกูล R7 ที่ทำรายได้ให้กับ OPPO อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากในรุ่นนี้นั้นมีดีไซน์ตัวเครื่องที่สวยงาม วัสดุที่ใช้ประกอบนั้นก็เป็นเกรดพรีเมี่ยม เรื่องของประสิทธิภาพการทำงานนั้นก็ไม่เป็นรองใคร จึงไม่แปลกเลยที่มือถือตระกูล R7 จะได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากคนทั่วโลก และวันนี้ผมจะมารีวิวมือถือน้องใหม่ล่าสุดจาก OPPO ที่มาพร้อมความแรงในไตล์ OPPO Find 7 ผสมผสานกลิ่นอายในดีไซน์แบบ OPPO R7 ออกมาเป็น OPPO F1 มือถือที่มาพร้อมกับกล้องหน้าทรงพลังเจ้าของฉายา Selfie Expert ที่สำคัญคือราคาของ OPPO F1 นั้นอยู่ที่ 8,990 บาทเท่านั้นเอง และเรามาดูกันว่า OPPO F1 เครื่องนี้จะมีอะไรบ้างที่น่าสนใจและจุดเด่นหรือจุดที่ควรจะพิจารณาจะมีตรงไหนบ้างติดตามกันได้เลยครับ

สเปคของ OPPO F1

  • หน้าจอ : IPS ขนาด 5 นิ้วความละเอียด HD
  • ซีพียู : Snapdragon 615 แบบ Octa Core ความเร็ว 1.5 GHz
  • แรม : 3 GB
  • หน่วยความจำภายใน : 16 GB
  • รองรับการใช้งาน Micro SD : สูงสุด 128 GB
  • กล้องหลัง : 13 ล้านพิกเซล ƒ/2.2 พร้อมแฟลช LED
  • กล้องหน้า : 8 ล้านพิกเซล ƒ/2.0
  • การเชื่อมต่อ : 3G/4G , Wi-Fi 802.11 b/g/n , Bluetooth 4.0 , GPS , OTG
  • สีที่วางจำหน่าย : Golden
  • สเปคเต็มๆ OPPO F1
  • ราคา : 8,990 บาท

Review-OPPO-F1-SpecPhone-00027

กล่องของ OPPO F1 จะมาในดีไซน์แบบเรียบง่ายตามสไตล์ OPPO เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบกับอุปกรณ์พื้นฐานอย่าง อะแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่ สายเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และชาร์จแบตเตอรี่แบบ Micro USB หูฟังขนาด 3.5 มม.และนอกจากนี้ยังมีเคสป้องกันรอยใส่มาให้ภายในกล่องอีกด้วย เรียกว่างานนี้ทาง OPPO จัดอุปกรณ์พื้นฐานมาให้ครบเครื่องเลยทีเดียว ไม่ต้องไปหาซื้ออุปกรณ์เสริมใดๆ ให้วุ่นวายเลย และมาพูดถึงส่วนแรกคือส่วนของดีไซน์กันก่อนเลยดีกว่าครับ

Design

Review-OPPO-F1-SpecPhone-00006

“ดีไซน์สวยงาม บอดีี้แข็งแกร่ง”

เริ่มกันที่ส่วนแรกนั่นคือดีไซน์ของตัวเครื่อง OPPO F1 มาพร้อมกับดีไซน์ที่สวยงามรับรองว่าต้องโดนใจสาวๆ อย่างแน่นอน เพราะดีไซน์ของตัวเครื่องนั้นเรียกว่าเป็น OPPO R7 เวอร์ชั่นลดสเปคยังไงยังงั้นเลย OPPO F1 มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5 นิ้ว พร้อมกระจกขอบโค้งแบบ 2.5D ที่ด้านหน้าของตัวเครื่องทำให้ตัวเครื่องนั้นดูสวยงามมีคุณค่า ด้านบนของหน้าจอจะประกอบด้วยกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซลพร้อมเซนเซอร์วัดสภาพแสงและลำโพงสนทนา

ซึ่งในการจัดวางส่วนต่างๆ ดูเหมือน OPPO F1 จะได้รับแรงบันดาลใจมาจากมือถือ OPPO ตระกูล R7 ไปแบบเต็มๆ ด้านล่างของหน้าจอจะเป็นตำแหน่งของปุ่มควบคุมหลักอย่างปุ่ม Home,Back,Recent เช่นเดียวกับ OPPO R7 ด้านบนของตัวเครื่องจะเป็นตำแหน่งของช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานสำหรับช่องเสียบหูฟังทั่วๆ ไป ด้านซ้ายของตัวเครื่องจะเป็นตำแหน่งของปุ่มเพิ่ม/ลดเสียงซึ่งตัวปุ่มกดนั้นใช้วัสดุที่คล้ายกับโลหะอีกด้วย

ด้านขวาของตัวเครื่องจะเป็นตำแหน่งของปุ่ม Power และช่องใส่ซิมการ์ดแบบ Micro SIM ซึ่ง OPPO F1 นั้นรองรับการใช้งาน 2 ซิมและยังรองรับการใช้งาน Micro SD เหมือนเช่นเคย แต่มีข้อจำกัดเล็กๆ น้อยๆ ตรงการใช้งานแบบ 2 ซิม ซึ่งช่องใส่ซิมที่ 2 นั้นเราจะต้องเลือกระหว่างจะใช้งานซิมการ์ดหรือจะใช้งาน Micro SD เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ที่ด้านล่างของตัวเครื่องจะเป็นตำแหน่งของช่อง Micro USB ที่ใช้ในการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์และชาร์จพลังงานแบตเตอรี่ ใกล้กันจะเป็นไมโครโฟนของตัวเครื่องที่ใช้ในการสนทนาโทรศัพท์

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจในมือถือ OPPO F1 นั่นก็คือความรู้สึกเวลาถือตัวเครื่องไว้ในมือ OPPO F1 นั้นจัดว่าเป็นมือถือที่พกพาง่ายมากๆ เพราะตัวเครื่องนั้นมีขนาดความบางเพียง 7.25 มิลลิเมตรเท่านั้นและก็มีน้ำหนักแค่เพียง 147 กรัม ดังนั้นในเรื่องของการพกพาไม่ว่าจะถือไปไหนมาไหน หรือจะใส่กระเป๋าใบเล็กๆ ก็สามารถพกพาได้สะดวกแล้วล่ะครับ

Review-OPPO-F1-SpecPhone-00013-horz01Review-OPPO-F1-SpecPhone-00004ถ้าจะพูดถึงเรื่องความแข็งแรงในด้านของดีไซน์นั้นไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน ด้านบนของฝาหลังจะเป็นตำแหน่งของกล้องขนาด 13 ล้านพิกเซล มาพร้อมกับแฟลชแบบ LED ที่จะช่วยทำให้เราถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดียิ่งขึ้น ใกล้กันจะเป็นโลโก้ OPPO ซึ่งจะเห็นได้ว่าการจัดวางตำแหน่งของกล้องถ่ายภาพ,ไฟแฟลช,โลโก้แบรนด์ นั้นจะใกล้เคียงกับ OPPO R7 เช่นเดียวกับด้านหน้าของตัวเครื่อง ด้านล่างจะเป็นตำแหน่งของลำโพง ที่เมื่อผมลองเปิดเพลงฟังแล้วรู้สึกว่าเสียงของ OPPO F1 นั้นดังฟังชัดกำลังฟังสบายๆ แต่เมื่อได้วางตัวเครื่องแนบไปกับพื้นในขณะที่เปิดเพลงก็ได้พบกับข้อสังเกตบางอย่างที่น่าตกใจนั่นคือ เสียงที่ออกมาจากลำโพงตัวเครื่องนั้นแทบจะไม่สามารถเล็ดลอดออกมาได้เลย เมื่อใส่เคสที่แถมมากับเครื่องก็พบว่าเสียงก็ยังคงเบามากอยู่

Review-OPPO-F1-SpecPhone-00005เนื่องจาก OPPO F1  มาพร้อมกันดีไซน์แบบแบนราบจึงทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น ดังนั้นหากเราต้องการฟังเพลงจากลำโพงตัวเครื่องเราก็จะต้องคว่ำหน้าจอแนบไปกับพื้นจึงจะฟังได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรืออีกหนึ่งทางเลือกที่เราสามารถทำได้นั่นคือการฟังเพลงผ่านหูฟังซึ่งทาง OPPO ก็ได้แถมหูฟังมาให้ในกล่องของ OPPO F1 ด้วยเช่นกัน เมื่อลองฟังเพลงผ่านหูฟังก็พบว่าเสียงของหูฟังนั้นมีความใสกังวาน เบสกระชับ กำลังฟังสนุก เป็นไปได้ว่าทางผู้ผลิตอาจจะแนะนำเป็นนัยๆ ว่าควรจะใส่หูฟังขณะฟังเพลงจะดีที่สุด ซึ่ง OPPO F1 มาพร้อมกับเทคโนโลยีด้านระบบเสียงอย่าง Real HD Sound ซึ่งจะทำงานก็ต่อเมื่อเราเสียบหูฟังเข้ากับตัวเครื่องเท่านั้น ถือว่าตรงจุดนี้ต้องชื่นชมว่า OPPO ใส่ใจผู้ใช้งานได้ดีจริงๆ และมาพูดถึงเรื่องถัดไปนั่นคือเรื่องของซอฟท์แวร์กันบ้างดีกว่าครับ

Review-OPPO-F1-SpecPhone-00025

Software

Review-OPPO-F1-SpecPhone-00010

มาพูดถึงเรื่องของซอฟท์แวร์กันบ้าง OPPO F1 มาพร้อมกับ Color OS เวอร์ชั่น 2.1.0i ที่อยู่บนพื้นฐานของ Android 5.1.1 เรื่องของความสเถียรของระบบนั้นทำได้ดี เท่าที่ผมได้ใช้งานมาก็ไม่พบปัญหาที่เกิดจากเรื่องของซอฟท์แวร์เลย เรียกว่าต้องชื่นชมทาง OPPO ที่เขียนโปรแกรมออกมาได้ดีแบบนี้  แอพที่ติดเครื่องมาส่วนใหญ่จะเป็นแอพจาก Google อย่างเช่น Google Chrome , Gmail , Maps , Youtube , Google Drive ซึ่งแต่ละแอพเรียกว่าเป็นแอพที่เราต้องใช้งานกันในแต่ละวันกันอย่างแน่นอน และข้อดีที่ผมสังเกตได้นั่นคือไม่มีแอพที่เป็นแอพขยะติดมากับ OPPO F1 เลยมีเพียงแอพพื้นฐานเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น หน้าตาของ UI ก็มาในสวยงามตามสไตล์ OPPO เหมือนเช่นเคย และสิ่งที่น่าสนใจในจุดนี้นั่นคือเราสามารถเปลี่ยน Theme ของตัวเครื่องในแบบที่เราชอบซึ่งมี Theme ที่เราสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรีเยอะแยะมากมายตรงนี้ถือว่าเป็นจุดเด่นที่ทำให้ด้านซอฟท์แวร์ของ OPPO F1 นั้นน่าใช้งานมากกว่ามือถือทั่วๆไป

Screenshot_2016-02-08-00-23-06-03-horz

Feature

Review-OPPO-F1-SpecPhone-00021

มาต่อกันที่เรื่องของฟีเจอร์ที่จะมาพร้อมกับ OPPO F1 กันต่อเลยดีกว่า OPPO F1 มาพร้อมกับฟีเจอร์ที่น่าสนใจทั้งในด้านของการใช้งาน และในแง่ของการรักษาสุขภาพ และมาดูกันว่า OPPO F1 จะมีฟีเจอร์ไหนบ้างที่น่าสนใจและมีประโชน์จริงต่อการใช้งานในแต่ละวัน ซึ่งฟีเจอร์ที่ผมคิดว่าน่าสนใจและมีประโยชน์นั้นก็มีดังต่อไปนี้

 

Gesture & Motion

Screenshot_2016-02-08-01-40-46-56-horz

เป็นสิ่งที่ OPPO ใส่มาให้ในมือถือของตัวเองหลายต่อหลายรุ่น ยกตัวอย่างเช่น การวาดนิ้วเป็นรูปแบบต่างๆ เพื่อเปิดใช้งานแอพ หรือ การปรับระดับเสียงในขณะที่ปิดหน้าจอเป็นต้น ซึ่งในหัวข้อนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่การสั่งการในขณะหน้าจอเปิด และ การสั่งการในขณะที่หน้าจอนั้นปิดอยู่ ซึ่งลูกเล่นที่ผมคิดว่าน่าสนใจนั่นก็คือการแตะ 2 ครั้งที่ปุม Home เพื่อล็อคหน้าจอ และการปลุกเครื่องจากโหมด Sleep เมื่อเราแตะที่หน้าจอ 2 ครั้ง ซึ่งเมื่อเปิดการใช้งานฟีเจอร์นี้ก็เท่ากับว่าเราได้ยืดอายุปุ่ม Power ให้สามารถใช้งานได้ยาวนานมากขึ้นไปในตัวอีกด้วย

 

Real HD Sound

Screenshot_2016-02-07-22-50-01-36-horz

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มีประโยชน์กับการใช้งานนั่นก็คือ Real HD Sound เทคโนโลยีด้านระบบเสียงที่ OPPO ใส่เข้ามาใน OPPO F1 หลักในการทำงานก็คือการปรับโทนเสียงให้เหมาะสมกับแนวเพลงที่เราฟังอยู่ซึ่งก็มีตัวเลือกให้เราได้เลือกปรับตามแนงเพลงที่เราฟัง ซึ่งเราจะต้องเข้าไปปรับเองว่าอยากได้โทนเสียงแบบไหนซึ่งก็มีให้เลือกปรับทั้งแบบ Pop, Rock, Country, Jazz, Classical, Metal, Blues, Hip Hop, Dance , Electronic และ Customize ที่ให้เรานั้นเลือกโทนเสียงเองว่าเราอยากได้โทนเสียงแบบไหน

 

Eye Protection Display

Screenshot_2016-02-08-02-02-34-73-horz

เป็นฟีเจอร์ที่จะช่วยรักษาสุขภาพดวงตาของเราด้วยการปรับสีของหน้าจอให้นุ่มนวลสบายตาโดยจะอาศัยการตัดแสงสีฟ้าทำให้เรานั้นสามารถใช้งานในเวลากลางคืนได้อย่างยาวนาน ไม่เล่นไปนานๆ แล้วรู้สึกปวดตาเหมือนกับกับมือถือที่ไม่มีฟีเจอร์นี้ และเราสามารถตั้งค่าได้ถึง 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่ Low, Medium และ High ซึ่งเมื่อเปิดใช้งานหน้าจอของ OPPO F1 จะกลายเป็นโทนสีอุ่น

Camera

Review-OPPO-F1-SpecPhone-00022

พูดถึงเรื่องที่เป็นไฮไลท์ของ OPPO F1 นั่นก็คือเรื่องของกล้องถ่ายภาพที่ OPPO ได้ชูโรงให้ OPPO F1 เป็นมือถือ Camera Phone รุ่นแรกๆ ภายในปีนี้ที่ได้เปิดตัวออกมา OPPO F1 เป็นมือถือ Selfie Expert ที่มาพร้อมกับกล้องขนาด 13 ล้านพิกเซล f/2.2 ระบบโฟกัสแบบ Phase detection เช่นเดียวกับในกล้อง DSLR และยังมีโหมดในการการถ่ายภาพอย่างครบครันไม่ว่าจะเป็นโหมด

  • Beautify
  • Ultra HD
  • Various Filters
  • Panorama
  • HDR
  • GIF
  • Slow Shutter
  • Audio Photo
  • Double Exposure
  • Super Macro
  • Expert Mode

และที่น่าสนใจนั่นคือ OPPO F1 สามารถถ่ายภาพแบบ RAW ได้อีกด้วย ซึ่งการถ่ายภาพแบบ RAW ก็เพื่อนำไปปรับแต่งเพิ่มเติม เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ภาพแบบเพียวๆ ไร้การปรับแต่งจากซอฟท์แวร์ เพื่อนำไปใส่ฟิลเตอร์ชิคๆ บน VSCO Cam หรือแม้แต่นำไปปรับแต่งภาพต่อด้วยแอปพลิเคชัน ซึ่งเดี๋ยวนี้เราจะเห็นว่าพวกบริษัทที่ผลิตซอฟท์แวร์ปรับแต่งรูปภาพก็เริ่มหันมาให้ความสนใจทำแอปแต่งรูปบนมือถือแล้ว เช่น Adobe ที่ตอนนี้ก็มี Photoshop และ Lightroom สำหรับมือถือออกมาให้ใช้งานกัน

เพื่อนๆ ก็สามารถเลือกโหมดถ่ายภาพแบบ RAW ได้ นอกจากนี้ OPPO F1 ยังมาพร้อมกับกล้องหน้าขนาด 8 ล้านพิกเซลซึ่งเป็นความละเอียดที่เหมาะกับการถ่ายภาพแบบเซลฟี่ และผมจะขอพูดถึงเฉพาะโหมดที่คนส่วนใหญ่ใช้งานอยู่บ่อยๆ ได้แก่

 

Beautify

Beautify หรือโหมดที่ใครหลายคนอาจจะเรียกกันติดปากแล้วว่าโหมดบิวตี้หรือโหมดหน้าสวยนั่นเอง ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นโหมด Beautify ในมือถือ OPPO นั้นได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้ใช้งานโดยเฉพาะผู้หญิง ซึ่งโหมด Beutify ใน OPPO F1 ก็จะสามารถปรับระดับความฟรุ้งฟริ้ง หรือความกระจ่างใสของใบหน้าได้ถึง 3 ระดับด้วยกันได้แก่ Weak, Medium และ Strong ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่เราว่าจะปรับความเนียนของใบหน้าในระดับใด และนี่คือภาพตัวอย่างที่ถ่ายด้วยโหมด Beautify

 

Various Filters

Various Filters เป็นโหมดที่ช่วยให้ถ่ายภาพออกมาอย่างมีศิลปะซึ่งจะมีตัวเลือกให้เลือกถึง 11 แบบด้วยกันได้แก่ Natural , Bright , Afternoon , Sunrise , Warm , Nostalgic , Tokyo , Sunlight , Yellowing และ Mono Various Filters เป็นโหมดที่จะทำให้เราเพลิดเพลินในการถ่ายภาพบน OPPO F1 ด้วยฟิลเตอร์แบบต่างๆ ตามต้องการ และนี่คือตัวอย่างภาพที่ถ่ายจากโหมด Various Filters

HDR และ Ultra HD

Ultra HD หรือโหมดความละเอียดสูง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโหมดที่ต้องได้ใช้งานกันอย่างแน่นอน ซึ่งการถ่ายในโหมดนี้จะต้องอาศัยมือนิ่งๆ อยู่เหมือนกันจะใช้เวลานานกว่าการถ่ายแบบปกติแต่จะเก็บรายละเอียดต่างๆ ได้ดีมากขึ้น โดยปกติแล้วกล้องของ OPPO F1 นั้นจะสามารถจับภาพได้ไว โฟกัสแม่นยำ เพียงไม่กี่วินาทีก็จะได้ภาพดีๆ มาอยู่ในมือแบบง่ายๆ และนี่คือภาพตัวอย่างจากโหมด Ultra HD

Performance

Review-OPPO-F1-SpecPhone-00020

ในเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่อง OPPO F1 มาพร้อมกับซีพียู Snapdragon 616 แบบ Octa Core ความเร็ว 1.5 GHz ซึ่งเป็นชิปเซ็ตรุ่นปรับปรุงจาก Snapdragon 615 อีกที

โดยรวมถือว่า OPPO ทำซอฟท์แวร์ได้อย่างน่าประทับใจมาก เพราะเท่าที่ผมเคยได้สัมผัสกับมือถือที่ใช้ซีพียูรุ่นเดียวกันนี้ (Snapdragon 615) พบว่า ในขณะเล่นเกมหรือใช้งานซีพียูหนักๆ จะมีอาการกระตุกและอาการหน่วงให้เห็นอยู่บ่อยๆ แต่จากการใช้งาน OPPO F1 กลับไม่พบปัญหาดังกล่าวเลย สามารถเล่นเกม Asphalt 8 ปรับกราฟฟิกสูงสุดได้ลื่นไหลโดยไม่มีอาการหน่วงหรือกระตุกให้เห็นแต่อย่างใด ดังนั้นเกมง่ายๆ ที่ใช้กราฟฟิคไม่มากอย่าง Subway Surfer หรือ Traffic Rider นั้นสามารถเล่นได้อย่างลื่นๆ และเมื่อทดสอบกับเกมที่ใช้กราฟฟิกสูงอีกหนึ่งเกมอย่าง God Of Rome ก็พบว่าสามารถเล่นได้อย่างสบายๆ เช่นเดียวกับ Asphalt 8

Screenshot_2016-02-08-11-34-57-11-vert-horz

แรม 3 GB ที่มากับตัวเครื่องนั้นก็มีเหลือให้ใช้งานจริงราว 2 GB สำหรับภาพรวมของ OPPO F1 จัดเป็นมือถืออีกหนึ่งรุ่นที่มีความสามารถรอบด้านไม่แพ้มือถือเรือธงที่มีราคาสูงๆ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์ตัวเครื่องที่ใช้วัสดุอย่างดีในการประกอบ หรือเรื่องของซอฟท์แวร์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความสเถียร และความลื่นไหล หรือจะเป็นเรื่องของกล้องถ่ายภาพที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร รวมไปถึงเรื่องของราคาวางจำหน่ายซึ่ง OPPO F1 มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่  8,990 บาทเท่านั้น

Screenshot_2016-02-08-12-47-37-78-horz

สำหรับคนที่กำลังมองหามือถือราคาไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนตัวผมว่า OPPO F1 เป็นมือถืออีกหนึ่งรุ่นที่ไม่ควรจะมองข้ามเลยล่ะครับ และเพื่อเป็นการยืนยันถึงประสิทธิภาพตัวเครื่องผมจึงได้ทำการทดสอบสอบประสิทธิภาพด้วยแอพอย่าง Antutu Benchmark ก็พบว่าในขณะทดสอบประสิทธิภาพด้านกราฟฟิค 3 มิติ OPPO F1 มีอาการหน่วงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งจุดนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในการทดสอบประสิทธิภาพแบบสูงสุด โดยคะแนนที่ OPPO F1 ทำได้นั้นอยู่ที่ 29,842 คะแนน ซึ่งเมื่อเทียบกับปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่นงานประกอบ,วัสดุ,ซอฟท์แวร์ เพียงเท่านี้ก็คุ้มค่ากับราคา 8990 บาทแล้วล่ะครับ

และสำหรับคนที่กำลังคิดว่าแบตเตอรี่ขนาด 2,500 mAh จะพอใช้งานในหนึ่งวันหรือเปล่า คำตอบคืออยู่ที่การใช้งานของเราว่าจะใช้งานหนักแค่ไหน หากใช้งานเพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็พออยู่ได้ทั้งวันเนื่องจากหน้าจอขนาด 5 นิ้วความละเอียดแบบ HD นั้นกินพลังงานน้อยกว่าหน้าจอแบบ Full HD หรือ Super AMOLED อยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้ผมแอบเสียดายเล็กน้อยที่ OPPO ไม่ได้ใส่เทคโนโลยี VOOC หรือฟีเจอร์ชาร์จไวเข้ามาใน OPPO F1 ดังนั้นการชาร์จแบตเตอรี่ก็ต้องอาศัยเวลามากกว่า ซึ่งถ้าไม่นับข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ OPPO F1 จะเป็นมือถือที่ดีมากๆ รุ่นหนึ่งเลย

Gallery

1 Comments

  1.   Feb 9 - 19:44 ตอบกลับ

    อยากอ่าน รีวิว Galaxy A5 2016

    ติดตามอยู่นะครับ

    Guest

แสดงความคิดเห็น

*ข้อความหรือข้อความที่แสดงในโฟส เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นในระบบโดยอัตโนมัติจากสมาชิก ซึ่งทีมงานไม่ได้มีส่วนหรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ หากพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อดำเนินการต่อไป..