Samsung Galaxy A80 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล Galaxy A ที่มาพร้อมความครบเครื่องในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการดีไซน์ที่ให้ความพรีเมียมไม่แพ้สมาร์ทโฟนเรือธง หรือจะเป็นเรื่องกล้องที่มีความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิกเซล และไหนจะเรื่องของประสิทธิภาพที่เลือกใช้ชิปประมวลผลรุ่นใหม่ของ Qualcomm อย่าง Snapdragon 730 + Ram 8 GB ที่ตอบโจทย์การใช้งานหนัก ๆ ได้เป็นอย่างดี

สเปค Samsung Galaxy A80

  • หน้าจอ New Infinity Display พาแนล sAMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด Full HD+
  • ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 730G
  • แรม 8 GB
  • ความจุ 128 GB (ไม่รองรับ microSD Card )
  • กลไกกล้อง Rotating Camera สไลด์ขึ้นด้านบน สลับหน้า/หลัง ได้
  • กล้อง 3 ตัว : 48 ล้านพิกเซล + 8 ล้านพิกเซล (Ultra wide-angle) + เซ็นเซอร์ 3D Depth
  • แบตเตอรี 3,700 mAh รองรับ Fast Charge ระดับ 25 W
  • ใช้เทคโนโลยีสั่นหน้าจอเพื่อให้เกิดเสียงแทนช่องลำโพงสนทนา
  • รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ
  • รองรับ 2 ซิม
  • ขนาดตัวเครื่อง 165.2 x 76.5 x 9.3 มม.
  • รัน Android 9.0 Pie ครอบด้วย OneUI
  • ราคาเปิดตัว 21,990 บาท

ตอนเปิดตัวครั้งแรก Samsung Galaxy A80 ก็เป็นสมาร์ทโฟนที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก ด้วยจุดเด่นเรื่องกล้อง Rotating Camera ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล แถมยังเคลมอีกว่าถ่ายกล้องหน้าชัดเท่ากล้องหลัง เนื่องจากใช้กล้องชุดเดียวกันแล้วอาศัยการหมุนไปข้างหน้าหรือข้างหลัง นอกจากนี้กล้องที่บรรจุให้ในชุด Rotating Camera ยังประกอบไปด้วยเลนส์ Ultra Wide 123° และไฮไลท์สำคัญอย่าง ToF 3D Depth Camera ที่ช่วยทำให้ฟีเจอร์ Live Focus หรือหน้าชัดหลังเบลอสมบูรณ์แบบมากขึ้นทั้งภาพนิ่งและวีดีโอ

ก่อนจะเข้าสู่รีวิว Samsung Galaxy A80 ผมขอเริ่มที่อุปกรณ์ในกล่องก่อนเลยครับ และก็คาดว่าจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่หลายคนสงสัยในตัว Galaxy A80 ด้วยเช่นกัน ว่ารุ่นนี้จะแถมเคสมาให้หรือไม่ แล้วถ้าแถม เคสจะมีหน้าตาอย่างไร เนื่องจากตัวกล้อง Rotating Camera จะต้องเลื่อนขึ้นเมื่อเรียกใช้กล้องหน้า เพราะฉะนั้นเคสที่แถมก็เลยไม่คลุมในส่วนบน แต่ถ้าให้พูดถึงความพรีเมียมของเคสที่แถมมา ว่ากันตามตรง ผมว่าเป็นเคสแถมที่ขายแยกก็ไม่น่าเกลียดล่ะครับ

ส่วนอุปกรณ์อื่น ๆ ก็เป็นชุดอุปกรณ์มาตรฐานทั่วไป อะแดปเตอร์ที่มาในกล่องเป็นอะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว 25W พร้อมสายชาร์จแบบ USB-C to USB-C เช่นเดียวกับหูฟังที่เป็นแบบเชื่อมต่อผ่านพอร์ต USB-C เนื่องจาก Galaxy A80 ตัดพอร์ต 3.5 มิลลิเมตรออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

Review Galaxy A80

Design – การออกแบบ Galaxy A80

ตัวเครื่อง Galaxy A80 แตกต่างจากทุก Galaxy A Series ที่เปิดตัวมา ให้ความรู้สึกหรูหรา พรีเมียม เอาเป็นว่าเทียบชั้นเรือธงของบางแบรนด์ได้เลย มีด้วยกัน 3 สี ได้แก่ สีดำ (Phantom Black), สีเงิน (Ghost White) และสีชมพู (Angel Gold) สีเดียวกับเครื่องรีวิว Galaxy A80 ในบทความนี้นั่นเองครับ

ด้านหน้าของ Galaxy A80 เมื่อไม่ได้เรียกใช้งานกล้องหน้า จะเป็นสมาร์ทโฟนจอเต็ม ไร้ติ่ง โดยหน้าจอรุ่นใหม่นี้มีชื่อว่า New Infinity Display ขนาด 6.7 นิ้ว sAMOLED ความละเอียด Full HD+ และถูกใช้ใน Galaxy A80 เป็นรุ่นแรก มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังอยู่ใต้หน้าจอ (ไม่รองรับปลดล็อกด้วยใบหน้า) ส่วนบรรดาเซ็นเซอร์ต่าง ๆ เช่น Proximity Sensor, Light Sensor รวมถึงลำโพงสำหรับสนทนาโทรศัพท์ก็จะถูกฝังไว้ข้างใต้หน้าจอเช่นเดียวกัน แม้จะเป็นจอเต็ม แต่เซ็นเซอร์ก็มีให้อย่างครบครันทีเดียว

ตอนที่เรียกใช้งานกล้องหน้า Galaxy A80 จะเลื่อนกล้องหลังขึ้นมา แล้วพลิกให้อยู่ด้านหน้าแทน เท่ากับว่าสามารถใช้กล้องหลังในการเซลฟี่ ข้อดีคือได้ความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิกเซล แถมยังมีกล้อง Ultra wide-angle 123° องศา กับกล้อง 3D Depth Camera ในการถ่าย Live Focus ให้โบเก้ที่เนียนตาเข้าไปอีก โดยกล้องหมุนของ Galaxy A80 มีชื่อเรียกว่า Rotating Camera

สำหรับคนที่กังวลเรื่องฝุ่นเข้าไปในกลไก Rotating Camera ส่วนตัวผมที่ได้ลองใช้เครื่องรีวิว Galaxy A80 มาประมาณ 1 สัปดาห์ พกตัวเครื่องใส่กระเป๋ากางเกงตลอด อย่างมากก็มีฝุนเล็ก ๆ ตรงบริเวณด้านบน ไม่เข้าไปถึงตรงส่วนที่เป็นกล้องแน่นอน ด้วยความที่ช่องว่างระหว่างตัวเครื่องกับจุดที่เลื่อนแนบสนิทกันดี เรียกได้ว่า Samsung ทำการบ้านเรื่องงานออกแบบของ Galaxy A80 ได้ดีเลยล่ะครับ

พอร์ตเชื่อมต่อของ Galaxy A80 ใช้เป็นพอร์ต USB-C รองรับชาร์จเร็ว 25W น่าเสียดายที่รุ่นนี้ ตัดพอร์ตหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรออกเป็นที่เรียบร้อย การใช้งานหูฟังต้องผ่านพอร์ต USB-C โดยในกล่องก็จะแถมหูฟัง USB-C ให้ด้วย (ไม่แถม USB-C to 3.5mm)

วัสดุตัวเครื่อง Galaxy A80 ประกอบไปด้วยวัสดุหลัก 2 ประเภท ได้แก่ โลหะ และกระจก เป็นการใช้เฟรมตัวเครื่องที่เป็นโลหะ ส่วนฝาหลังเป็นกระจกโค้ง 3D ทำให้การจับถือทำได้สะดวก ด้านความทนทานของกระจกหลังก็เป็นกระจกแบบ Gorilla Glass 6 ที่ทนทานรอยขีดช่วนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตของ Galaxy A80 ก็คือขนาดตัวเครื่องใหญ่พอสมควร แล้วก็มีน้ำหนักประมาณหนึ่งครับ คาดว่ารุ่นนี้อาจใช้งานร่วมกับ Gimbal ลำบากหน่อย

ภาพรวมในส่วนของการออกแบบ ผมว่า Samsung ทำได้ดีเลยสำหรับ Galaxy A80 เริ่มจากหน้าจอ New Infinity Display ที่เต็มจอ ไร้ติ่ง ความสวยงามของหน้าจอ sAMOLED ของสมาร์ทโฟน Samsung ก็เป็นอะไรที่ไว้ใจได้อยู่แล้ว เมื่อได้ความเต็มจอเช่นนี้ ยิ่งทำให้การรับชมคอนเทนต์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Netflix, Youtube หรือใช้งานทั่วไปก็ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ส่วนเรื่องวัสดุ และดีไซน์ก็มีทั้งความหรูหรา สวยงาม ทันสมัย จะบอกว่าเป็น Galaxy ที่ผมชอบดีไซน์มากที่สุดในตอนนี้ก็ว่าได้ครับ

 

Rotating Camera กล้องหน้าคมชัดเทียบเท่ากล้องหลัง

เรียกว่าเป็นจุดเด่นของ Samsung Galaxy A80 ก็ว่าได้ กับการที่ใส่ชุดกล้องแบบ Rotating Camera มาในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ โดยในชุดกล้องจะประกอบไปด้วย กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, กล้องมุมกว้างพิเศษ Ultra wide-angle 123° ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้อง ToF 3D Depth Camera ที่เป็นหมัดเด็ดทำให้ Live Focus สมบูรณ์แบบมากขึ้น ภาพรวมของกล้อง 3 ตัวใน Samsung Galaxy A80 ก็ถือว่าครบเครื่องในระดับหนึ่งครับ

ข้อสังเกตของกล้อง Galaxy A80 ก็คือไม่มีเลนส์ซูมแบบ Optical ติดตั้งมาให้ แต่ส่วนตัวผมไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด เพราะยังสามารถซูมแบบดิจิทัลได้สูงสุดที่ 8x อีกอย่างการซูมดิจิทัลด้วยกล้องหลักก็ให้คุณภาพที่ดีทีเดียวครับ เผลอ ๆ อาจจะดีกว่าการใส่กล้องซูม 2 เท่าที่มีความละเอียดน้อยด้วยซ้ำไป เพราะถ้าต้องเลือกระหว่างกล้องซูม กับ ToF 3D Depth Camera ผมว่าอย่างหลังสำคัญกว่าเยอะมาก ๆ

ด้านล่างเป็นการซูมภาพแบบดิจิทัลที่ระยะ 2x ครับ จะเห็นว่ารายละเอียด ความคมชัดก็ถือว่าทำออกมาได้โอเคเลย

ลองเทียบกับระยะปกติ กับระยะ Digital Zoom 2x

ToF 3D Depth Camera ดีอย่างไร ทำไมต้องมี?

ถ้ารู้สึกว่าการถ่าย Live Focus แบบเดิมยังละลายฉากหลังได้เนียนไม่พอ หรือบางทีตัวแบบดูลอย ๆ ตัดขอบไม่เนียน ทางออกของปัญหาดังกล่าวคือกล้อง ToF 3D Depth Camera เพราะสามารถวัดระยะได้อย่างแม่นยำ ที่สำคัญคือการละลายฉากหลังยังเป็นแบบ Layer คือค่อย ๆ ละลายตามหลักการถ่ายภาพเป๊ะ ๆ มีมิติ ไม่แบนราบ และไม่เพียงแต่ละลายฉากหลังในการถ่ายภาพนิ่ง ยังสามารถ Live Focus ในตอนถ่ายวีดีโอได้อีกด้วยครับ ในตอนถ่ายวีดีโอด้วย Live Focus ตัวเครื่องจะทำการพรีวิวให้แบบ Real time เลย

สำหรับเอฟเฟกละลายฉากหลังใน Live Focus สามารถปรับแต่งได้หลังจากถ่ายภาพแล้ว มีด้วยกัน 4 รูปแบบ ได้แก่ Blur, Artistic, Spin, Zoom และ Color point เช่นเดียวกับการปรับความละลายมากละลายน้อยก็สามารถทำได้หลังจากถ่ายภาพเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยโหมด Live Focus

เปรียบเทียบระหว่างโหมด Auto (ซ้าย) กับ Live Focus (ขวา)

กล้องมุมกว้าง Ultra wide-angle 123° คือของดี!

ผมยังคงยืนยันคำเดิมว่า กล้องสมาร์ทโฟนในปี 2019 ที่ดี ต้องมีเลนส์มุมกว้าง และแน่นอนว่า Galaxy A80 ก็มีเลนส์มุมกว้างติดมาให้เช่นเดียวกันรุ่นน้อง ข้อดีของการได้เลนส์มุมกว้างคือทำให้สร้างสรรค์ภาพถ่ายได้หลากหลายมุมมองมากขึ้น หรือในขั้นเบื้องต้นที่สุดคือ ถ่ายวิวยังไงก็เก็บได้หมด

เทียบระยะระหว่างเลนส์หลัก กับ Ultra wide-angle 123°

 

กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล พร้อม Scene Optimizer อันชาญฉลาด

สมาร์ทโฟนที่ถ่ายรูปได้ดี การใช้งานก็ต้องง่ายด้วย และใน Samsung Galaxy A80 ก็มีฟังก์ชันอย่าง Scene Optimizer ที่สามารถแยกซีนในการถ่ายภาพ แล้วปรับแต่งให้สวยงามเหมาะสมกับซีนนั้น ๆ วิธีการใช้งานก็ไม่ได้ยากเลยครับ แค่เล็งกล้อง ที่เหลือเป็นหน้าที่ของระบบที่จะเลือกและปรับแต่งให้โดยอัตโนมัติ ส่วนใครที่เป็นมือโปร อาจลองถ่ายด้วย Pro Mode ที่ปรับแต่งได้ละเอียดขึ้นได้เช่นกัน แต่ส่วนตัวมองว่า Pro Mode ใน Samsung Galaxy A80 แอบปรับแต่งค่าได้น้อยไปหน่อยครับ มีแค่ ISO, White Balance และ EV เท่านั้น

Night Mode ก็มา น้ำตาจะไหล

นอกจากกล้อง Ultra wide-angle ที่เป็นของต้องมีสำหรับสมาร์ทโฟนสำหรับคนชอบถ่ายภาพ อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ก็คงหนีไม่พ้น Night Mode ล่ะครับ และแน่นอนว่ามีให้ใช้ใน Samsung Galaxy A80 ด้วยเช่นกัน โดย Night Mode ของ Galaxy A80 ไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องในการถ่าย สามารถ Handheld หรือถ่ายด้วยมือเปล่าได้เลย ใช้เวลาในการถ่ายประมาณ 3 วินาที ภาพทีไ่ด้ก็จะสว่าง คมชัด และมี Noise ที่น้อยกว่าถ่ายด้วยโหมดปกติครับ

เปรียบเทียบระหว่างโหมด Auto กับ Night Mode

กล้องหน้าที่ถ่ายออกมาคมชัดเทียบเท่ากล้องหลัง?

ไฮไลท์ของ Rotating Camera อยู่ตรงนี้ล่ะครับ อย่างที่ผมได้บอกไปแล้วว่าชุดกล้อง Rotating Camera จะถูกใช้เป็นทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง พอเรียกใช้กล้องหน้า ตัวกล้องก็จะถูกเลื่อนขึ้น และหมุนจากด้านหลังมาด้านหน้า เท่ากับว่าตอนเซลฟี่ จะเป็นการใช้ฮาร์ดแวร์ชุดเดียวกัน ความละเอียดที่ได้ก็จะเป็นการเซลฟี่ที่ความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิกเซลเลยล่ะครับ

อย่างไรก็ตาม การเซลฟี่ของ Galaxy A80 มีข้อสังเกตเล็กน้อย แม้ว่าจะใช้ฮาร์ดแวร์ชุดเดียวกัน แต่ในการประมวลผลด้วยซอฟท์แวร์กลับเป็นคนละชุดกันครับ บางฟีเจอร์ที่มีตอนถ่ายกล้องหลัง พอหมุนมาใช้เป็นกล้องหน้ากลับไม่มี เช่น ระบบ Auto Focus ที่มีตอนถ่ายกล้องหลัง พอหมุนมาเป็นกล้องหน้ากลับเป็นแบบ Fixed Focus แต่ก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ เนื่องจากการจับโฟกัสมันจะเปลี่ยนเป็นการตรวจจับใบหน้าแทน หรืออย่าง Night Mode ที่กล้องหลังถ่ายได้ แต่ไม่มีในการใช้เซลฟี่ เป็นต้น

เมื่อทำการเซลฟี่ด้วย Galaxy A80 ตัวกล้องจะสามารถปรับระยะได้ถึง 3 ระยะ ก็ตามไอคอนที่ปรากฎในกล้องล่ะครับ ถ่ายคนเดียว (Crop จากระยะปกติ), ถ่ายคู่ (ระยะกล้องหลัก) หรือถ่ายกับกลุ่มเพื่อนหลาย ๆ คน (กล้อง Ultra wide-angle) และยังมีตัวช่วยในการเซลฟี่อย่าง Palm Selfie ที่แบมือแทนการกดปุ่มชัตเตอร์ได้

ไม่ใช่แค่ภาพนิ่ง แต่วีดีโอก็จัดเต็มไม่แพ้กัน

จะบอกว่าเป็นอานิสงส์ของ Rotating Camera อีกแล้วครับ ที่ทำให้ Galaxy A80 ถ่ายวีดีโอความละเอียด 4K UHD ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง แต่ส่วนตัวที่ผมมองว่าเป็นไฮไลท์จริง ๆ ของวีดีโอ Galaxy A80 ก็คือโหมดเด็ดอย่าง Super Steady ที่ทำให้การถ่ายวีดีโอด้วย Galaxy A80 นิ่งไม่แพ้การใช้กล้อง Action Camera เลยล่ะ โดยหลักการของ Super Steady ก็คือใช้เลนส์มุมกว้างในการถ่ายวีดีโอ แล้วซอฟท์แวร์ทำการครอปภาพออก จากนั้นใช้ระบบ EIS ช่วยลดการสั่นไหวของภาพ

ปิดท้ายด้วยตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง Rotating Camera ของ Samsung Galaxy A80 ครับ

Software – ระบบปฏิบัติการ One UI

Samsung Galaxy A80 มาพร้อมกับ Android 9.0 ที่เป็นเวอร์ชันล่าสุดในปัจจุบัน ครอบด้วยอินเตอร์เฟส One UI ของทาง Samsung เอง ซึ่งธีมโดยรวม การจัดวางเมนูจะมีความแตกต่างไปจาก Samsung Experience UI พอสมควร โดยจุดที่สังเกตได้ก็เช่น สีสันของไอคอนที่ดูสดใส การจัดหมวดหมู่ของเมนูการตั้งค่าที่ดูเป็นระเบียบและเรียบง่ายมากขึ้น รวมถึงยังมีธีมสีดำในแบบของ Night mode ให้ใช้งานได้อีกด้วย

ด้านฟีเจอร์ที่น่าสนใจของ Samsung Galaxy A80 จะว่าไปก็มีในสมาร์ทโฟน Samsung หลายรุ่นที่มาพร้อม One UI ล่ะครับ แต่พออยู่บน Galaxy A80 แล้วมันดูสมบูรณ์แบบกว่า เช่น ฟีเจอร์ Split screen view หรือการแบ่ง 2 หน้าจอ พอได้แบ่งบนหน้าจอใหญ่ ๆ แล้วเต็มจอของ A80 นี่คือดีจริง ๆ

ด้านระบบความปลอดภัยของ Samsung Galaxy A80 รุ่นนี้มาพร้อมกับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบ Optical ที่ฝังไว้ใต้หน้าจอ การปลดล็อกทำได้รวดเร็วในระดับหนึ่ง ไม่ถึงกับกดปุ๊บติดปั๊บ และไม่มีระบบสแกนด้วยใบหน้าให้ใช้งาน คาดว่าเกิดจากการที่กล้องต้องใช้เวลาในการเลื่อนสักพัก หากมีฟีเจอร์สแกนใบหน้าอาจไม่สะดวกต่อการใช้งานเท่าไหร่นัก

 

ประสิทธิภาพ การใช้งาน Performance

ด้วยชิปประมวลผล Snapdragon 730 + Ram 8 GB พูดถึงการใช้งานทั่วไปก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้วล่ะครับ ด้วยสเปคระดับนี้ ตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปได้สบาย ๆ แต่ถ้าลงรายละเอียดไปที่การเล่นเกม ก็ต้องบอกว่า Galaxy A80 รองรับการเล่นเกมได้ดีทีเดียว เริ่มจากที่ใส่ Game Launcher ที่ปรับแต่งตัวเครื่องให้เหมาะสมกับการเล่นเกมมากขึ้น รวมถึงหน้าจอขนาดใหญ่ที่ไม่มีติ่งมารบกวนภาพบนหน้าจอ ทำให้การแสดงผลเกมทำได้อย่างเต็มที่ และหน้าจออัตราส่วน 20:9 ก็ไม่ใช้ปัญหาสำหรับการเล่นเกมแต่อย่างใดครับ

ผมลองทดสอบเล่นเกมยอดนิยมอย่าง ROV ในแมป 2.0 การตั้งค่าเปิดสุดทุกอย่าง รวมถึงเปิดเฟรมเรตสูง เมื่อเล่นเกมในโหมด 5 vs 5 หรือแม้แต่โหมด 10 vs 10 ก็ทำเฟรมเรทได้อย่างลื่นไหลที่ 60 fps แบบนิ่ง ๆ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตค่อนข้างเสถียร แทบจะไม่เกิดอาการปิงแดงแม้จะเล่นต่อเนื่อง 3 เกมขึ้นไป ส่วนเกมอย่าง PUBG Mobile มีข้อสังเกตคือปรับตั้งค่าได้แค่ HD กับเฟรมเรทสูงสุด High เท่านั้น แต่ด้วยสเปคระดับนี้ควรจะปรับเฟรมเรตแบบ Ultra ได้อยู่แล้ว คาดว่าเป็นที่ตัวเกม คงต้องรอ PUBG Mobile อัพเดตอีกทีครับ ส่วนการเล่น PUBG Mobile ด้วย Samsung Galaxy A80 ก็เล่นได้อย่างลื่นไหลล่ะครับ ไม่มีจังหวะกระตุกเลยแม้แต่น้อย

ข้อสังเกตสำหรับการเล่นเกมบน Samsung Galaxy A80 สำหรับตัวผมเองอยู่ที่การตอบสนองของหน้าจอครับ ไม่ได้หมายความว่าหน้าจอมันตอบสนองไม่ดีนะ แต่ปัญหาคาดว่าเกิดจากฟิล์มกันรอยที่ติดบนหน้าจอมากกว่า เพราะลองเทียบกับ Galaxy A80 อีกเครื่องที่ไม่ได้ติดฟิล์มกันรอย ผมว่ามันตอบสนองการทัชสกรีนได้ดีกว่าพอสมควรเลยล่ะ

 

แบตเตอรี่และการจัดการพลังงาน

แบตเตอรี่ความจุ 3,700 mAh เพียงพอต่อการใช้งานในหนึ่งวันไหม? คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับการใช้งานของผู้ใช้ล้วน ๆ เลยครับ หากใช้งานทั่วไป ไม่ได้เล่นเกมเยอะ Galaxy A80 ชาร์จแบตเตอรี่วันละครั้งก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าเล่นเกมเยอะ ๆ เปิดหน้าจอบ่อย ๆ อันนี้ก็มีสิทธิที่แบตเตอรี่จะหมดก่อนได้เช่นกัน แต่ภาพรวมสำหรับผมถือว่าทำได้ดีเลยครับในด้านการจัดการพลังงาน ด้วยชิปประมวลผล Snapdragon 730 ที่ประสิทธิภาพสูง แต่มีอัตราการใช้พลังงานที่ต่ำ และการจัดการพลังงานของ One UI

ส่วนเรื่องการชาร์จไฟ เป็นอีกไฮไลท์ของ Samsung Galaxy A80 เลยก็ว่าได้ ด้วยระบบชาร์จเร็ว 25W ใช้เวลาชาร์จไฟจนเต็มประมาณ 90 นาทีเท่านั้น และจากแบตเตอรี่ 0% หากชาร์จด้วยอะแดปเตอร์ 25W เป็นเวลา 30 นาที จะได้แบตเตอรี่คืนมา 55% เลยทีเดียว

ในด้านความปลอดภัย Samsung Galaxy A80 มาพร้อมระบบป้องกันความร้อนสูงเกินขณะชาร์จไฟ เท่าที่ผมได้สังเกตกระบวนการชาร์จ หากปิดหน้าจอชาร์จไฟ ตัวเครื่องจะปรับการรับไฟเป็น 9V ทำให้เติมไฟเข้าไปเร็วกว่าปกติ แต่เมื่อใดที่มีการเปิดหน้าจอ หรือหยิบขึ้นมาใช้งาน กระแสไฟจะปรับลงเป็น 5V ทันที ทำให้ตัวเครื่องปล่อยความร้อนน้อยกว่าในขณะกำลังชาร์จไฟ

Promotion

โปรโมชัน Pre-Order ของ Samsung Galaxy A80 ที่จะมีถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2562 หากทำการพรีออเดอร์ที่ Samsung Brand Shop หรือร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ จะได้รับของแถมมูลค่า 3,990 บาท เป็นชุด Galaxy Friends Blackpink Limited Edition (แท่นชาร์จ, เคสพร้อมลายเซ็น, Theme พิเศษ และ Photoset สาว ๆ วง Blackpink) หรือเลือกรับเป็นหูฟัง AKG Y500 ทั้งสองอย่างมีมูลค่าเท่ากัน เลือกได้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นครับ

ส่วนการเลือกซื้อกับทางโอเปอร์เรเตอร์ ได้แก่ AIS, TrueMove H และ dtac ก็จะได้รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุดถึง 60% เมื่อซื้อเครื่องร่วมกับการสมัครแพ็กเกจตามที่กำหนด และยังได้ประกันจอแตกนาน 1 ปีอีกด้วย แต่โปรโมชันลดค่าเครื่องจะไม่ได้รับของแถมชุด Blackpink หรือหูฟัง AKG มูลค่า 3,990 บาทครับ

Exclusive กว่าด้วย Samsung Galaxy A80 x Blackpink Edition

เซ็ตนี้ประกอบไปด้วย Samsung Galaxy A80 | Galaxy Buds | Galaxy Watch Active ทั้งหมดเป็นรุ่นพิเศษ Blackpink Edition อย่าง A80 ก็จะเป็นสีดำขอบชมพู, Watch Active ก็จะตัวเรือนสีดำ สายสีชมพู พร้อม Wallpaper ที่เป็น Blackpink อีกด้วย ขายทั้งประเทศไทยแค่ 900 เครื่องเท่านั้น (หน้าร้าน 800 + Online 100 เครื่อง)

สำหรับราคาทั้งเซ็ตจะอยู่ที่ 32,990 บาท ถือว่าทำราคาได้ดีเลย ถูกกว่าซื้อแยกแน่นอน เพราะถ้าซื้อแยก จะมีราคาตามนี้

  • Galaxy A80 ราคา 21,990 บาท
  • Galaxy Buds ราคา 4,990 บาท
  • Galaxy Watch Active ราคา 7,490 บาท

หากซื้อแยกจะต้องจ่ายรวมทั้งหมด 34,470 บาท แถมไม่ได้ Blackpink Edition ด้วย

นอกจากนี้ในเซ็ตยังได้ Blackpink Mini Album “Kill this love” random version (มีหน้าปกเวอร์ชั่นสีชมพูและสีดำ บรรจุภายในกล่องไม่สามารถเลือกได้) แถมได้ประกันจอแตกนาน 1 ปี มีผ่อน 0% นานสุด 24 เดือนอีก เปิดให้พรีออเดอร์ถึงวันที่ 14 กรกฎาคมนี้เท่านั้นครับ

Overall

ภาพรวมของ Samsung Galaxy A80 ต้องบอกว่ารุ่นนี้เป็นพรีเมียมสมาร์ทโฟนในราคาที่เข้าถึงได้ไม่ยากล่ะครับ กับค่าตัว 21,990 บาท แม้จะอยู่ใน Rate ของ Flagship Smartphone บางค่าย แต่ว่ากันตามตรง ผมว่า Galaxy A80 ก็ดีพอที่จะเป็นแฟลกชิปสมาร์ทโฟนได้เลยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่องที่ออกแบบมาได้สวยงาม หรูหรา พรีเมียมตั้งแต่วัสดุไปจนถึงการออกแบบ หน้าจอที่ New Infinity Display เต็มจอของจริง ไร้ติ่งกวนใจ แถมยังได้กล้อง Rotating Camera หมุนสลับระหว่างกล้องหลังกับกล้องหน้าได้อีก วัดกันที่เรื่องนวัตกรรมกับความว้าวที่มีในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ราคา 21,990 บาท ไม่ได้ถือว่าแพงจนเกินไปครับ

ในด้านสเปคที่ให้มา แม้ชิปประมวลผลจะเป็น Snapdragon Series 7 แต่ก็เป็นชิปตัวใหม่ Snapdragon 730 รวมกับแรม 8 GB ไม่ใช่แค่ใช้งานทั่วไปได้ แต่ในการเล่นเกมก็ยังตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ผมทดสอบกับเกมยอดนิยมอย่าง ROV และ PUBG Mobile ก็พบว่ามันเล่นเกมที่ปรับตั้งค่าระดับสูงได้อย่างลื่นไหลทีเดียว ส่วนเรื่องกล้องถ่ายภาพ Galaxy A80 ก็ให้ภาพถ่ายคุณภาพดี มีลูกเล่นที่หลากหลาย และที่สำคัญคืองานวีดีโอจัดว่าดีเยี่ยม ทั้งความคมชัด รวมถึงระบบกันสั่น Super Steady ที่ใช้งานได้ทั้งกล้องหลังและการเซลฟี่

จุดเด่น

  • หน้าจอ New Infinity Display จอเต็ม ไร้ติ่ง แสดงผลได้สวยงามมาก ขนาดจอใหญ่เหมาะสมกับการรับชมคอนเทนต์
  • ตัวเครื่องออกแบบได้สวยงาม งานประกอบดี วัสดุพรีเมียม
  • กล้องแบบ Rotating Camera ถ่ายเซลฟี่ได้คมชัดเทียบเท่ากล้องหลัง
  • ชิปเซ็ต Snapdragon 730 + Ram 8 GB เล่นเกมได้อย่างลื่นไหล
  • การจัดการพลังงานทำได้ดี มีระบบชาร์จเร็ว 25W

ข้อสังเกต

  • ไม่มีพอร์ต 3.5 มิลลิเมตร
  • ตัวเครื่องมีน้ำหนักพอสมควร
  • ไม่มีระบบสแกนใบหน้า