หลังจบงาน Galaxy Unpacked 2019 งานเปิดตัว Galaxy S10 Series ที่ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซัมซุงประเทศไทยก็ไม่รอช้า รีบจัดงาน Blogger Day ในตอนเช้าของวันที่ 21 กุมภาพันธ์ทันที

โดยในงานดังกล่าวมีการเล่าเรื่อง Product ใหม่ และแน่นอนว่าผมก็ได้มีโอกาสลองเล่นทั้ง Samsung Galaxy S10 และ Galaxy S10+ เครื่องจริงเป็นคนแรก ๆ ในประเทศไทยด้วย เลยถือโอกาสเขียนเป็นบทความ Hands-on ให้เพื่อน ๆ อ่านระหว่างรอรีวิวตัวเต็มไปพลาง ๆ ก่อน

ลองจับ Samsung Galaxy S10+

เริ่มด้วยรุ่นท็อปสุดก่อนเลย สำหรับ Samsung Galaxy S10+ พี่ใหญ่ จอใหญ่ แบตใหญ่ และมาพร้อมกับกล้องหน้าคู่ที่ถ่ายวีดีโอความละเอียด 4K UHD ได้เป็นเครื่องแรกของโลก ตัวนี้ราคาเริ่มต้นเพียง 35,900 บาท ในรุ่น Ram 8 GB/ 128 GB ROM

สเปค Galaxy S10+

  • ชิปประมวลผล Exynos 9820
  • แรมและพื้นที่เก็บข้อมูล มีให้เลือกทั้ง
    • 8GB / 128GB
    • 8GB / 512GB (เฉพาะรุ่นฝาหลังเซรามิก)
    • 12GB / 1TB (เฉพาะรุ่นฝาหลังเซรามิก)
  • มีช่อง microSD
  • หน้าจอ Infinity-O Display แบบ Dynamic AMOLED ขอบโค้งขนาด 6.4″ ความละเอียดระดับ QHD+ (3040 x 1440) รองรับการแสดงสีได้ตามมาตรฐาน DCI-P3 ผ่านมาตรฐานการแสดงผลแบบ HDR10+
  • กระจกหน้าจอ Gorilla Glass 6
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือระบบอัลตร้าโซนิคแบบฝังในจอ รองรับเทคโนโลยี FIDO (ตัดฟีเจอร์สแกนม่านตาออก)
  • กล้องหลัง 3 ตัว พร้อมระบบ AI รองรับระบบกันสั่นแบบ OIS แบ่งเป็น
    • กล้องหลัก 12 ล้านพิกเซล สามารถปรับรูรับแสงได้ระหว่าง f/1.5 และ f/2.4 รองรับระบบกันสั่นแบบ OIS
    • กล้องเลนส์อัลตร้าไวด์ 16 ล้านพิกเซล ความกว้างขององศาการรับภาพอยู่ที่ 123 องศา f/2.2
    • กล้องเลนส์เทเล 12 ล้านพิกเซล ซูมได้ 2 เท่า ความกว้างขององศาการรับภาพอยู่ที่ 45 องศา f/2.4
  • เพิ่มโหมด Bright Night สำหรับถ่ายภาพในที่มีแสงน้อย
  • รองรับการถ่ายวิดีโอในแบบ HDR10+
  • กล้องหน้า 2 ตัว
    • กล้องหลัก 10 ล้านพิกเซลมาพร้อมเทคโนโลยี Dual Pixel ที่ช่วยในการโฟกัส ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล f/1.9
    • กล้องอีกตัวความละเอียด 8 ล้านพิกเซล RGB ใช้สำหรับเก็บข้อมูลระยะห่างจากวัตถุ f/2.2
  • แบตเตอรี่ความจุ 4100 mAh รองรับการชาร์จเร็วที่มาตรฐาน QC2.0 และ AFC
  • ตัวเครื่องสามารถชาร์จแบบไร้สายได้ด้วยเทคโนโลยี Fast Wireless Charging 2.0 (มากกว่า 10W)
  • รองรับการชาร์จไฟแบบไร้สายให้อุปกรณ์อื่น (Wireless PowerShare) เช่น ชาร์จให้นาฬิกา หูฟัง และมือถือที่รองรับการชาร์จไร้สายตามมาตรฐาน Qi
  • รองรับ Wi-Fi 6
  • ลำโพงตัวเครื่องเป็นแบบสเตอริโอ ได้รับการจูนโดย AKG รองรับระบบเสียง Dolby Atmos 3D
  • ตัวเครื่องยังคงมีพอร์ตเสียบแจ็คหูฟังขนาด 3.5 มม. อยู่
  • ขอบเครื่องทำมาจากอลูมิเนียมซีรีส์ 7000 ที่มีความทนทานสูง
  • ภายในมีเทคโนโลยี Vapor Chamber สำหรับช่วยระบายความร้อน
  • ฝาหลังมีพื้นผิวให้เลือกสองแบบ คือแบบกระจกและแบบเซรามิก
  • กันน้ำกันฝุ่นได้ระดับ IP68
  • ถาดซิมแบบไฮบริด
  • มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 9.0 (Pie)
  • Samsung Galaxy S10+ มีให้เลือก 5 สี ได้แก่
    • สีขาว (Prism White)
    • สีดำ (Prism Black)
    • สีเขียว (Prism Green)
    • สีขาว (Ceramic White)
    • สีดำ (Ceramic Black)

ตัวเครื่อง Galaxy S10+ มีขนาดตัวเครื่องเท่า ๆ กับเมื่อตอน Galaxy S9+ เลยครับ แต่ความเจ๋งคือมีขนาดหน้าจอใหญ่กว่าเดิม แล้วก็มีน้ำหนักตัวเครื่องเบากว่าเดิมด้วย ความรู้สึกตอนแรกส่วนตัวผมประทับใจเลยล่ะ มันเบา จับถนัดมือมาก แม้จะมีหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.4 นิ้วก็ตาม

ด้านหน้าจะเห็นเลยว่าแทบจะมีแต่หน้าจอเท่านั้น โดยหน้าจอของ Galaxy S10+ มีชื่อว่า Infinity-O-Display มีการใช้เลเซอร์ความแม่นยำสูงในการเจาะรู แล้วใส่กล้องหน้าคู่ลงไป ทำให้การถ่ายเซลฟี่ด้วยโหมด Live Focus เนียนมากยิ่งขึ้น

อ้อ แล้วก็มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบ Ultrasonic ฝังอยู่ใต้หน้าจอครับ การปลดล็อกถือว่ารวดเร็วทีเดียว ส่วนเรื่องความปลอดภัยก็ได้มาตรฐาน FIDO ที่เป็นมาตรฐานของทางสหรัฐอเมริกา (กองทัพ, สถาบันการเงินรับรอง)

กล้องหน้าของ Galaxy S10+ รองรับการถ่ายวีดีโอได้สูงถึงระดับ 4K UHD พร้อมระบบโฟกัสแบบ Dual Pixel ครั้งแรกที่ถูกใส่ในกล้องหน้า รับรองว่าโฟกัสแม่นยำ และรวดเร็วทันใจ

รายละเอียดด้านข้างของ Galaxy S10+ เริ่มจากด้านขวามือ เป็นปุ่ม Power ที่มีตำแหน่งเยื้องไปทางด้านบน ในการใช้งานอาจต้องปรับตัวสักเล็กน้อย แต่ไม่น่าเป็นปัญหาแต่อย่างใดครับ

ด้านซ้าย ใครที่ภาวนาให้ปุ่ม Bixby หายไป ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยครับ ปุ่ม Bixby ยังคงอยู่เช่นเคย ตำแหน่งเดิมเลย ถัดไปก็จะเป็นปุ่มปรับระดับเสียง อย่างไรก็ตาม Bixby ในรอบนี้มีการเพิ่มตัว Bixby Routine ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกขึ้น เพราะมันสร้าง Shotcut ได้ในระดับฮาร์ดแวร์เลยล่ะ

ด้านล่างตัวเครื่อง เป็นการแหกทุกกฎการออกแบบเลยก็ว่าได้ ที่หลาย ๆ แบรนด์บอกว่าต้องตัดพอร์ต 3.5 มิลลิเมตรออกไป เพื่อให้ตัวเครื่องบางลง Samsung สามารถใส่ไว้ได้เช่นเดิม แล้วตัวเครื่องก็บางลงด้วยนะเอ้า ถัดมาเป็นพอร์ต USB-C ตามด้วยไมโครโฟนและลำโพงหลักของตัวเครื่อง

ขอบด้านข้างของ Galaxy S10+ รวมถึงรุ่นอื่น ๆ ในซีรี่ส์ ใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียมซีรี่ส์ 7000 มีความทนทานกว่ารุ่น 6000 ถึง 1.2 เท่า ส่วนด้านบนมีเพียงไมค์ตัดเสียง และช่องใส่ซิมการ์ด

ฝาหลังของ Galaxy S10+ มีด้วยกัน 2 วัสดุ ได้แก่ กระจก และรุ่นที่เป็นฝาหลังเซรามิค แต่รุ่นที่ผมได้ลองเล่นนั้นเป็นรุ่นฝาหลังกระจก สีขาวมีชื่อว่า Prism White ตัวฝาหลังเก็บรอยนิ้วมือตามปกติของฝาหลังกระจกครับ

ด้านหลังแสดงให้เห็นถึงกล้องหลัง 3 ตัวด้วยกัน ประกอบไปด้วยเลนส์มุมกว้าง (กล้องหลัก), เลนส์มุมกว้างพิเศษ และเลนส์ซูม 2 เท่า ข้าง ๆ มีแฟลช LED รวมถึงเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจ

ระยะของเลนส์ wide เมื่อเทียบกับเลนส์ ultra-wide angle ก็จะประมาณนี้ครับ

จุดเด่นอีกอย่างของ Galaxy S10 Series ก็คือรอบนี้เน้นไปที่วีดีโอเป็นหลักเลยก็ได้ มีระบบกันสั่นขั้นเทพที่นิ่งน้อง ๆ กับพวก Action Cam เลยล่ะ

นอกจาก Live Focus จะถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอได้แล้ว ยังสามารถสร้างโบเก้สวย ๆ เหมือนพวกเลนส์มือหมุนได้อีกด้วย

ผมมีโอกาสได้ลองเล่นในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่จะรีบมาเขียนบทความ Hands-on ให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน เพราะฉะนั้นในส่วนของซอฟท์แวร์ คงจะได้แค่การอธิบายคร่าว ๆ เกี่ยวกับระบบปฏิบัติการ คงไม่ได้ลงรายละเอียดลึกมากนัก เอาไว้อ่านกันเต็ม ๆ ใน Full Review ก็แล้วกันเนอะ

Galaxy S10+ มาพร้อมกับระบบปฏับัติการ Android 9.0 Pie ที่ครอบด้วย One UI ที่เป็นการเมเจอร์เชนจ์ด้านซอฟท์แวร์ของสมาร์ตโฟน Samsung ก็ว่าได้ สิ่งที่เปลี่ยนไปแน่ ๆ ก็พวกไอคอนต่าง ๆ มีความเป็นเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น

ลองจับ Samsung Galaxy S10

อีกรุ่นก็คือรุ่นกลาง Samsung Galaxy S10 กับราคาเปิดตัว 31,900 บาท ในรุ่น Ram 8 GB/ 128 GB ส่วนตัวผมว่าเปิดราคามาได้ดีทีเดียว รุ่นนี้สเปคแทบจะถอดแบบจาก S10+ แตกต่างที่ขนาดจอ, แบตเตอรี่ แล้วก็กล้องหน้าตัวเดียว

ถ้าเป็นคนชอบมือถือที่กะทัดรัด แต่ไม่ได้เล็กจนเกินไป Galaxy S10 ตอบโจทย์แน่นอนครับ ตัวเครื่องมีขนาดเล็กกว่า S10+ เล็กน้อย แต่ในการใช้งานโดยรวม รุ่นนี้จะคล่องตัวกว่าในระดับหนึ่งเลยล่ะ

ข้อแตกต่างในเรื่องของกล้องหน้า ที่เป็นกล้องเดี่ยว จากที่ผมทดสอบคร่าว ๆ ในโหมด Live Focus หรือการถ่ายหน้าชัด หลังเบลอด้วยกล้องหน้า S10+ แม้จะถ่ายออกมาได้เนียนกว่า แต่ก็ต่างกันเล็กน้อยมาก ๆ แล้วก็อีกสิ่งที่สัมผัสได้คือ กล้องหน้า S10+ ถ่ายภาพในโหมด Live Focus ได้เร็วกว่าเล็กน้อย

เพราะฉะนั้นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อ ระหว่าง Galaxy S10 กับ S10+ น่าจะเป็นเรื่องขนาดตัวเครื่องมากกว่าครับ ใครถนัดแบบไหนก็จัดไปตามสะดวก

สำหรับรายละเอียดตัวเครื่อง Galaxy S10 พวกปุ่มต่าง ๆ การวางตำแหน่งเป็นไปแบบเดียวกับ S10+ ครับ เพราะฉะนั้นผมขอข้ามรายละเอียดส่วนนี้ไปนะ

ปิดท้ายด้วยราคา Samsung Galaxy S10 และ S10 Plus ทั้งสองรุ่นเปิดราคาในไทยเป็นที่เรียบร้อย

  • Galaxy S10 Ram 8 GB/ 128 GB ROM ราคา 31,900 บาท

Galaxy S10+ มีด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่

  • 8GB / 128GB ราคา 35,900 บาท
  • 8GB / 512GB (เฉพาะรุ่นฝาหลังเซรามิก) ราคา 44,900 บาท
  • 12GB / 1TB (เฉพาะรุ่นฝาหลังเซรามิก) ราคา 55,900 บาท

โปรโมชันพิเศษในช่วงพรีออเดอร์ตอนนี้ ก็คือได้สิทธิ์ในการอัพความจุขึ้นไปอีกระดับ เมื่อจอง Galaxy S10+ 128 GB จะได้รับเป็นเครื่องรุ่น 512 GB หรือที่โหดกว่านั้น คือซื้อเครื่องได้ความจุเดิม แต่ Samsung แถมเป็น Galaxy Watch 46mm มูลค่า 12,900 บาทให้ไปเลยฟรี ๆ (ได้ทั้ง S10 และ S10+ 128 GB)