Vivo S1 เป็นสมาร์ทโฟนซีรี่ส์ใหม่ล่าสุดจากทาง Vivo ที่เน้นเรื่องดีไซน์สวยงาม กล้องถ่ายภาพจัดเต็ม ที่สำคัญคือเปิดราคามาไม่แพงที่ 8,999 บาท เพราะนอกจากจุดเด่นที่ผมเอ่ยถึงไปแล้ว Vivo S1 ในแง่ของสเปคก็ถือว่าทำได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ชิปเซ็ตรุ่นใหม่อย่าง MediaTek Helio P65 เมื่อทำงานร่วมกับ Ram 6 GB และความจุที่สูงถึง 128 GB ก็สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ในหลายด้าน

สเปค Vivo S1

  • หน้าจอ Halo FullView Super AMOLED ขนาด 6.38 นิ้ว ความละเอียด FHD+
  • ชิปประมวลผล MediaTek Helio P65
  • ระบบปฎิบัติการ FunTouch OS ที่มีพื้นฐานจาก Android 9 Pie
  • RAM 6 GB
  • ROM 128 GB รองรับ MicroSD Card ได้สูงสุด 256 GB
  • กล้องหลังสามตัวความละเอียด 16MP + Ultra Wide-angle 8MP + Depth Sensor 2MP
  • กล้องหน้าความละเอียด 32 MP AI Selfie Camera
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (Fingerprint Under Display)
  • แบตเตอรี่ความจุ 4500 mAh รองรับ Dual-Engine Fast Charging
  • ราคา 8,999 บาท

ด้วยความที่เป็นสมาร์ทโฟนซีรี่ส์ใหม่ของทาง Vivo เลยทำให้กล่องตัวเครื่องมีความแตกต่างไปจากรุ่นก่อน ๆ ที่มักจะโชว์ตัวเครื่องหน้ากล่อง โดยกล่องของ Vivo S1 จะมีเพียงตัว S ที่บ่งบอกถึงชื่อซีรี่ส์นี้ พร้อมกับไอคอนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอบริเวณด้านล่าง ส่วนกล่องด้านหลังเป็นการระบุจุดเด่นคร่าว ๆ ของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ได้แก่ เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ, กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล และกล้องหลัง 3 ตัว AI Triple Camera

อุปกรณ์ในกล่องของ Vivo S1 ประกอบไปด้วยอะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว Dual-Engine Fast Charging, สายชาร์จแบบ Micro USB, หูฟัง และมีเคส TPU ขนาดพอดีตัวเครื่องแถมมาให้ด้วย อีกทั้งตัวเครื่อง Vivo S1 ก็ติดฟิล์มกันรอยมาให้แต่แรกแล้ว เพราะฉะนั้นแกะกล่องก็เรียกได้ว่าพร้อมใช้งานทันที

 

Design – การออกแบบ

เรื่องการดีไซน์ของ Vivo S1 ผมมองว่าเป็นจุดเด่นของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เลยล่ะครับ กับค่าตัว 8,999 บาท ถือว่า Vivo จัดเต็มในด้านการดีไซน์จริง ๆ โดย Vivo S1 วางจำหน่ายด้วยกัน 2 สี ได้แก่ Diamond Black และสี Skyline Blue (สีเดียวกับเครื่องรีวิว Vivo S1) ผมว่าสี Skyline Blue นี่สวยหรู ดูแพงมาก ๆ ครับ เป็นการไล่เฉดสีฟ้าอ่อน ๆ ที่ได้แรงบันดาลใจจากเส้นขอบฟ้า ส่วนอีกสีอย่าง Diamond Black ก็จะให้ความสวยแบบเข้ม ๆ น่าค้นหา มีลูกเล่นเป็นลวดลายแบบเพชรที่ฝาหลังด้วย

ขนาดตัวเครื่อง Vivo S1 ถือว่ากำลังเหมาะสมในการใช้งาน ตัวเครื่องมีหน้าจอขนาด 6.38 นิ้ว เป็นหน้าจอแบบ Halo FullView Display ที่มี Notch screen เล็ก ๆ บริเวณด้านบน บรรจุกล้องหน้าความละเอียดสูงถึง 32 ล้านพิกเซล อัตราส่วนหน้าจอ 19.5:9 และมี Screen-to-body Ratio หรืออัตราส่วนหน้าจอต่อพื้นที่ด้านหน้าทั้งหมดสูงถึง 90% เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีขอบหน้าจอเลยล่ะ

ด้วยความที่มี Screen-to-body ratio สูงถึง 90% เลยทำให้ขนาดตัวเครื่องโดยรวมของ Vivo S1 ไม่เทอะทะเกินไป แม้จะมีหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.38 นิ้ว ลองนึกถึงสมาร์ทโฟนรุ่นก่อน ๆ ที่ใช้อัตราส่วนหน้าจอแบบเดิม หากมีขนาดหน้าจอเท่ากับ Vivo S1 ขนาดตัวเครื่องก็คงใหญ่ใกล้ ๆ กับแท็บเล็ตล่ะครับ ไม่มีทางที่จะพกใส่กระเป๋ากางเกง หรือถือใช้งานได้คล่องตัวแน่นอน แต่ไม่ใช่กับ Vivo S1 ที่สามารถถือใช้งานมือเดียวได้ แต่อาจจะต้องปรับตัวเล็กน้อยครับ

หน้าจอ Halo FullView Display ใน Vivo S1 นี่ไม่ธรรมดานะครับ เป็นพาแนลแบบ Super AMOLED ที่มีจุดเด่นเรื่องสีสันสดใส แถมยังได้ความละเอียดสูง Full HD+ คมชัด เหมาะกับการดูภาพถ่าย, รับชมภาพยนตร์ หรือจะอ่านคอนเทนต์ต่าง ๆ รวมถึงเล่นเกมก็ทำได้เป็นอย่างดี จอใหญ่ คมชัด สีสด ความสว่างหน้าจอสามารถสู้กับแสงแดดแรง ๆ ได้สบาย ข้อสังเกตของ Vivo S1 ก็คือรุ่นนี้ยังคงเป็น DRM Winevine L3 เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถรับชม Netflix แบบ HD ได้ แต่เท่าที่ผมลองดู Netflix บนหน้าจอ Vivo S1 ก็ไม่ได้รู้สึกว่าภาพแตกแต่อย่างใด ด้วยความที่บิตเรทของภาพยนตร์ใน Netflix ค่อนข้างดีอยู่แล้ว

ข้อดีอีกอย่างของการใช้หน้าจอ Super AMOLED ทำให้รุ่นนี้มีฟีเจอร์ Aways On ใส่มาให้ใช้งานด้วย โดยฟีเจอร์ดังกล่าวจะแสดงการแจ้งเตือน หรือข้อมูลคร่าว ๆ เช่น นาฬิกา, แบตเตอรี่ ในขณะที่ปิดหน้าจอได้ และไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่จะหมดเร็ว เนื่องจากหน้าจอแบบ Super AMOLED หากเป็นการแสดงผลสีดำ แทบจะไม่มีการใช้พลังงานด้วยซ้ำ

รายละเอียดตัวเครื่อง Vivo S1 ในมุมอื่น ๆ เริ่มจากด้านขวาของตัวเครื่อง ประกอบไปด้วยปุ่ม Power กับปุ่มปรับระดับเสียง ส่วนปุ่มทางด้านซ้ายก็ไม่ได้ทำเกินมานะครับ แต่เป็นปุ่มลัดสำหรับเรียกใช้งาน Google Assistant และช่องใส่ซิมการ์ดแบบ 3 Slot (2 nano SIM + microSD Card) ด้านล่างประกอบไปด้วยพอร์ตหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร, พอร์ตเชื่อมต่อและชาร์จไฟแบบ Micro USB, ลำโพงหลักของตัวเครื่อง รวมถึงไมโครโฟนสำหรับสนทนาโทรศัพท์

ด้านหลังตัวเครื่อง Vivo S1 ใช้วัสดุหลักเป็นพลาสติก แต่ก็ให้ความรู้สึกพรีเมียมทีเดียวครับ สัมผัสมีความใกล้เคียงกับกระจกมาก ๆ และสีตัวเครื่อง Skyline Blue ก็สวยมากด้วยเช่นกัน สำหรับรายละเอียดด้านหลังของ Vivo S1 ประกอบไปด้วยกล้องหลัง 3 ตัว AI Triple Camera แฟลช LED ตัวกล้องนูนขึ้นจากฝาหลังเล็กน้อย แต่เมื่อใส่เคสที่แถมมาให้ในกล่อง เวลาวางตัวเครื่องบนพื้น กล้องจะไม่สัมผัสกับพื้นโดยตรง เนื่องจากเคสได้คลุมบริเวณกล้องให้เรียบร้อย

น้ำหนักตัวเครื่อง รวมถึงขนาดของ Vivo S1 ทำออกมาได้ดีในแง่ของการใช้งาน ให้ความคล่องตัวในการใช้งานได้ในระดับหนึ่ง ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนจอใหญ่ที่พกง่าย ใช้สะดวก แถมยังได้ดีไซน์ที่สวยงามไม่แพ้พวกแฟลกชิปสมาร์ทโฟนราคาแพง ๆ งานประกอบก็มีความแน่นหนา แข็งแรงทีเดียว

 

Software – ระบบปฏิบัติการ

Vivo S1 มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 9.0 ครอบทับด้วย FunTouch OS ที่มีลักษณะการใช้งานแตกต่างจากสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ปกติทั่วไปเล็กน้อย โดยการเรียก Notification Center จะปัดหน้าจอจากบนลงล่าง แต่ถ้าต้องการเรียกหน้า Shotcut ทางลัดต่าง ๆ เช่น เปิดปิด Wi-Fi, Cellular, Bluetooth จะต้องปัดหน้าจอจากล่างขึ้นบน ข้อแตกต่างจาก FunTouch OS ตัวก่อน ๆ อีกอย่างก็คือการเรียก Shotcut เวลาปัดหน้าจอจากล่างขึ้นบนจะเรียก Shotcut เต็มจอ รวมถึงมีการวางตำแหน่งของปุ่มปรับแสงหน้าจอ, ปรับเสียงแตกต่างจากปกติเล็กน้อย

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจของ Vivo S1 ได้แก่ เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ฝังอยู่ในหน้าจอ เป็นเซ็นเซอร์แบบ Optical ที่ปลดล็อกได้รวดเร็ว ไม่ต้องแตะแช่ค้างนานเหมือนเซ็นเซอร์รุ่นเก่า ๆ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ปลดล็อกด้วยการสแกนใบหน้า ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน โดยการปลดล็อกด้วยใบหน้าของ Vivo S1 ใช้เวลาในการปลดล็อกเร็วมากครับ

 

Camera – จัดเต็ม 3 กล้องหลัง AI + กล้องหน้า 32 ล้านพิกเซล

ในด้านสเปคของกล้อง Vivo S1 ถือว่า Vivo ใส่มาให้เน้น ๆ กล้องหลัง 3 ตัวที่ประมวลผลภาพถ่ายด้วย AI โดยกล้องแต่ละตัวก็มีหน้าที่แตกต่างกันไป ได้แก่

  • กล้องหลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/1.79
  • กล้องเลนส์มุมกว้าง ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.2
  • กล้อง Depth Camera ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล f/2.4

เลนส์ AI Super Wide-angle 8 ล้านพิกเซลบน Vivo S1 ตามสเปคคือถ่ายรูปได้มุมกว้างถึง 120 องศา แต่เพื่อให้เกิดความบิดเบี้ยวน้อยที่สุด ซอฟท์แวร์จะทำการปรับให้มุมภาพอยู่ที่ 108 องศา ส่วนตัวผมว่าเป็นมุมที่กว้างกำลังดี อย่างน้อยถ่ายตึกก็ไม่โค้งเหมือนมุมที่มากกว่า 120 องศา

โหมดกล้องหลัก ๆ ของ S1 ผมว่าแค่โหมด Auto ที่มี AI เข้ามาช่วยในการถ่ายภาพก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้วล่ะครับ โดยตัว AI มีฟีเจอร์ Scene Recognition สามารถปรับแต่งภาพให้เหมาะกับสถานการณ์นั้น ๆ หรือถ้าต้องการถ่ายคนให้สวย ก็มีโหมด AI Beauty ที่ปรับแต่งหน้าสวย ละลายฉากหลัง พร้อมใส่เอฟเฟคแสงให้จบแบบหลังกล้อง ส่วนการถ่ายกลางคืน ผมลองถ่ายด้วยโหมด Auto ตัวกล้องหลักก็ทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่งแล้ว ด้วยรูรับแสงที่กว้างถึง f/1.79 แต่ถ้าเป็นกล้อง Super Wide-angle คุณภาพรูปถ่ายจะดรอปลงเมื่อเทียบกับกล้องหลักครับ

สำหรับโหมดอื่น ๆ ที่น่าสนใจของ Vivo S1 ก็มีมาให้ไม่แพ้แบรนด์อื่นล่ะครับ ทั้งโหมด AI Beauty, AR Sticker, Portrait light effect, โหมดปรับ aperture หน้าชัดหลังละลาย ส่วนการถ่ายวีดีโอ รุ่นนี้รองรับความละเอียดสูงสุด Full HD ที่ 30 fps

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง Vivo S1

ด้านกล้องหน้าของ Vivo S1 มีความละเอียด 32 ล้านพิกเซล f/2.0 ขนาดไฟล์ภาพก็คือมาเต็มที่ 32 ล้านพิกเซล ไม่มีลดทอนความละเอียดแต่อย่างใด ขนาดไฟล์ภาพเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8 MB เรื่องความคมชัด และรายละเอียดนี่หายห่วงครับ

โหมดถ่ายภาพด้วยกล้องหน้าก็มีให้เลือกใช้ไม่แพ้กล้องหลัง โดยเฉพาะ AI Beauty ต้องบอกว่ารอบนี้ Vivo ทำการบ้านมาดีเลย ผมถ่ายเซลฟี่ตัวเองแบบปรับทุกอย่างสุด ผลที่ได้ถือว่าน่าพอใจ เพราะ AI ไม่ได้แต่งภาพในมิติเดียว แต่มันเลือกที่จะปรับแต่งให้เหมาะสมตามเพศ ไม่ได้ถ่ายออกมาแก้มชมพู เน้นการปรับโครงหน้า แล้วก็ลดริ้วรอยบนใบหน้าเป็นหลัก

ส่วนการถ่ายเซลฟี่ของสาว ๆ ก็ไม่ต้องกังวล Vivo S1 ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน ทั้งเรื่องคุณภาพไฟล์ และเรื่องความสวยงามของภาพถ่าย และมีโหมด Portrait light effect เช่นเดียวกับกล้องหลัง

 

Performance – ประสิทธิภาพและการจัดการพลังงาน

ชิปประมวลผล MediaTel Helio P65 ที่อยู่ใน Vivo S1 เมื่อทำงานร่วมกับ Ram 6 GB ส่วนตัวผมว่ารุ่นนี้ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายทีเดียวครับ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไป เล่นโซเชียล การสลับแอปพลิเคชันก็ไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด รวมถึงการเปิดใช้งาน 2 หน้าจอ Vivo S1 ก็บริหารจัดการได้เป็นอย่างดี ไม่มีอาการกระตุก หรือค้างแต่อย่างใด

ส่วนการเล่นเกมด้วย Vivo S1 ผมมองว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้แรงเพียงพอที่จะเล่นเกมหลาย ๆ เกมบน Google Play Store ได้ครับ แต่ต้องมีการปรับแต่งกราฟฟิกในเกมให้เหมาะสมกับสเปคด้วย อย่างเกม ROV ในแมปใหม่ ROV 3.0 ที่พึ่งอัพเดตไปเมื่อไม่นานมานี้ Vivo S1 ก็สามารถเล่นได้ที่การปรับตั้งค่าระดับสูง แต่ไม่สามารถเปิดความละเอียดสูงมาก กับเฟรมเรทสูง 60 fps ได้ โดยสามารถเล่นได้ที่เฟรมเรตนิ่ง ๆ 30 fps ตลอดทั้งเกม ต่อให้เป็นจังหวะทีมไฟต์ที่ใส่สกิลหนัก ๆ ก็ไม่พบอาการเฟรมเรตตกครับ

ส่วนเกม PUBG Mobile สามารถเล่นได้เช่นกัน ที่การปรับตั้งค่าแบบ Medium เฟรมเรตปกติ การตอบสนองของหน้าจอทัชสกรีนทำได้ดี คาดว่านอกจากสเปคที่แรงพอจะเล่นเกมได้แล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้การเล่นเกมบน Vivo S1 ออกมาลื่นไหลก็น่าจะเป็นเพราะซอฟท์แวร์ Ultra Game Mode ที่ช่วยเร่งประสิทธิภาพตัวเครื่อง พร้อมทั้งจัดการแอปพลิเคชันที่ทำงานเบื้องหลัง จึงทำให้การรันเกมด้วย Vivo S1 ลื่นไหลนั่นเอง

ด้านการจัดการพลังงานก็หายห่วงสำหรับ Vivo S1 ด้วยแบตเตอรี่ที่มีความจุสูงถึง 4,500 mAh, ชิปประมวลผล MediaTek Helio P65 ที่ผลิตบนกระบวนการ 12 นาโนเมตร, หน้าจอ Super AMOLED ที่กินพลังงานต่ำ และการจัดการพลังงานของ FunTouch OS ทำให้ Vivo S1 จัดว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่แบตเตอรี่อึดทีเดียว สามารถใช้งานยาว ๆ หมดวันได้สบาย ๆ โดยที่ไม่ต้องชาร์จไฟระหว่างวัน หรือถ้าใช้งานไม่หนักมาก 2 วันชาร์จทีก็พอไหวครับ ส่วนการชาร์จไฟกลับก็ชาร์จเร็วด้วยเทคโนโลยี Dual-Engine Fast Charging ที่ไม่เพียงแต่ชาร์จเร็วด้วยกำลังไฟสูงสุด 18W แต่ยังปลอดภัยด้วยกระบวนการตรวจสอบ 9 ขั้นตอน

Overall

Vivo S1 เปิดให้ Pre-Order ในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ สนนราคา 8,999 บาท โดยรวมเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ก็ถือว่าให้ความคุ้มค่าทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่องที่ดีไซน์สวยงาม งานประกอบแน่นหนา แข็งแรง กล้องถ่ายภาพที่ให้มาทั้งกล้องหน้าความละเอียดสูง กล้องหลัง 3 ตัวที่ประมวลผลด้วย AI ด้านสเปคตัวเครื่องก็ให้ Ram สูงถึง 6 GB ความจุ 128 GB เพียงพอต่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเก็บรูปถ่าย, วีดีโอ หรือโหลดแอปพลิเคชัน ไม่น่าจะเต็มความจุง่าย ๆ ล่ะครับ

สำหรับโปรโมชันในช่วง Pre-Order ของ Vivo S1 เฉพาะที่ Lazada จะได้รับของแถมเป็น กระเป๋าเดินทาง Vivo,  S1 Box Set และกระเป๋าเป้ ใครที่สนใจ Vivo S1 สามารถกดเข้าไปพรีออเดอร์ได้จากรูปด้านบนเลยครับ