สมาร์ทโฟน ASUS หลายรุ่นที่เปิดตัวในปี 2018 เริ่มกลับมาสู่จุดเริ่มต้นที่เรียกว่าเป็นจุดแข็งของ ASUS อีกครั้ง แน่นอนว่าผมกำลังหมายถึงเรื่องความคุ้มค่า เมื่อเทียบสเปคต่อราคาแล้วทำให้ตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก เหมือนสมัยตอนที่เปิดตัว ASUS ZenFone เวอร์ชันแรก ที่มีเท่าไหร่ก็ขายหมด

ASUS ZenFone Max Pro M2 เป็นสมาร์ทโฟนอีกรุ่นหนึ่งที่ ASUS เลือกจะเปิดตัวในช่วงปลายปี 2018 หลังจากที่เมื่อกลางปี ได้วางจำหน่ายรุ่นก่อนหน้าอย่าง ZenFone Max Pro M1 แล้วก็ได้กระแสตอบรับที่ดีมาก ด้วยความที่มันตอบโจทย์ Pain Point ของผู้บริโภคในช่วงราคาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี อยากได้มือถือแบตอึด ๆ จอใหญ่ เล่นเกมได้ Max Pro M1 จัดให้

โดยในรุ่นนี้ ZenFone Max Pro M2 ได้มีความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน เมื่อเทียบกับ ZenFone Max Pro M1 และก็ยังคงคอนเส็ปของ ASUS ในแง่ของความคุ้มค่าเช่นเคย คือเป็นสมาร์ทโฟนที่บอกได้เลยว่า ASUS กลับมาในทางที่ควรจะเป็นแล้ว

สเปค ASUS ZenFone Max Pro M2

  • หน้าจอ IPS ขนาด 6.26 นิ้ว อัตราส่วนหน้าจอ 19.5 : 9 ความละเอียด Full HD+ 1080 x 2280 พิกเซล พร้อมกระจก Gorilla Glass 6
  • ขนาดตัวเครื่อง 157.9 x 75.5 x 8.5 มม. หนัก 175 กรัม
  • ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 660 CPU Octa-core (4×2.2 GHz Kryo 260 & 4×1.8 GHz Kryo 260) พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟฟิก Adreno 512
  • RAM 4 GB และ 6 GB
  • ความจุ  64 GB รองรับ microSD
  • กล้องหลัง Dual Camera ความละเอียด 12+5 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้างสุด f/1.8 เซ็นเซอร์ Sony IMX486 และ LED Flash รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K พร้อมกันสั่น EIS และมากับ AI ทั้งหมด 13 รูปแบบ
  • กล้องหน้า 13 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0 พร้อมกับ LED Flash
  • รองรับ Dual SIM
  • พอร์ตเชื่อมต่อ microUSB 2.0
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังตัวเครื่อง
  • แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh
  • ระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo

สำหรับ ZenFone Max Pro M2 เครื่องที่ส่งมาให้รีวิว เป็นรุ่น Ram 4 GB/ ROM 64 GB ครับ แล้วก็ด้วยความที่เป็นเครื่องส่งให้ทดสอบ จึงมีอุปกรณ์หลายอย่างถูกตัดทิ้งไป แต่ถ้าเป็นเครื่องขายจริงจะมีหูฟัง แล้วก็เคสแถมไปให้ด้วยในกล่อง

 

Performance – ประสิทธิภาพต่อราคา ท้าชนได้ทุกรุ่น

ZenFone Max Pro M2 ถูกวางไว้เป็น Budget Gaming Smartphone หรือสมาร์ทโฟนเล่นเกมในราคาย่อมเยา กับราคา 6,990 บาทของเครื่องรีวิวที่เราได้รับมา ได้ชิปประมวลผล Snapdragon 660 AIE, GPU Adreno 512 กับ Ram 4 GB เห็นแค่สเปคเอาแบบไม่ต้องทดสอบก็พอจะทราบแล้วว่าโทรศัพท์เครื่องนี้ พร้อมที่จะเล่นทุกเกมที่มีบน Google Play Store

จากการทดสอบเล่นเกมทั้งหมด 9 เกม ตามที่ได้เห็นในรูปด้านบน ZenFone Max Pro M2 สามารถเล่นได้ทุกเกมแบบลื่น ๆ โดยการปรับตั้งค่าจะอยู่ที่ Medium ไปจนถึงปรับสูงสุด อย่าง ROV นี่คือปรับสุดทุกอย่าง ตอนเล่นทำเฟรมเรตเฉลี่ยอยู่ที่ 57 – 60 fps

ส่วน PUBG Mobile ผมปรับสุดทุกอย่างทั้งเฟรมเรตสูง, HD ก็เล่นได้ลื่น ๆ เช่นกัน เกมอื่น ๆ อย่าง Free Fire, Ragnarok M Ethernal Love รวมถึงเกมแข่งรถ Asphalt 9 ก็สามารถเล่นบน ZenFone Max Pro M2 ได้เป็นอย่างดี

ข้อดีอีกอย่างของ ZenFone Max Pro M2 อยู่ที่แบตเตอรี่ความจุสูง ที่ว่าสูงนี่คือ 5,000 mAh มากกว่าหลายแบรนด์ในท้องตลาด ทำให้มันไม่ได้แค่เล่นเกมได้ แต่ยังเล่นเกมได้ต่อเนื่องนานกว่า เพราะแบตเตอรี่ที่มีความจุสูงนั่นเอง ผมลองเล่น ROV ต่อเนื่องไป 5 เกม แบตเตอรี่ลดไปประมาณ 20% เท่านั้น

ข้อสังเกตของ ZenFone Max Pro M2 ในด้านประสิทธิภาพ จากที่ผมได้ลองเล่นมาประมาณ 2 สัปดาห์ พบว่ามันเล่นเกมได้ทุกเกมก็จริง แต่ถ้าเป็นเกมออนไลน์ที่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต มักจะพบปัญหา ping ขึ้นบ่อยพอสมควร  ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่รองรับแค่ Wi-Fi ความถี่ 2.4 GHz แล้วก็เรื่องแบตเตอรี่ที่ใช้เวลาชาร์จกลับนานมาก แถมยังไม่รองรับ Quick Charge อีกด้วย

 

Camera – เก่งขึ้น ฉลาดขึ้นด้วย AI

ตรงนี้เป็นอานิสงส์ของการใช้ชิป Snapdragon 660 AIE ที่ทำให้กล้องของ ZenFone Max Pro M2 มีฟีเจอร์ AI Scene Detection สามารถตรวจจับวัตถุที่กำลังถ่ายได้ว่าเป็นอะไร และทำการแต่งภาพให้เหมาะสม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า Max Pro M2 จะถ่ายรูปได้ดีกว่าพอสมควร

ฮาร์ดแวร์กล้องหลังก็ไม่ธรรมดา ASUS เลือกใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX486 ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้างถึง f/1.8 ขนาดเซ็นเซอร์ 1/2.9 นิ้ว ขนาดพิกเซล 1.25 ไมครอน ระบบโฟกัสแบบ PDAF และมีกันสั่น EIS

ด้านการบันทึกวีดีโอ เห็นเป็นโทรศัพท์ราคาไม่ถึงหมื่นบาท แต่ ZenFone Max Pro M2 สามารถถ่ายวีดีโอความละเอียดสูงสุดถึง 4K UHD อย่างไรก็ตาม ในการถ่ายวีดีโอ Full HD กลับทำได้แค่ 30 fps เท่านั้น ไม่สามารถถ่ายวีดีโอ 60 fps ได้ในทุกความละเอียด

ซอฟท์แวร์กล้องหลัง Max Pro M2 จัดว่าใช้งานง่าย ไม่มีเมนูซับซ้อน หลัก ๆ แนะนำให้ใช้โหมด Auto เพราะมี AI Scene แต่ถ้าต้องการปรับแต่งค่าเอง ก็สามารถใช้โหมด Pro ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีโหมด Beauty และโหมดเอฟเฟคชัดลึกตื้น หรือ Portrait ให้เลือกใช้

การถ่ายภาพในที่แสงน้อย ส่วนตัวมองว่า ZenFone Max Pro M2 ทำได้ดีสำหรับการเป็นสมาร์ทโฟนในช่วงราคาดังกล่าว และเผลอ ๆ มันทำได้ดีกว่าโทรศัพท์ราคาหลักหมื่นบางรุ่นด้วยซ้ำไป

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง ZenFone Max Pro M2

Rear Camera ZenFone Max Pro M2

กล้องหน้า ZenFone Max Pro M2 มีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/2.0 มาพร้อมกับ Softlight LED Flash และโหมด Beauty ที่เลือกได้ 3 ระดับ (ต่ำ, ปานกลาง, สูง) หรือจะเลือกปรับความ Beauty ด้วยตัวเองก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ในการเซลฟี่ ยังสามารถเปิดโหมด Portrait เพื่อถ่ายให้ฉากหลังเบลอได้เช่นเดียวกับกล้องหน้า การละลายฉากหลังผมว่า Max Pro M2 ทำได้เนียนทีเดียวครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า ZenFone Max Pro M2

Front Camera ZenFone Max Pro M2

 

 

Design – การออกแบบ ดูดี และดูแพงขึ้น

ZenFone Max Pro M1 เป็นมือถือที่ดี แต่หน้าตามันอาจจะดูบ้าน ๆ ไปหน่อย ด้วยบอดี้ที่เป็นโลหะ และดีไซน์ที่ยังไม่ได้แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้ามากนัก แต่ไม่ใช่กับ ZenFone Max Pro M2 ที่พูดกันตามตรงว่ามันมีกลิ่นอายของ ZenFone 5 2018 พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นรอยบากหน้าจอ รวมถึงฝาหลังที่มีลวดลายแบบกระจก

สัมผัสแรกเมื่อผมได้จับ ZenFone Max Pro M2 คือวัสดุดี พรีเมียม และด้วยความโค้งมนของตัวเครื่อง ทำให้จับถือตัวเครื่องได้สะดวก ความหนา 8.5 มิลลิเมตรถือว่ากำลังพอดี ไม่หนาเกินไปสำหรับโทรศัพท์ที่มีแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 5,000 mAh

ดีไซน์ด้านหน้า Max Pro M2 เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า จะให้ความรู้สึกที่เต็มจอมากกว่า เพราะเปลี่ยนมาใช้หน้าจอ 6.3 นิ้ว อัตราส่วน 19:9 แลกกับการที่มีรอยบากสำหรับใส่กล้องหน้า และ Selfie Flash บริเวณด้านบนหน้าจอ

หน้าจอของ ZenFone Max Pro M2 เลือกใช้กระจกนิรภัย Gorilla Glass 6 ที่ป้องกันรอยขีดข่วนได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้า ส่วนตัวผมใช้เครื่องรีวิวแบบเปลือย ๆ ไม่ได้ติดฟิล์ม, ติดกระจกกันรอยก็ยังไม่พบริ้วรอยอะไรที่หน้าจอ แม้จะพกใส่กระเป๋ากางเกง

ด้านความละเอียดหน้าจอ Max Pro M2 มาพร้อมความละเอียดระดับ Full HD+ เมื่ออยู่บนหน้าจอขนาด 6.3 นิ้วก็ถือว่าคมชัดทีเดียวครับ แต่ส่วนตัวจะติดเรื่องโทนสีหน้าจอ ผมว่ามันออกโทนแดงเยอะไปสักหน่อย ส่วนเรื่องมุมมองหน้าจอนั้นกว้างในแบบฉบับของหน้าจอ IPS

จุดเด่นของหน้าจอ Max Pro M2 อีกอย่างก็คือความสว่างหน้าจอ รุ่นนี้เร่งความสว่างได้สูงถึง 450 nits ใช้งานกลางแจ้งสบาย ๆ แล้วก็มี Contrast Ratio สูงมากที่ 1500:1

พอร์ตเชื่อมต่อของ ZenFone Max Pro M2 จะอยู่บริเวณด้านล่างของตัวเครื่องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพอร์ตชาร์จแบบ Micro USB, พอร์ตหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร รวมถึงลำโพงหลักของตัวเครื่อง ข้อสังเกตก็คึอตำแหน่งลำโพง เวลาถือเครื่องแนวนอน มีโอกาสสูงมากที่นิ้วมือจะไปบังช่องลำโพง

ถาดซิมรุ่นนี้ให้มาแบบ 3 Slot รองรับ 2 Nano Sim และอีก 1 ช่องใส่ Micro SD Card โดยรองรับความจุเพิ่มสูงสุดถึง 2 TB แล้วก็มีสิทธิพิเศษให้เป็น Google Drive ฟรี 100 GB นาน 1 ปีด้วย ดีงามมาก

สำหรับไมโครโฟนของ ZenFone Max Pro M2 โทรศัพท์รุ่นนี้ให้ไมโครโฟนมา 2 ตัวด้วยกัน ตัวหลักที่ไว้สำหรับสนทนา จะอยู่บริเวณด้านล่าง ส่วนไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนอยู่บริเวณด้านบนตัวเครื่อง

ด้านหลังตัวเครื่อง อย่างที่ผมได้เกริ่นไปแล้วว่ารอบนี้ ASUS ทำการบ้านมาดี แล้วก็ ZenFone Max Pro M2 เป็นโทรศัพท์ที่ดีไซน์สวยงามรุ่นหนึ่ง ด้วยฝาหลังที่มีลวดลายแบบกระจก (Wave finish 3D-curved glossy design) มีด้วยกัน 2 สี ได้แก่ Cosmic Titanium และ Midnight Blue

รายละเอียดด้านหลังของ ZenFone Max Pro M2 ประกอบไปด้วยกล้องหลังคู่, แฟลช LED, เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และโลโก้ ASUS รวม ๆ จัดว่าเป็นการออกแบบที่ลงตัวทีเดียว

 

Software + Feature – แม้จะมีไม่มาก แต่ใช้งานได้จริง

อีกหนึ่งจุดเด่น (ในมุมมองบางคนก็เป็นจุดด้อย) ของ ASUS ZenFone Max Pro M2 คือการที่มันมาพร้อมกับซอฟท์แวร์แบบ Stock Android หรือระบบปฏิบัติที่แทบจะไม่ได้มีการปรับแต่ง ให้ความรู้สึกแบบ Android ที่แท้จริง

ข้อดีของการที่เป็นรอมแบบ Stock Android ส่วนตัวผมว่ามันให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดี ด้วยความที่ไม่มี Animation ใด ๆ การสัมผัสหน้าจอจึงลื่นติดนิ้ว เข้าออกแอปพลิเคชันรวดเร็วทันใจ แล้วก็ไม่มีแอปพลิเคชันติดเครื่อง (นอกจากของ Google) ทำให้สามารถใช้ความจุในตัวเครื่องได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

อย่างไรก็ตาม หากเป็นคนที่ชอบอะไรหวือหวา หรือฟีเจอร์เยอะ ๆ Stock Android ไม่ตอบโจทย์แน่นอน บางทีมันก็เรียบง่ายจนกลายเป็นจุดด้อยได้เหมือนกัน

ส่วนฟีเจอร์ที่มีให้ ก็เรียกว่าให้มาเท่าที่ใช้งานจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบการปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือ รวมถึงการปลดล็อกด้วยใบหน้าที่มีความรวดเร็วพอสมควร และสามารถใช้งาน Google Assistant ได้

นอกจากนี้ ZenFone Max Pro M2 ยังสามารถฟังวิทยุได้ด้วย แต่ต้องเสียบหูฟังเพื่อใช้แทนเสาอากาศนะครับ

Overall

ภาพรวมของ ASUS ZenFone Max Pro M2 ผมเชื่อว่าโทรศัพท์รุ่นนี้ จะต้องถูกใจสาวกอารยธรรม Zen อย่างแน่นอน เพราะเป็นเหมือนการกลับสู่จุดแข็งของ ASUS ที่แท้จริง ด้วยสเปคต่อราคาที่คุ้มค่ามาก เมื่อเทียบกับโทรศัพท์ในช่วงราคาเดียวกัน หรือจะชกข้ามรุ่นกับพวกราคาเฉียดหมื่น ZenFone Max Pro M2 ก็สู้ได้อย่างสูสี

ไม่เพียงแต่สเปคที่ดีขึ้น ดีไซน์ วัสดุของโทรศัพท์รุ่นนี้ก็ดีขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าขึ้นมาก โดยเฉพาะหน้าจอที่เป็น Gorilla Glass 6 ทนทานกว่า Gorilla Glass 5 ถึง 2 เท่า และการออกแบบที่สวยงาม ใช้งานได้จริงเมื่อจับถือตัวเครื่อง ส่วนกล้องถ่ายภาพก็เลือกใช้เซ็นเซอร์รุ่นสูงขึ้น มีทั้งรูรับแสงที่กว้าง ขนาดเซ็นเซอร์และพิกเซลที่ใหญ่ขึ้น เลยทำให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยทำได้ดีขึ้นมาก

ปิดท้ายด้วยราคาเปิดตัว 6,990 บาท สำหรับรุ่นที่เราได้มารีวิว ซึ่งก็คือ Max Pro M2 Ram 4 GB ความจุ 64 GB ได้โทรศัพท์ที่ลงตัวมาก ๆ รุ่นหนึ่ง โดยเฉพาะสายเกมน่าจะถูกใจมากเป็นพิเศษ เพราะสเปคที่ให้มาเล่นได้ทุกเกม แถมยังมีแบตเตอรี่ที่ความจุสูงถึง 5,000 mAh สามารถเล่นเกมได้อย่างต่อเนื่อง

จุดเด่น

  • ถ้าอยากได้โทรศัพท์ที่หน้าจอใหญ่ แบตเตอรี่อึด เล่นเกมได้ รุ่นนี้ตอบโจทย์แน่นอน
  • กระจกหน้าจอเป็น Gorilla Glass 6
  • แบตเตอรี่ 5,000 mAh ใช้งานกันยาว ๆ
  • กล้องหลังดีขึ้นมาก เมื่อเทียบกับ Max Pro M1
  • Stock Android ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีมาก
  • ลำโพงเสียงดังมาก เปิดสุดเสียงไม่แตกด้วย
  • สแกนนิ้วทำงานเร็วมาก

ข้อสังเกต

  • ยังคงกั๊ก Wi-Fi 5 GHz เหมือนเดิม ตัวนี้รับได้แค่ 2.4 GHz (802.11n)
  • ส่วนตัวมองว่าหน้าจอติดโทนสีอมแดงไปสักหน่อย
  • ไม่รองรับชาร์จเร็ว (Quick Charge)
  • พอร์ตเชื่อมต่อยังคงเป็น Micro USB