ผ่านพ้นกันไปแล้วกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple เมื่อเที่ยงคืนที่ผ่านมา โดยครั้งนี้ Apple ได้ทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์หลายชิ้นไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Apple Watch, Apple TV และ Apple Arcade โดยจะทำการสรุปออกมาว่ามีอะะไรบ้าง และราคาเท่าไร สามารถติดตามไปพร้อม ๆ กันได้เลยครับ

Apple Arcade 

หลังจากเปิดงานมา Tim Cook ก้ได้เริ่มด้วยการพูดถึง Apple Store และ Apple Arcade เป็นอย่างแรกเลยครับ ซึ่ง Apple Arcade จะเป็น Tab ใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามาใน Apple Store โดยจะมีเกมออกใหม่ทุกเดือน พร้อมด้วยคำแนะนำ, เกมเทรลเลอร์, และคอนเท้นท์ต่าง ๆ จากผู้เชี่ยวชาญ โดยในงานได้แสดงตัวอย่างเกม Frogger in Toy Town ของ Konami ให้เห็นกัน โดยเกมนี้จะเป็นเกมแรกบน Apple Arcade และจะเป็นเกมที่จะอยู่ใน Apple Arcade เท่านั้น โดย Apple Arcade จะเริ่มให้บริการใน 150ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายนนี้ ในราคา 4.99ดอลล่าห์ต่อเดือน(ประมาณ 152 บาท/เดือน) ซึ่งในวันแรกที่เปิดตัวจะมีเกมให้บริการอยู่ก่อนแล้วกว่า 100 เกม นอกจากนี้ยังมีการให้ทดลองใช้ฟรี 1 เดือนอีกด้วย

Apple TV Plus 

หลังจากพูดเรื่อง Apple Arcade จบ Tim Cook ก้ได้กลับขึ้นเวทีมาพร้อมกับฉายตัวอย่างหนังเรื่อง See จากในบริการ Apple TV Plus โดยจะให้บริการในกว่า 100 ประเทศในวันที่ 1 พฤษจิกายน ในราคา 4.99ดอลล่าห์ต่อเดือน(ประมาณ 152 บาท/เดือน) สำหรับ family subscription และพิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อ iPhone, iPad หรือ Apple TV จะได้รับ Apple TV Plus ฟรีเป็นเวลา 1 ปี

iPad 7

ต่อมา Tim Cook ได้พูดถึง iPadOS แล้วส่งต่อเวทีให้กับ Greg Jozwiak เพื่อนำเสนอ iPad 7 โดย iPad 7 จะมาพร้อมหน้าจอ  Retina Display ขนาด 10.2 นิ้ว ชิปประมวลผล A10 Fusion กล้องใหม่ที่ดีกว่าเดิม แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น รองรับ Apple Pencil Gen 1 และ Smart Keyboard

สเปค iPad 7

  • หน้าจอ Retina ขนาด 10.2 นิ้ว ความละเอียด 2160 x 1620 ความสว่าง 500 นิต เคลือบสารกันรอยนิ้วมือ
  • ชิปประมวลผล A10 Fusion
  • กล้องหลัง 8 MP f/2.4 บันทึกวิดีโอที่ 1080p 30fps
  • กล้องหน้า 1.2 MP f/2.2
  • ลำโพงสเตอริโอ
  • Touch ID
  • ระบบปฏิบัติการ iPadOS
  • รองรับ Apple Pencil
  • รองรับ Smart Keyboard
  • ราคา รุ่น Wifi
    • 32GB ราคา 10,990 บาท
    • 128GB ราคา 15,400 บาท
  • ราคา รุ่น Cellular
    • 64GB ราคา 13,900 บาท
    • 128GB ราคา 18,400 บาท

Apple Watch

หลังจากจบการเปิดตัว iPad 7 แล้ว Tim Cook ก้ได้กลับขึ้นมาบนเวทีพร้อมกับนำเสนอ Apple Watch ซีรี่ส์ 5 ซึ่งหน้าตาก็ไม่ได้ต่างไปจากซีรี่ส์ 4 เท่าไรนัก โดย ซีรี่สื 5 มาพร้อมหน้าจอ Always-on Retina Display ที่จะลดความสว่างลงเวลาไม่ได้ใช้งาน และเพิ่มความสว่างขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวข้อมือ โดยการที่ใช้หน้าจอ LTPO นั้นจะช่วยลดอัตตราการกินพลังงานลงทำให้สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ 18 ชั่วโมง

นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มฟีเจอร์เข้ามาเช่น เข็มทิศในตัว, โหมดการโทรฉุกเฉินที่สามารถใช้ได้ทั่วโลก, เตือนเมื่อเสียงรอบๆ ดังเกินไปจนเป็นอันตรายต่อหู, ฟีเจอร์เช็ครอบประจำเดือนสำหรับผู้หญิง, ฟีเจอร์ตรวจจับการล้ม, ตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจและแจ้งเตือนเมื่อสูงเกินไป, สตรีมเพลงจาก Apple Music, โทร-รับสายได้จากตัวนาฬิกา (เฉพาะ Cellular) และอื่นๆ อีกเพียบ

Apple Watch Series 5 จะมีวัสดุประกอบตัวเครื่องด้วยกัน 4 แบบคือ อะลูมิเนียมรีไซเคิล, สเตนเลสสตีล, ไทเทเนียม และเซรามิก และจะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 20 กันยายนนี้

สเปค Apple Watch ซีรี่ส์ 5

  • หน้าจอ Always On Retina Display
  • CPU : S5 แบบ Dual-core + ชิพไร้สาย W3
  • เซนเซอร์วัดหัวใจแบบไฟฟ้ารุ่นที่ 2
  • เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ตรวจจับแรง G สูงสุด 32 G (Series 3 วัดได้ 16 G)
  • หน่วยความจำ 32GB
  • Bluetooth 5.0
  • GPS
  • มาตราฐาน IP68
  • ระบบปฏิบัติการ WatchOS 6
  • ราคา (ยังไม่ประกาศราคาในไทย)
    • รุ่นธรรมดา ราคาเริ่มต้น 399 usd (ประมาณ 12,000 บาท)
    • รุ่น Cellular ราคาเริ่มต้น 499 usd (ประมาณ 15,000 บาท)

iPhone 11

ถึงคราวพระเอกของงาน โดยมีการเปิดตัวออกมา 3 รุ่น คือ iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ซึ่งทั้ง 3 รุ่นจะใช้ชิป Apple A13 Bionic ส่วนที่แตกต่างกันคือ iPhone 11 จะใช้จอ LCD ขนาด 6.1นิ้ว RAM 4GB และกล้องหลัง 2 ตัว ส่วน iPhone 11 Pro และ 11 Pro Max จะใช้หน้าจอ Super Retina Display ขนาด 5.8นิ้วและ 6.5นิ้วตามลำดับ RAM 6Gb พร้อมกล้องหลัง 3 ตัว

iPhone 11 จะมี 6 สี คือ สีดำ, สีขาว, สีแดง, สีเหลือง, สีม่วง และสีเขียว

iPhone 11 Pro และ 11 Pro Max จะมี 4 สีคือ Midnight green, Space gray, สีขาว และสีทอง

สเปค iPhone 11

  • หน้าจอ LCD Retina 6.1นิ้ว
  • ชิป Apple A13 Bionic
  • RAM 4GB
  • ROM 64GB/128GB/256GB
  • กล้องหลัง 2 ตัว 12MP Wide OIS และ 12MP Ultra Wide พร้อม Night Mode และ Portrait Mode
  • กล้องหน้า 12MP TrueDepth
  • Wifi 6, Bluetooth 5.0
  • ปลดล็อคด้วย FaceID
  • ราคา
    • 64GB ราคา 24,900 บาท
    • 128GB ราคา 26,900 บาท
    • 256GB ราคา 30,900 บาท

สเปค iPhone 11 Pro และ 11 Pro Max

  • หน้าจอ Super Retina Display ขนาด 5.8นิ้วและ 6.5นิ้วตาม
  • ชิป Apple A13 Bionic
  • RAM 6GB
  • ROM 64GB/256GB/512GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว 12MP Wide OIS, 12MP Ultra Wide และ 12MP Telephoto OIS พร้อม Night Mode, Portrait Mode และ Audio Zoom
  • กล้องหน้า 12MP TrueDepth
  • Wifi 6, Bluetooth 5.0
  • ปลดล็อคด้วย FaceID
  • Adaptor Fast Charge 18W มาในกล่อง
  • สายชาร์จ USB C to Lightning
  • ราคา iPhone 11 Pro
    • 64GB ราคา 35,900 บาท
    • 256GB ราคา 41,900 บาท
    • 512GB ราคา 48,900 บาท
  • ราคา iPhone 11 Pro Max
    • 64GB ราคา 39,900 บาท
    • 256GB ราคา 44,900 บาท
    • 512GB ราคา 52,900 บาท

นอกจากนี้ยังลดราคา iPhone 8 และ iPhone Xr ลงอีกด้วย

  • iPhone 8 (64GB) ราคา 15,900 บาท
  • iPhone 8 (128GB) ราคา 17,900 บาท
  • iPhone 8 Plus (64GB) ราคา 19,900 บาท
  • iPhone 8 Plus (128GB) ราคา 21,900 บาท
  • iPhone XR (64GB) ราคา 21,900 บาท
  • iPhone XR (128GB) ราคา 23,900 บาท

Apple ได้ประกาศว่าจะสามารถเริ่มสั่งจองผ่านหน้าเว็บได้ในวันที่ 13 กันยายน และจะพร้อมจัดส่งได้ภายในวันที่ 20 กันยายน ในสหรัฐและอีก 30 ประเทศ(ยังไม่มีการระบุชื่อประเทศออกมา) ซึ่งคาดว่าไทยน่าจะไม่ได้อยู่ในรายชื่อจัดส่งของกลุ่มประเทศแรกตามเดิม ซึ่งก็คงต้องรอประกาศจากหน้าเว็บต่อไป

ราคา iPhone 11 มาจาก