ยุคนี้ความปลอดภัยของคนที่เรารักต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นลูกๆ ที่ต้องเดินทางไปโรงเรียน แฟนที่ต้องขับรถกลับบ้านดึกๆ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ในครอบครัวที่เราอยากดูให้อยู่ในสายตาตลอด หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าแอปแผนที่ที่ทุกคนมีติดเครื่องกันอยู่แล้ว สามารถใช้เป็นเครื่องมือติดตามตัวที่แม่นยำมากๆ ได้ด้วย วันนี้เราเลยอยากมาแชร์วิธีการ แชร์โลเคชั่น Google Maps ทำยังไงในโทรศัพท์ ให้สามารถนำไปปรับใช้เพื่อติดตามตำแหน่งได้แบบเรียลไทม์ ไปดูกันเลยว่ามีวิธีทำยังไงบ้างแบบง่ายๆ
ประโยชน์ของการแชร์โลเคชั่น Google Maps

สำหรับการติดตามด้วยการแชร์โลเคชั่นบน Google Maps นี้ตัวแอปอัปเดทให้ใช้งานง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ไม่ต้องไปโหลดแอปติดตามตัวแอปอื่นๆ หรือจ่ายเงินเพิ่มเลย แค่ตั้งค่าตามวิธีที่แนะนำ ก็สามารถเปิดโทรศัพท์เช็คได้ตลอดเวลาแล้ว ว่าใครอยู่ที่ไหน เดินทางถึงไหนแล้ว หรือข้อมูลต่างๆ ทั้งภาพและแบตของมือถือเครื่องนั้นได้เลย สามารถตั้งค่าได้ด้วยว่าจะติดตามนานแค่ไหน แต่ก่อนอื่นไปดูประโยชน์ของการติดตามกันก่อนว่ามีอะไรบ้าง
- เพิ่มความอุ่นใจ รู้ได้ทุกที่: สามารถติดตามได้ว่าคนในครอบครัว แฟน หรือลูกๆ เดินทางถึงไหนแล้ว แวะออกนอกเส้นทางหรือเปล่า โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเดินทางไกลหรือเดินทางตอนกลางคืน หรือช่วงเวลาที่อยากรู้
- นัดเจอกันง่ายขึ้น ไม่ต้องคอยโทรถาม: เวลาไปเที่ยวงานเทศกาล คอนเสิร์ต หรือเดินห้างใหญ่ๆ แล้วหลงกัน แค่เปิดแผนที่ดูหมุดของอีกฝ่ายก็เดินตามไปหาได้เลย ไม่ต้องคอยอธิบายจุดสังเกตให้วุ่นวาย
- กำหนดเวลาถึงที่หมายได้แม่นยำ: เวลานัดเพื่อนหรือกำลังขับรถกลับบ้าน คนที่รออยู่สามารถเช็คได้ว่าเราใกล้ถึงหรือยัง จะได้เตรียมตัวได้ทันเวลา
- ช่วยเหลือตอนฉุกเฉินได้ทันที: ถ้ารถเสียกลางดึก หรือเกิดอุบัติเหตุในที่ไม่คุ้นเคย คนในครอบครัวจะรู้พิกัดที่แม่นยำและสามารถเข้ามาช่วยเหลือ หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ไปถูกจุดได้ทันที
- เที่ยวด้วยกันไม่มีหลง: ถ้าหากใครที่ไปเที่ยวต่างประเทศแล้วไม่อยากหลงกับเพื่อนๆ หรือไม่อยากให้คนในครอบครัวหลงไปไหน ก็ใช้การแชร์นี้ที่สามารถระบุได้แบบเรียลไทม์ว่าใครอยู่ที่ไหน
- เช็คสถานะแบตเตอรี่มือถือได้: อันนี้เป็นฟีเจอร์แฝงที่มากับการแชร์ตำแหน่งด้วย เพราะในหน้าแผนที่จะแสดงสถานะแบตเตอรี่มือถือของคนที่แชร์ด้วย เป็นรูปแบบเลข % มาให้เลย ทำให้รู้ได้ทันทีว่ามือถือของอีกฝ่ายติดต่อไม่ได้ แบตหมดหรือว่ายังไงกันแน่
วิธีแชร์โลเคชั่น Google Maps ทำยังไงในโทรศัพท์
มาดูวิธีตั้งค่าแชร์โลเคชั่น Google Maps ในโทรศัพท์กันเลย ที่สามารถทำตามได้ง่ายๆ ทั้งบนเครื่อง Android และ iOS เลย ใช้เวลาไม่ถึงนาทีก็เสร็จแล้ว แต่ก่อนอื่นแนะนำว่าให้โหลดแอป Google Maps มาไว้บนเครื่องก่อน ซึ่งระบบ Android ก็ไม่มีปัยหาเพราะมีมาให้กับเครื่องอยู่แล้ว แต่ถ้าใครที่ใช้ iPhone หรือระบบ iOS ก็ให้โหลดแอปและเข้าสู่ระบบให้เรียบร้อยก่อนทั้งสองฝ่ายเลย (โหลดแอป Google Maps ได้ที่นี่ iOS/ Android) พร้อมแล้วก็ไปดูวิธีทำกันเลย
วิธีตั้งค่าแชร์โลเคชั่น Google Maps แบบเรียลไทม์


- 1. เปิดแอป Google Maps ขึ้นมาในโทรศัพท์ แล้วกดที่ “รูปโปรไฟล์” ของตัวเองตรงมุมขวาบนหน้าจอ
- 2. จากนั้นให้เลือกเมนู “การแชร์ตำแหน่ง” (Location sharing)


- 3. ให้กดไปที่ปุ่ม “แชร์ตำแหน่งที่ตั้ง” (Share location) หรือถ้าเคยแชร์ให้คนอื่นไว้ก่อนแล้ว ให้กดปุ่ม “การแชร์ใหม่” (New share) เพื่อเพิ่มรายชื่อคนที่ต้องการแชร์ไปให้
- เลือกระยะเวลาที่ต้องการแชร์ ตรงนี้ถ้าอยากแชร์ให้คนในครอบครัว หรือแฟนไว้ดูยาวๆ แนะนำให้เลือกหัวข้อ “จนกว่าจะปิด” (Until you turn this off) จะได้แชร์ทิ้งไว้เลยโดยไม่ต้องมาคอยกดส่งใหม่ทุกวัน
- แต่ถ้าแชร์แค่ชั่วคราวก็สามารถกดเลือกเวลาได้ ว่าจะเป็น 1 ชั่วโมงหรือกี่ชั่วโมงก็แล้วแต่
- 4. เลือกรายชื่อคนที่ต้องการแชร์ด้วย สามารถเลื่อนหารายชื่อผู้ติดต่อที่ผูกกับบัญชี Google ไว้ได้เลย
- ตรงนี้จะเลือกเป็นรายชื่อจากเบอร์มือถือก็ได้
- หรือจะเลือกส่งไปยังแอป Social Media อื่นๆ ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น LINE, Messenger, Gmail และแอปอื่นๆ ได้ทั้งหมดเลย
- 5. เมื่อเลือกรายชื่อที่ต้องการแชร์ได้แล้ว ก็กด “แชร์” (Share) ได้เลย เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย นอกจากนี้ก็สามารถเพิ่มคนรู้ตำแหน่งได้ด้วยที่ปุ่มมุมบนด้านขวาเพิ่มผู้แชร์เข้าไป

หลังจากที่กดแชร์ตำแหน่งไปแล้ว อีกฝ่ายก็จะได้รับการแจ้งเตือน และสามารถเปิดดูตำแหน่งของเราแบบเรียลไทม์บนหน้าแผนที่ในโทรศัพท์ของอีกฝั่งได้ตลอดเวลาเลย แถมยังมองเห็น % แบตเตอรี่มือถือของเราได้ด้วยนะ ช่วยเพิ่มความสบายใจให้กันและกันได้เยอะ ส่วนใครที่ต้องการปิดการแชร์ก็ให้เข้าไปที่เมนูเดิมที่ “การแชร์ตำแหน่ง” (Location sharing) และเลือกหยุดการแชร์ได้เลย

ข้อควรระวังในการแชร์โลเคชั่น Google Maps ที่ต้องระวัง
ถึงการแชร์โลเคชั่นจาก Google Maps จะมีประโยชน์เรื่องความปลอดภัยเยอะมากๆ และสามารถติดตามได้แบบเรียลไทม์ก็จริง แต่ในอีกมุมนึงมันก็มีข้อเสีย และผลกระทบที่ต้องเอามาคิดก่อนเหมือนกัน ลองมาดูกันว่ามีเรื่องไหนที่ต้องระวังบ้าง

- เสียความเป็นส่วนตัว: การเปิดแชร์ตำแหน่งตลอด 24 ชั่วโมง อาจทำให้คนที่ถูกแชร์รู้สึกอึดอัด ขาดอิสระ เหมือนถูกจับตาดูอยู่ตลอดเวลาได้ เพราะบางคนก็อยากมีเวลาส่วนตัวเงียบๆ เหมือนกัน
- กินแบตเตอรี่มือถือไวขึ้น: แน่นอนว่าการแชร์ตำแหน่งแบบเรียลไทม์ ตัวเครื่องจะต้องดึงสัญญาณ GPS และใช้เน็ตเพื่ออัปเดทข้อมูลอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา ทำให้มือถือทำงานหนักขึ้นและแบตเตอรี่ลดไวกว่าปกติพอสมควร
- GPS อาจคลาดเคลื่อนได้เหมือนกัน: ก่อนอื่นต้องเข้าใจด้วยว่าสัญญาณ GPS ไม่ได้เป๊ะ 100% ตลอดเวลา บางครั้งเดินเข้าตึก จุดอับสัญญาณ หรือลงใต้ดิน เน็ตไม่ดี หมุดอาจจะแกว่งไปโผล่สถานที่ข้างๆ หรือตำแหน่งค้างไม่อัปเดทได้ด้วย
- ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูล: ข้อมูลตำแหน่งที่เราไปเป็นประจำ ทั้งบ้าน ที่ทำงาน หรือโรงเรียน ถือเป็นข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อน หากเผลอทำโทรศัพท์หาย ไม่ได้ล็อกหน้าจอ หรือบัญชี Google โดนแฮ็ก ข้อมูลการเดินทางเหล่านี้อาจตกไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพได้
ทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีการตั้งค่า ประโยชน์ไปจนถึงข้อควรระวังกันแล้ว จะเห็นได้เลยว่าการแชร์โลเคชั่นจาก Google Maps บนโทรศัพท์มือถือของเรา เป็นฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัย การติดตาม และการดูแลคนในครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ ในปี 2026 นี้ ยิ่งเทคโนโลยีระบุตำแหน่งแม่นยำขึ้น การนำมาประยุกต์ใช้เพื่อติดตามลูกๆ คอยดูแฟน หรือผู้สูงอายุเวลาไปเที่ยว ก็จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจได้เยอะเลยทีเดียว แถมยังได้ฟีเจอร์เสริมอย่างการดูเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ที่ช่วยประเมินสถานการณ์ได้อีกด้วย
แต่ก็อย่าลือว่าการเปิดแชร์ตำแหน่งตลอด 24 ชั่วโมงแบบเรียลไทม์ อาจกินแบตกว่าปกติ และถ้าไม่ตกลงกันให้ดีก่อนจะกลายเป็นการล้ำเส้นความเป็นส่วนตัวของกันและกันได้ง่ายๆ ลองเลือกใช้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ที่อาจจะแชร์เฉพาะช่วงเวลาเดินทาง หรือแชร์ทิ้งไว้เลยเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย เพียงเท่านี้แอป Google Maps ก็จะเป็นได้ทั้งการดูแมพและติดตามคนอื่นได้แล้ว
ขอบคุณข้อมูลจาก google
