เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา OPPO ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์สมาร์ทโฟนที่ร้อนแรงที่สุด โดยเฉพาะตลาดในประเทศไทย ในช่วงไตรมาสที่ 4 OPPO ได้เปลี่ยนจากอันดับที่สอง ก้าวขึ้นเป็นนัมเบอร์วันของตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย จากผลสำรวจของ Canalys* และในบทความนี้เราจะมาวิเคราะห์ว่า ทำไม OPPO ถึงสามารถล้มแชมป์เก่าที่อยู่มานาน แล้วก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งได้

*by units, source :canalys, Q4 2018

สาเหตุที่ทำให้ OPPO เป็นอันดับ 1 ของตลาดสมาร์ทโฟนในไทย แน่นอนว่าคงไม่ใช่เพราะ OPPO ทำมือถือที่ถ่ายรูปสวย ถ่ายเซลฟี่สวยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะการพัฒนาศักยภาพในหลาย ๆ ด้านของ OPPO ในปี 2018 ที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องของนวัตกรรม ถ้าใครที่ตามข่าวคราวของวงการสมาร์ทโฟน จะเห็นเลยว่าปีที่แล้ว OPPO ปล่อยของเด็ด ๆ ออกมาเยอะทีเดียวครับ

อาวุธหนักชิ้นแรกของ OPPO ในปี 2018 ก็คงหนีไม่พ้นการกลับมาของเรือธงอันเลื่องชื่อ OPPO Find X ที่ห่างหายไปนานหลายปี และที่สำคัญคือ OPPO Find X ก็จัดเต็มให้สมกับที่แฟน ๆ รอคอย เพราะรุ่นนี้มีนวัตกรรมเด่น ๆ อย่าง Stealth 3D Camera กล้องที่ซ่อนอยู่ในตัวเครื่อง เรียกได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนจอเต็ม ไร้ขอบที่แท้จริง รวมถึงสเปคที่ท็อปสุด ณ ตอนนั้น และเทคโนโลยี SuperVOOC Flash Charge** ที่อัพเกรดให้ชาร์จไฟได้เร็วมากขึ้น

**เฉพาะ OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition เท่านั้น

หลังจากปล่อยของหนักอย่าง Find X ไปแล้ว ในช่วงปลายปี 2018 OPPO ก็ปล่อยไม้ตาย OPPO R17 Pro ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่าง TOF 3D Camera ที่สามารถวัดระยะทางได้ (AR Ruler) รวมถึงเทคโนโลยี SuperVOOC Flash Charge ก็ถูกนำมาใส่ในสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นนี้เช่นเดียวกัน

ในด้านการถ่ายภาพ แต่เดิม OPPO จะขึ้นชื่อมากเรื่องการถ่ายเซลฟี่ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ากล้องหน้า OPPO ยังคงเป็นกล้องหน้าที่ถูกใจผู้ใช้ชาวไทยเป็นอันดับต้น ๆ เหมือนเช่นเคย แต่สิ่งที่ OPPO พัฒนาขึ้นมากคือการถ่ายภาพด้วยกล้องหลัง มีการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการถ่ายภาพ (Smart Beauty)

โหมดเด็ด ๆ ที่เป็นไฮไลท์ได้แก่ Portrait Mode ที่ออกแบบมาสำหรับถ่ายภาพบุคคลโดยเฉพาะ มีการปรับแต่งใบหน้าให้สวยงาม ละลายฉากหลัง รวมถึงสามารถจัดแสงได้ตามที่ต้องการ และในการถ่ายภาพกลางคืน OPPO R17 Pro มีโหมด Ultra Night Mode ที่ช่วยให้การถ่ายภาพกลางคืนออกมาคมชัด โดยที่ไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง ไม่ต้องตั้งค่าให้ปวดหัว แค่กดเลือก Ultra Night Mode แล้วถ่ายภาพก็เป็นอันเรียบร้อย

via GIPHY

เพื่อยืนยันความเจ๋งของกล้อง OPPO ผมก็มีตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องของ OPPO R17 Pro ในโหมด Portrait และ Ultra Night Mode มาให้ชมกันด้วย ทุกภาพแค่ย่อขนาดเพื่อให้เหมาะสมกับการลงเว็บไซต์เท่านั้น ไม่ได้แต่งภาพแต่อย่างใดครับ

ด้านสเปคของสมาร์ทโฟน OPPO รุ่นเรือธง ทั้ง OPPO Find X และ R17 Pro ก็จัดเต็มไม่แพ้กล้อง โดยในรุ่น Find X มาพร้อมกับชิปประมวลผลตัวท็อปสุดอย่าง Snapdragon 845 + Ram 8 GB ส่วน OPPO R17 Pro ก็มาพร้อมกับชิปเซ็ตระดับสูง Snapdragon 710 + Ram 8 GB ทำให้การใช้งานลื่นไหล รวมถึงการเล่นเกมที่มีฟีเจอร์อย่าง Game Acceleration ช่วยให้การเล่นเกมลื่นไหล ไม่มีสะดุด

Game Acceleration เป็นฟีเจอร์ที่ไม่ได้จำกัดอยู่ในสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงเท่านั้น แต่สมาร์ทโฟนหลายรุ่นของ OPPO ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์นี้ ซึ่งมีผลต่อการเล่นเกมมากทีเดียวครับ เพราะ Game Acceleration ช่วยปรับแต่งการทำงานเบื้องหลัง ให้เครื่องรันเกมได้สมูทขึ้น รวมถึงปิดการแจ้งเตือนที่คอยรบกวนเวลาที่กำลังเล่นเกมได้อีกด้วย

นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นมากยิ่งขึ้นในปี 2018 อีกสิ่งหนึ่งที่ OPPO ให้ความสำคัญเป็นเรื่องของบริการหลังการขาย โดยศูนย์บริการของ OPPO มีมากถึง 48 สาขาทั่วประเทศที่พร้อมจะให้บริการลูกค้าแบบครบวงจร

ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างตามที่ได้กล่าวมานั้น จึงไม่แปลกที่จำนวนสมาร์ทโฟนของ OPPO นั้นกินส่วนแบ่งในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2018 สูงเป็นอันดับ 1 ที่ 22% สามารถแซงหน้าแชมป์เก่าไปได้ และถึงแม้ตัวเลขดังกล่าว (Sell-in Shipments) จะหมายถึงการระบุจำนวนสินค้าในช่องทางการจำหน่าย ไม่ได้นับยอดขายที่เกิดขึ้นจริง แต่ก็พอจะอนุมานได้ว่า OPPO มีความเอาจริงเอาจังในตลาดสมาร์ทโฟนประเทศไทยมากทีเดียว (เพราะถ้าไม่มั่นใจว่าจะขายได้ ก็คงไม่สั่งเครื่องเข้ามามากเป็นอันดับ 1 อย่างแน่นอน)

ส่วนตัวผมมองว่าในปี 2019 นี้ จะเป็นอีกปีที่ดุเดือดสำหรับ OPPO ไม่แพ้ปีที่แล้วเลยล่ะครับ เชื่อว่า OPPO จะต้องมีไพ่ใบเด็ดอย่างนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงโปรโมชันและแคมเปญส่งเสริมการขายที่พร้อมจะปล่อยมาสู้ในตลาดสมาร์ทโฟนประเทศไทยอย่างแน่นอน