มาเข้าใจกันดีกว่าว่าทำไม Facebook ถึงสามารถหายไปจากอินเทอร์เน็ตได้

จากกรณี Facebook ล่มในไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น เชื่อว่าหลายท่านคงมีสงสัยกันว่าทำไม Facebook ถึงได้เข้าไม่ได้ วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันว่าจริงๆ แล้ว Facebook สามารถหายไปจากอินเทอร์เน็ตอย่างไร

facebook
Facebook

Facebook ล่มหายเข้าถึงไม่ได้ไปกว่า 6 ชั่วโมงในไม่กี่วันที่ผ่านมานั้นเชื่อว่าหลายๆ ท่านได้พบเจอกับปัญหาดังกล่าวกันแล้ว ถึงแม้ว่าจริงๆ แล้วในช่วงเวลาที่ Facebook ล่มนั้นจะเป็นช่วงเวลากลางดึกในไทย ทว่าก็ยังมีผู้ใช้หลายคนพบเจอกับปัญหาดังกล่าว(โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่นอนดึก) ด้วยความที่ Facebook นั้นเป็น Social media ชื่อดังที่มีจำนวนผู้ใช้มากกว่า 2,000 ล้านบัญชีต่อเดือน(สถิติล่าสุดนับในเดือนกันยายน 2021) อีกทั้งยังมีการใช้งานในด้านการค้าขายผ่าน Facebook อีกด้วยต่างหากนั้นทำให้การที่ Facebook ล่มก่อให้เกิตปัญหาหลายๆ อย่างตามมาอย่างมากมาย

คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นมานั้นก็คือ Social media ที่มีจำนวนผู้ใช้มากมายขนาดนี้สามารถที่จะล่มสลายหายไปจากอินเทอร์เน็ตพร้อมๆ กันทีเดียวทั้งโลกนั้นมันสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยหรือน่าจะเป็นคำถามที่ใครหลายๆ ท่านฉุกคิดขึ้นมาในเวลานั้น วันนี้เราขอมาเสนอให้ทุกท่านได้คลายข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใดกัน Facebook จึงได้หายไปจากอินเทอร์เน็ตและมาดูกันว่ามันจะสามารถเกิดขึ้นได้อีกหรือไม่ในอนาคต ว่าแล้วนั้นก็ได้ไขข้อข้องใจปัญหาดังกล่าวพร้อมกันเลย

Facebook กับสถานะความเป็นอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ต

Understanding how Facebook disappeared from the Internet header on blog 1

ก่อนอื่นเลยนั้นเราต้องเข้าใจก่อนว่า Facebook นั้นเป็นชื่อเว็บไซต์หนึ่งที่ถูกตั้งขึ้นมาบนระบบอินเทอร์เน็ต ที่โดยปกติแล้วนั้นระบบอินเทอร์เน็ตที่เราๆ ท่านๆ ใช้งานกันอยู่นั้นจะต้องมีหมายเลขที่อยู่หรือ IP addresses เพื่อที่จะให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต(ISP) นำพาเราไปยังเว็บไซต์นั้นๆ เพื่อที่จะทำการเปิดมันขึ้นมาให้เราๆ ท่านๆ ได้เห็นกัน IP addresses นั้นก็เปรียบเสมือนกับบ้านเลขที่ที่ระบุตำแหน่งของเราบนโลกอินเทอร์เน็ตว่าเว็บไซต์นั้นตั้งอยู่ที่ไหน

โดยปกติแล้วนั้นหมายเลข IP Address นั้นจะอยู่ในรูปแบบของตัวเลข 4 ชุด ชุดละ 3 ตัวอย่างเช่น 123.456.789.012 เป็นต้น ทว่าการที่เราจะบอกใครคนหนึ่งว่าที่อยู่ของเราเป็นตัวเลข 4 ชุดแบบนี้นั้นอาจจะทำให้เกิดอาการจำได้ยาก หากเราใส่ตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งผิดขึ้นมานั่นหมายความว่าเราอาจจะไปเปิดเอาเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ที่เราต้องการจะเปิดขึ้นมาได้ ดังนั้นแล้วจึงได้มีการสร้างระบบชื่อโดเมนหรือที่เรียกว่า Domain Name System : DNS เพื่อที่จะใช้งานนำเอาชื่อตามปกติเช่น Facebook มาเป็นตัวแทนของ IP Address เพื่อให้จำง่ายและเข้าถึงได้อย่างง่ายดายโดยไม่ผิดพลาด

หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือสมมติว่าคุณต้องการไปโรงพยาบาล X ที่มีเลขที่อยู่เป็น 159.268.334.555 แทนที่คุณจะบอกเลขชุดนี้กับผู้ขับรถโดยสาร คุณก็จะใช้ชื่อว่าโรงพยาบาล X เพื่อบอกกับผู้ขับรถโดยสายแทนเพื่อให้ผู้ขับรถโดยสารเข้าใจและสามารถที่จะนำคุณไปส่งยังโรงพยาบาล X ได้อย่างถูกต้อง สรุปได้ว่า DNS นั้นก็คือผู้ขับรถโดยสารที่จะพาเราไปยังโรงพยาบาล X นั่นเอง ถ้า DNS มีปัญหาเราก็จะไม่สามารถไปยังโรงพยาบาล X ได้ 

DNS xxxxxxdfgdfgdf

อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นปัญหาที่เกิดขึ้น ตอนที่ Facebook ล่มนั้น มันไม่ได้เกิดจากการที่ DNS มีปัญหาแค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเนื่องจากว่าบริการอื่นๆ ของทาง Facebook ไม่ว่าจะเป็น Instagram หรือกระทั่ง Whatsapp ซึ่งเป็นบริการที่อยู่ในเครือของ Facebook ทั้งหมดดันล่มไปพร้อมๆ กันหมด กลับกันแล้วนั้นเรายังสามารถที่จะใช้บริการ Social media อื่นๆ ได้อยู่ไม่ว่าจะเป็น Twitter หรือกระทั่ง Line ก็ยังสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี(รวมถึงเว็บไซต์อื่นๆ นั้นก็ยังสามารถที่จะเข้าถึงได้ด้วย) ดังนั้นแล้วปัญหาที่ Facebook และบริการอื่นๆ ของ Facebook ล่มพร้อมๆ กันหมดจึงไม่ได้เกิดขึ้นจาก DNS เท่านั้น

BGP อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้บริการทั้งหมดของ Facebook ล่ม

acastro 200512 1777 socialDistance 0001.0.0

อย่างที่ได้บอกไปในตอนต้นว่าหากเพียงแค่ Facebook ล่มเพียงแค่อย่างเดียวนั้น ปัญหาดังกล่าวอาจจะเกิดขึ้นจาก DNS เท่านั้น ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นกลับกลายเป็นว่าบริการทั้งหมดของทาง Facebook นั้นล่มไปพร้อมๆ กันในเวลาเดียวกัน สาเหตุที่ทาง Facebook ได้ออกมาอธิบายโดยตรงนั้นก็คือมีปัญหาในส่วนของ BGP ร่วมเข้ามาด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้นเรามาลองทำความเข้าใจกันดีกว่าว่า BGP หรือ Border Gateway Protocol นั้นมันคืออะไรกันแน่

BGP หรือ Border Gateway Protocol คือวิธีการในการเลือกเส้นทางเพื่อทำการเชื่อมต่อเครือข่ายหนึ่งเข้ากับเครือข่ายหนึ่งที่เป็นอิสระจากกันเข้าหากันบนระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งเครือข่ายที่เป็นอิสระเครือข่ายหนึ่งนั้นจะมีชื่อเรียกว่า AS หรือ Autonomous systems ในจุดๆ นี้นั้นขออธิบายให้เข้าใจง่ายกว่าเดิมว่าทาง Facebook นั้นได้มีการวางเครือข่ายผลิตภัณฑ์ของตัวเองเป็นอิสระต่อจากกันอย่าง Facebook, Whatsapp และ Instagram นั้น ทางบริษัทใหญ่ Facebook ได้แยกวางผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 อย่างนี้แยกออกจากกันในแต่ละที่เป็นอิสระต่อกันแล้วใช้ BGP เข้ามาเป็นวิธีการในการเชื่อมผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเข้ามาไว้ในระบบเดียวกันนั่นเอง

จุดประสงค์ที่ทาง Facebook เชื่อมต่อผลิตภัณฑ์ของตัวเองเข้าด้วยกันนั้นก็เพื่อใช้ในการส่งผ่านข้อมูลเพื่อที่จะนำเอาข้อมูลจากผลิตภัณฑ์หนึ่งไปใช้งานได้ในอีกผลิตภัณฑ์หนึ่ง ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากตัวอย่างดังต่อไปนี้

คุณพิมพ์สถานะใน Facebook ว่าอยากซื้อรองเท้าใหม่ —–> เข้า Instagram แล้วพบว่ามีเด้งโฆษณาร้านขายร้องเท้าให้คุณได้เห็น

วิธีการดังกล่าวนี้นั้นเป็นเรื่องปกติของการนำข้อมูลมาใช้งานเพื่อที่จะทำให้ผู้ใช้เกิดประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีที่สุดและต่อเนื่องนั่นเอง(แต่ทาง Facebook ไม่ได้ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการว่ามีการใช้งานในรูปแบบนี้นะ)

image5 10

มาดูในส่วนของปัญหากันต่อ โดยจะต้องบอกว่าเครือข่ายอิสระหรือ AS แต่ละเครือข่ายนั้นต่างก็จะมีหมายเลขกำหนดที่อยู่ของตัวเองในเครือข่ายเช่นเดียวกันเพื่อที่จะใช้ในการระบุที่อยู่ของแต่ละเครือข่ายนั้นๆ โดยหมายเลขกำหนดที่อยู่ของแต่ละเครือข่ายดังกล่าวนี้นั้นเราจะเรียกว่า ASN (Autonomous System Number) ถามว่าทำไมถึงจะต้องมีหมายเลขด้วย คำตอบก็คือเพื่อที่จะใข้ในการคำนวณเส้นทางการเดินทางที่ดีที่สุดจากระบบอิสระหนึ่งไปยังอีกระบบอิสระหนึ่งเพื่อเป็นการเพิ่มความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลนั้นเอง

จากรูปภาพด้านบนนี้นั้นเป็นการยกตัวอย่างของเส้นทางข้อมูลของระบบอิสระภายใน Cloudflare โดยต้องการที่จะส่งข้อมูลจาก AS1 ไปยัง AS3 จากตัวอย่างนั้นจะเห็นได้ว่าเราสามารถที่จะเลือกเส้นทางการเดินทางได้ 2 แบบ คือ Option 1 และ Option 2 ซึ่งโดยปกติแล้วนั้น BGP จะเลือกเส้นทางที่เร็วที่สุดนั่นก็คือ Option 1 แต่ทว่าหาก AS2 เสียหายอยู่นั้น BGP ก็จะหันไปเลือก Option 2 แทน

ทีนี้กลับมาดูปัญหา Facebook ล่มกัน โดยตอนเริ่มต้นที่ Facebook ไม่สามารถใช้งานได้นั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างแรกเลยก็คือเซิร์ฟเวอร์ DSN ของทาง Facebook มีปัญหาไม่สามารถใช้งานได้ทำให้ผู้ให้บริการ DNS ไม่สามารถที่จะชี้เป้าได้ว่า facebook.com นั้นมีหมายเลข IP ใด ซึ่งปัญหานั้นน่าจะแก้ไขได้โดยการที่ Facebook ต้องทำการแก้ DNS ของทาง Facebook เอง

image4 11

อ้างอิงข้อมูลจากทาง Cloudflare ปัญหา facebook ล่มนั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 15.40 (UTC) ซึ่งจะเห็นได้ว่าบริการ DNS ของทาง Cloudflare นั้นมีกราฟการค้นหา IP ของ facebook.com สูงมากถึง 250 เท่า ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการค้าหาไม่เจอ) ทาง Cloudflare บอกว่าสาเหตุดังกล่าวนั้นน่าจะเกิดขึ้นจากการที่เซิร์ฟเวอร์ DNS ของทาง Facebook ออฟไลน์ไป ในตอนแรกนนั้นทาง Cloudflare นึกว่าเป็นปัญหาของทาง Cloudflare เองเรื่องจากว่าจะมีช่วงหนึ่งที่กราฟตกลงมา ทว่าก็กลับมาเป็นไม่สามารถหาเส้นทางได้อีก

image3 9

ทว่าทางวิศวกรของทาง Cloudflare นั้นได้ตรวจสอบระบบ DNS ของตัวเองแล้วพบว่าระบบ DNS ของทาง Cloudflare ยังสามารถทำงานได้เป็นปกติ

DNS ทั่วโลกพบปัญหาเดียวกัน

ดังนั้นเพื่อเป็นการยืนยัน ในช่วงเวลาเดียวกันทาง Cloudflare จึงได้ลองทดสอบใช้บริการ DNS ของผู้ให้บริการรายอื่นซึ่งผลปรากฏออกมาว่า

dns test facebook

จากผลดังกล่าวนี้นั้นสรุปได้ว่า DNS ของทาง Cloudflare ไม่ได้มีปัญหาเพราะผู้ให้บริการทั่วโลก DNS นั้นพบเจอปัญหาดังกล่าวเหมือนกันหมด ทีนี้เรื่องที่หนักกว่านั้นได้บังเกิดขึ้นเพราะจำนวนผู้ใช้ Facebook นั้นมีจำนวนมาก ตามปกติแล้วนั้นเมื่อเราจะเข้าใช้งาน facebook.com เครื่องของเราจะไปเรียกจาก cache มาก่อนว่าคือที่ใด เมื่อดึงมาจาก cache แล้วแต่ยังคงไม่เจอก็จะเข้าไปดึงข้อมูลใหม่จากผู้ให้บริการ DNS อีกที

จุดหนักนั้นไม่ได้อยู่ที่การเข้า facebook ผ่านเว็บไซต์เพราะในปัจจุบันนี้นั้นเราจะเข้า Facebook กันผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน แน่นอนว่าด้วยปกติวิสัยของเราๆ ท่านๆ นั้นเมื่อเข้าไม่ได้ก็จะพยายามใหม่อย่างต่อเนื่องเนื่องจากเราไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนทำให้ปริมาณการค้นหา DNS ของ Facebook ไม่เจอนั้นเพิ่มขึ้นทะลุกราฟิกต่อเนื่องเป็นเวลานาน

image6 9

จากสถิติของ Cloudflare นั้นพบว่าตั้งแต่ DNS ของทาง Facebook ล่มนั้นมีความพยายามที่จะเรียกใช้งานบริการต่างๆ ของทาง Facebook รวมทั้งหมดมากถึง 30 เท่าตัวอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบกับบริการอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของ Facebook

image1 12

ในช่วงเวลาที่ทาง Facebook กำลังแก้ไขปัญหาของตัวเองอยู่นั้น จากสถิติของทาง Cloudflare พบว่าบริการที่ไม่ใช่ของ Facebook อื่นๆ มีการเรียกเข้าใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสูงกว่าปกติถึง 1.8 เท่าตัวเลยทีเดียว

image7 6

ในทางกลับกันแล้วนั้นพบว่าในบางภูมิภาพอัตรการใช้งานอินเทอร์เน็ตในช่วงเวลาที่ Facebook ล่มนั้นลดลงไปอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วนั้นในบางประเทศถึงขึ้นมีอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตต่ำกว่าปกติเลยก็ว่าได้(เมือไทยเราเองก็อยู่ในกลุ่มที่อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตลดลง โดยสาเหตุนั้นอาจจะเนื่องจากเวลานั้นบ้านเราอยู่ในช่วงกลางดึกที่ผู้คนส่วนมากกำลังหลับพักผ่อนอยู่

ท้ายที่สุด

unnamed 4

จากการติดตามของทาง Cloudflare นั้นพบว่า Facebook ล่มตั้งแต่ในช่วงเวลา 15.50 UTC ถึง 21.20 UTC รวมๆ แล้วก็เกือบ 6 ชั่วโมงที่ผู้ใช้ไม่สามารถที่จะเข้าใช้บริการต่างๆ ของทาง Facebook ได้เลย จุดนี้นั้นทำให้เราเห็นได้ว่าในปัจจุบันนั้น Social media เข้ามามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากกับการใช้ชีวิตประจำวันของเราๆ ท่านๆ ไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราๆ ท่านๆ ต้องเตรียมตัวเตรียมใจกันไว้บ้างนั้นก็คือการละจาก Social media แล้วหากิจกรรมปกติที่ไม่ต้องออนไลน์ทำบ้างให้ได้

เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเหตุการ Facebook ล่มในครั้งนี้นั้นได้สอนให้เราเห็นอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งนี้เราคงไม่สามารถที่จะต้านกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เริ่มเปลี่ยนมาเป็นโลกออนไลน์ได้ ทว่าเราควรฝึกตนให้สามารถที่จะรับสถาพกับการออฟไลน์ไว้ด้วยเช่นเดียวกันเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนี้

ที่มา : cloudflare