ในยุคปัจจุบันที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงแทบจะทุกหย่อมหญ้า อุปกรณ์ประเภท IoT (Internet of Thing) จึงสามารถแสดงประสิทธิภาพได้เต็มรูปแบบ อย่างอุปกรณ์ที่ผมจะรีวิวในบทความนี้ เป็นกล้องวงจรปิดแบบใส่ซิม 4G ทำให้สามารถติดตั้งได้ง่าย ขอแค่มีปลั๊กไฟก็พอ ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินสาย หรือเรื่องสัญญาณ Wi-Fi ว่าจะเข้าถึงหรือเปล่า

True IoT CCTV Gen 2 เป็นกล้องวงจรปิดจาก TrueMove H ที่ขายพร้อมบันเดิลแพ็กเกจ 4G IoT สนนราคา 1,990 บาท แต่ถ้าไม่ต้องการซื้อพร้อมแพ็กเกจ ราคาเต็มจะอยู่ที่ 4,990 บาท

True IoT CCTV รุ่น Gen 2 มีการปรับปรุงจากรุ่นแรกพอสมควร โดยเฉพาะขนาดตัวที่เล็กลง พอ ๆ กับ External Harddisk ขนาด 2.5 นิ้ว และซ่อนเสาอากาศรับสัญญาณ Wi-Fi ไว้ในตัว ไม่มีเสาโด่เด่เหมือนรุ่นแรก

ตัวกล้อง True IoT CCTV Gen 2 สามารถแพนกล้องแนวตั้งได้ 110 องศา และแนวนอน 355 องศา

ด้านหลังตัวกล้องเป็นช่องเสียบอะแดปเตอร์ และช่องใส่ซิมการ์ด

คุณสมบัติเด่นของ  “True IoT CCTV Gen 2”

  • ความถี่ใช้งาน
  • 4G: LTE-FDD  900(Band8)/1800(Band3)/2100(Band1)
  • 3G: UMTS  850/2100MHz
  • ความเร็วสูงสุด
  • LTE ดาวน์โหลด 150/ อัพโหลด50Mbps
  • 3G  ดาวน์โหลด 21/ อัพโหลด 5.76Mbps
  • Video quality : 720P (1280*720)
  • Lens : 3.6 mm, F Stop F1.2
  • IR LED : 4PCS
  • IR Range :  10M
  • IR Cut : Built in
  • TF Card :  128GB
  • Recording speed : 20fps maximum
  • Control Method : Pan:355°,Tilt:110°
  • Plug & Play
  • Record Mode : manual/ schedule/ alarm

การใช้งาน True IoT CCTV Gen 2 จำเป็นที่จะต้องโหลดแอปพลิเคชัน True CCTV ซึ่งมีให้ดาวน์โหลดทั้งระบบ iOS และ Android รวมถึง PC Windows และจำเป็นต้องมี TrueID สำหรับเข้าใช้งานกล้อง แต่ถ้ายังไม่มี TrueID ก็สามารถสมัครได้ฟรีครับ

ในการติดตั้งครั้งแรก ผมแนะนำให้เชื่อมต่อกล้องกับแอปพลิเคชันด้วย Wi-Fi ที่บ้านก่อน แล้วหลังจากนั้นจะนำกล้องไปใช้ที่ไหนก็ได้ เพราะตัวกล้องรองรับ 4G LTE

วิธีการเชื่อมต่อก็ไม่ยาก เริ่มจากเสียบปลั๊ก True IoT CCTV Gen 2 แล้วเชื่อมต่อโทรศัพท์เข้ากับ Wi-Fi ก่อน ตรงนี้สำคัญว่าต้องเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4 GHz เท่านั้นนะครับ เพราะกล้องไม่รองรับความถี่ 5 GHz

จากนั้นล็อกอินเข้า TrueID จะพบหน้าต่างว่าง ๆ เนื่องจากเรายังไม่ได้ทำการเพิ่มกล้องเข้าไป ให้กดที่เครื่องหมาย + ด้านบน และเลือก Smartlink ระหว่างนั้นกล้องจะร้องปิ๊บ ๆ ซึ่งก็คือ Prompt Tone ว่าพร้อมเชื่อมต่อแล้ว

 

ขั้นตอนต่อมาเป็นการกรอกรหัส Wi-Fi ที่เชื่อมต่อ จากนั้นกด Next แล้วก็เร่งเสียงลำโพงโทรศัพท์ให้ดังสุดเลยครับ แอปพลิเคชันจะปล่อยเสียงออกจากลำโพงมือถือ เป็นเสียงเหมือนเสียงจิ้งหรีด คือการแปลงข้อมูลการเชื่อมต่อ Wi-Fi เป็นเสียง เพื่อให้กล้องรับข้อมูลนี้ทางไมโครโฟนนั่นเอง

เมื่อเชื่อมต่อเรียบร้อยแล้ว แอปพลิเคชันจะถามหา Password ของกล้อง ให้ดูที่บริเวณด้านล่าง ตรงคำว่า Device Password ก็ให้กรอกลงไป เป็นอันจบการติดตั้ง True IoT CCTV Gen 2

หลังจากนี้จะสลับไปใช้ 4G ก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงเลื่อนปุ่มด้านล่างกล้องไปยังคำว่า 4G เท่านี้กล้องก็พร้อมที่จะออนไลน์ในทุกที่ ๆ มีสัญญาณ 4G/3G แล้ว

 

ฟีเจอร์ True IoT CCTV Gen 2

นอกจากความสามารถในการเชื่อมต่อ 4G LTE ผ่าน Micro SIM (ใช่ครับ มันรองรับ Micro SIM ไม่ใช่ Nano Sim แบบสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ ๆ) ทำให้ True IoT CCTV Gen 2 สามารถนำไปใช้งานที่ไหนก็ได้ กล้อง CCTV ใส่ซิมตัวเล็กนี้ยังมีฟีเจอร์อื่น ๆ ที่น่าสนใจอีก ได้แก่

ระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว

กล้องวงจรปิดที่ผมเคยรีวิว หรือเคยได้ใช้หลาย ๆ ยี่ห้อ เวลาที่ตั้งโหมด Alarm ไว้เนี่ย เวลาที่มีคนเดินผ่าน ตัวกล้องจะส่งสัญญาณเตือนมายังสมาร์ตโฟนทันที ทำให้เรารู้ว่าตอนนี้มีผู้บุกรุก หรือโจรขโมยขึ้นบ้าน

แต่ความเจ๋งของ True IoT CCTV Gen 2 คือนอกจากจะแจ้งเตือนผ่านแอปได้แล้ว ตัวกล้องเองยังส่งเสียงร้องที่ดังมากออกมาได้ด้วย คือถ้าเจอโจรย่องเบาในบ้านก็ต้องมีสะดุ้งครับ เสียงเหมือนหวอรถตำรวจดังแปดหลอดขนาดนั้น

Night Mode 

สำหรับคนที่กังวลว่า True IoT CCTV Gen 2 ตอนกลางคืนจะจับภาพไม่ได้เพราะแสงน้อยก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะรุ่นนี้สามารถปรับเป็นโหมดกลางคืน ที่ใช้อินฟาเรดในการจับภาพได้เมื่อแสงน้อยโดยอัตโนมัติ

มีลำโพง และไมโครโฟนในตัว

ฟีเจอร์นี้น่าจะถูกใจคนที่มีน้องหมาน้องแมวที่บ้าน เพราะสามารถส่งเสียงไปคุยกับสัตว์เลี้ยงได้ผ่านแอปพลิเคชัน True CCTV โดยเสียงจะออกที่ลำโพงกล้องล่ะครับ เสียงก็คมชัดประมาณหนึ่ง

 

Application True CCTV

ว่ากันตามตรง หากถามว่าจุดไหนของ True IoT CCTV Gen 2 ที่ผมรู้สึกว่าควรจะมีการปรับปรุงมากที่สุด ผมว่าคงเป็นแอปพลิเคชันที่ทำงานร่วมกับกล้องนี่ล่ะครับ แม้ว่ามันจะใช้งานได้หลายฟีเจอร์ก็ตาม แต่ในเรื่องของ UI หรือ User Interface ผมว่าต้องปรับให้เข้าถึงง่ายว่านี้สักหน่อย

เมนูบางเมนูก็หายากพอสมควร ต้องนั่งเล่นและทำความรู้จักกับกล้องสักพักใหญ่ ๆ อย่างตัว Memory point ที่ผมว่ามันเป็นฟีเจอร์ที่เจ๋งมากก็ดันไม่ได้เข้าถึงได้ง่าย

Memory point เป็นฟีเจอร์ที่จะทำให้กล้องจำมุมองศาของภาพตามที่เราต้องการ สามารถบันทึกได้ถึง 4 จุด อาจจะตั้งให้มุมแรกเป็นหน้าบ้าน หรืออาจจะประยุกต์สำหรับเจ้าของกิจการที่ตั้งไว้ใน Office สามารถล็อกตำแหน่งของพนักงานได้เลย พอกดที่ตำแหน่งปุ๊บ กล้องก็จะแพนไปทันที ไม่ต้องมาคอยนั่งเลื่อนให้เสียเวลา

ส่วนการใช้งานอื่น ๆ ก็ตามเมนูของกล้องวงจรปิดล่ะครับ สามารถเลื่อนที่หน้าวีดีโอกล้องวงจรปิดในแอป True CCTV เพื่อแพนกล้องได้เลย จะแพนซ้าย-ขวา-บน-ล่างก็ได้ตามที่ต้องการ มีความหน่วงเล็กน้อย พอเข้าใจได้เพราะเป็นการเชื่อมต่อบน Cloud

สามารถเลือกบันทึกภาพเป็นสี หรือขาวดำได้

สำหรับการบันทึกภาพ ตัวกล้องจะทำการบันทึกภาพและวีดีโอลงใน microSD Card โดยรองรับความละเอียดสูงสุด 128 GB แต่ด้วยความที่มันเชื่อมต่อผ่าน Cloud ทำให้สามารถส่งภาพที่บันทึกเข้าโทรศัพท์ได้ทันที ไม่ว่าผู้ใช้จะอยู่ที่ไหนก็ตาม ขอให้มีอินเทอร์เน็ตเข้าถึงเป็นอันใช้ได้

 

ราคา และสถานที่จำหน่าย

สามารถหาซื้อ True IoT CCTV Gen 2 ได้ที่ True Shop สาขาที่ร่วมรายการ หรือช่องทางออนไลน์อย่าง Wemall.com สนนราคาอยู่ที่ 4,990 บาท แต่ถ้าซื้อพร้อมสมัครแพ็กเกจ 4G IoT shared 599 ขึ้นไป หรือแพ็กเกจ True IoT 399 ขึ้นไป ค่าเครื่องก็จะลดลงมาเหลือเพียง 1,990 บาท ระยะสัญญา 12 เดือนครับ

สำหรับ True IoT CCTV ส่วนตัวผมว่ามันประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ด้วยความยืดหยุ่นที่ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับเน็ตบ้าน เพราะแค่มีสัญญาณ 4G ก็สามารถควบคุมกล้องได้ตลอดเวลา จะเอาไปวางใน Office ในบ้าน หรือเจ้าของกิจการบางท่าน ที่เช่าร้านในห้างสรรพสินค้า หรือตลาดนัด ก็สามารถติดตั้งได้ เพียงแค่เสียบปลั๊กก็พร้อมใช้งานได้ทันที