รีวิว Redmi Note 9 ตำนานความคุ้ม ชิป Helio G85 แบตอึดชาร์จไว และกล้องหลัง 4 ตัว ราคาเริ่มต้นเพียง 4,999 บาท

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก Redmi ได้เปิดตัวสมาร์ตโฟน 2 รุ่นล่าสุดในตระกูล Redmi Note 9 Series อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ได้แก่ Redmi Note 9 / Redmi Note 9 Pro ซีรี่ส์ดังกล่าวโดดเด่นเรื่องความคุ้มค่าของสเปคต่อราคา ที่ให้หลายอย่างสูงกว่าคู่แข่งในช่วงราคาเดียวกัน

การเข้ามาของ Redmi Note 9 / Redmi Note 9 Pro จึงทำให้สมาร์ตโฟนในซีรี่ส์นี้มีด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกัน เมื่อนับรวมกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Redmi Note 9s แต่ในบทความรีวิวนี้ ผมจะเน้นไปที่ Redmi Note 9 RAM 4GB/ 128GB ROM เป็นหลักครับ

สำหรับ Redmi by Xiaomi เป็นหนึ่งแบรนด์ในผู้ผลิตสมาร์ตโฟนคุณภาพดี มาตรฐานระดับโลก มีจุดเด่นอยู่ที่ความคุ้มค่าต่อราคาที่มากกว่าหลายแบรนด์ในท้องตลาด รวมถึงการออกแบบที่สวยงาม เรียกได้ว่าเป็นอีกแบรนด์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสมาร์ตโฟนระดับกลางทุกครั้งที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ก็ว่าได้


สเปค Redmi Note 9

  • หน้าจอ DotDisPlay ขนาด 6.53 นิ้ว Full HD+ มีกระจกเป็น Gorilla Glass 5
  • ชิปประมวลผล MediaTek Helio G85
  • RAM 3GB / 4GB
  • ROM 64GB / 128GB
  • กล้องหลัง 4 ตัว พร้อมด้วยฟีเจอร์สแกนเอกสาร
    • กล้องหลัก 48MP f/1.79 ขนาดเซ็นเซอร์ 1/2″ 4-in-1 Super Pixel
    • กล้อง Ultrawide 8MP f/2.2 มุมกว้าง 118 องศา
    • กล้อง Macro 2MP f/2.4 AF ระยะ 2-10 cm
    • กล้อง Depth 2MP f/2.4
  • กล้องหน้า 13MP
  • สแกนลายนิ้วมือด้านหลัง, ช่องหูฟัง 3.5 มม., IR Blaster
  • เคลือบสารกันน้ำ
  • Triple Slot (2 sim + 1 microSD)
  • Android 10 ครอบด้วย MIUI 11
  • แบตเตอรี่ขนาด 5,020 mAh มาพร้อมชาร์จเร็ว 22.5W ในกล่อง (รองรับชาร์จเร็ว 18W)
  • มี 3 สี Green Forest, Polar White, Midnight Gray
  • ราคาเริ่มต้น 4,999 บาท

สเปค Redmi Note 9 Pro

  • หน้าจอ DotDisPlay ขนาด 6.67 นิ้ว Full HD+ มีกระจกเป็น Gorilla Glass 5 อัตราส่วนหน้าจอ 20:9
  • ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 720G
  • RAM 6GB
  • ROM 64GB / 128GB
  • กล้องหลัง 4 ตัว พร้อมด้วยฟีเจอร์สแกนเอกสาร
    • กล้องหลัก 64MP f/1.89 ขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.72″ 4-in-1 Super Pixel
    • กล้อง Ultrawide 8MP f/2.2 มุมกว้าง 118 องศา
    • กล้อง Macro 5MP f/2.4 AF ระยะ 2-10 cm
    • กล้อง Depth 2MP f/2.4
  • กล้องหน้า 16MP
  • สแกนลายนิ้วมือด้านข้างตัวเครื่อง, ช่องหูฟัง 3.5 มม., IR Blaster
  • เคลือบสารกันน้ำ
  • Triple Slot (2 sim + 1 microSD)
  • Android 10 ครอบด้วย MIUI 11
  • ภาครับสัญญาณ Wi-Fi แบบ 2×2 MIMO
  • แบตเตอรี่ขนาด 5,020 mAh มาพร้อมชาร์จเร็ว 30W
  • รองรับ NFC
  • มี 3 สี Tropical Green, Glacier White, Interstellar Gray
  • ราคาเริ่มต้น 7,999 บาท

ความแตกต่างระหว่าง Redmi Note 9 กับ Redmi Note 9 Pro หลัก ๆ จะอยู่ที่สเปคของตัวเครื่อง ด้วยความที่ Redmi Note 9 Pro เป็นรุ่นสเปคสูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอขนาดใหญ่ 6.67 นิ้ว, กล้องที่มีความละเอียดมากกว่า หรือจะเป็นชิปประมวลผล Snapdragon 720G ที่ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า MediaTek Helio G85 รวมถึงด้านอื่น ๆ แต่ก็แลกมากับราคาที่สูงขึ้น


Design – การออกแบบ

อุปกรณ์ในกล่องของ Redmi Note 9 เครื่องศูนย์ไทย จะมาพร้อมกับอุปกรณ์เสริมพื้นฐานอย่างสายชาร์จ USB Type-C to USB Type-A, อะแดปเตอร์จ่ายไฟได้สูงสุด 22.5W, เคส TPU สีดำ และตัวเครื่องติดฟิล์มกันรอยมาให้ตั้งแต่แรก

ด้านการออกแบบตัวเครื่อง Redmi Note 9 ดีไซน์เป็นแบบ Symmetric หรือเน้นเรื่องความสมมาตรเป็นหลัก เช่นเดียวกับรุ่นพี่อย่าง Redmi Note 9 Pro ตัวเครื่องมีความโค้งมน จับถือได้กระชับ รวมถึงน้ำหนักตัวเครื่องและขนาดที่กำลังพอดี เป็นสมาร์ตโฟนจอใหญ่ที่ใช้งานได้คล่องตัว แต่ขนาดตัวเครื่อง Redmi Note 9 จะเล็กกว่า Redmi Note 9 Pro เนื่องจากขนาดหน้าจอที่เล็กกว่านั่นเองครับ

ด้านหน้าตัวเครื่องประกอบไปด้วยหน้าจอ IPS ขนาด 6.53 นิ้ว Full HD+ แบบ DotDisplay อัตราส่วนหน้าจอ 19.5:9 ฝังกล้องหน้า 13MP ไว้บริเวณมุมซ้ายบน เป็นจุดที่รบกวนสายตา และส่งผลต่อการใช้งานน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไป หรือจะเป็นการเล่นเกมก็ตาม นอกจากนี้กระจกหน้าจอยังเป็น Corning Gorilla Glass 5 อีกด้วย

ในส่วนของการแสดงผล เมื่อเทียบกับค่าตัวเริ่มต้น 4,999 บาท ผมมองว่าหน้าจอของ Redmi Note 9 เป็นหน้าจอที่ดีเลยครับ ได้ทั้งเรื่องความคมชัด มุมมองการแสดงผลที่กว้าง และสีหน้าจอที่เหมาะกับการรับชมวิดีโอ ความสว่างหน้าจอเร่งได้สูงสุดถึง 450 nits ใช้งานกลางแจ้งได้สบาย ๆ ด้วย Sunlight mode (ต้องปรับความสว่างอัตโนมัติ) และยังมาพร้อม Reading mode 2.0 กรองแสงสีฟ้า ที่ได้รับมาตรฐานระดับโลกจากทาง TÜV Rheinland

เห็นเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นเล็ก ราคาเริ่มต้นประมาณ 5,000 บาท แต่ในการรับชม Netflix รุ่นนี้สามารถรับชมแบบ Full HD ได้เลยครับ เพราะเป็น DRM Widevine L1

ดู Netflix ชัด ๆ ระดับ Full HD

รายละเอียดด้านข้างของ Redmi Note 9 จะเห็นว่าตัวเครื่องไม่ได้หนาจนเกินไป เมื่อเทียบกับการที่ใส่แบตเตอรี่ความจุสูงถึง 5,020 mAh ถือว่ามีความบาง และน้ำหนักที่เหมาะสมครับ (199 กรัม) ด้านขวาประกอบไปด้วยปุ่มปรับระดับเสียง กับปุ่มเปิด – ปิดเครื่อง

ด้านล่างประกอบไปด้วยพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C ที่รองรับการชาร์จเร็ว 18W มีพอร์ตหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร, ลำโพงหลักของตัวเครื่อง และไมโครโฟนสำหรับสนทนาโทรศัพท์

บริเวณข้างซ้ายจะเป็นถาดใส่ซิมการ์ดแบบ 3 Slot (2 nano SIM + 1 microSD Card) ส่วนบริเวณด้านบนตัวเครื่องมีเพียงไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน กับ IR Blaster สำหรับควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชัน “รีโมท Mi”

Remote Mi สามารถใช้ควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้

ด้านหลังตัวเครื่อง Redmi Note 9 ประกอบไปด้วยกล้องหลัง 4 ตัว ความละเอียดสูงสุด 48MP วางกล้องบนฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส โมดูลกล้องนูนขึ้นมาจากฝาหลังพอสมควร แต่เคส TPU ที่ให้มาในกล่องก็หนาพอที่จะปกป้องเลนส์กล้องได้อย่างพอดี และมีแฟลช LED กล้องหลังจำนวน 1 ตัว ด้านล่างกล้องเป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือสำหรับใช้ปลดล็อกตัวเครื่อง การปลดล็อกทำได้รวดเร็ว และแม่นยำดี ส่วนการสแกนใบหน้าเป็นแบบ 2 มิติ เน้นเรื่องความสะดวกในการปลดล็อกเป็นหลัก (Redmi Note 9 Pro เป็น AI Face Unlock)

ข้อแตกต่างระหว่าง Redmi Note 9 กับ Redmi Note 9 Pro ในส่วนของการออกแบบบริเวณด้านหลัง จะอยู่ที่เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ หากเป็น Redmi Note 9 จะวางเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลัง บริเวณใต้กล้อง แต่ถ้าเป็น Redmi Note 9 Pro จะวางเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้บริเวณด้านข้าง ตรงปุ่ม Power

ความเจ๋งอีกอย่างของการออกแบบ Redmi Note 9 / Redmi Note 9 Pro คือมีการเคลือบ Splash-proof nano coating หรือสารกันละอองน้ำไว้ที่ฝาหลัง ทำให้มีความทนทานต่อน้ำในระดับหนึ่ง (ประมาณฝนสาด) แม้จะไม่ได้ถึงขั้นจุ่มน้ำได้ แต่มีไว้ก็อุ่นใจว่า แล้วก็เป็นอะไรที่หาได้ยากในสมาร์ตโฟนราคาเริ่มต้นประมาณ 5,000 บาทครับ

สำหรับสีสันของตัวเครื่อง Redmi Note 9 วางจำหน่ายด้วยกัน 3 สี ได้แก่ Forest Green, Polar White และสี Midnight Grey แบบเครื่องรีวิว Redmi Note 9 ที่ทีมงาน SpecPhone.com ได้รับมาใช้ในการทดสอบครั้งนี้ครับ ใครที่ชอบฝาหลังสไตล์เรียบหรู น่าจะถูกใน Redmi Note 9 Series ได้ไม่ยาก


Software – ระบบปฏิบัติการ

Redmi Note 9 / Redmi Note 9 Pro มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ MIUI 11.0.1 ที่มีพื้นฐานบน Android 10 หน้าตาของ UI มีความสะอาดสะอ้าน แล้วก็ไม่ค่อยมี Bloatware มากวนใจ มีการ Pre-load พวก Google Apps, Facebook, Netflix กับพวกแอปของทาง Xiaomi ที่เป็นเครื่องมือต่าง ๆ ส่วนเกมที่ติดตั้งมาแต่แรกก็สามารถ Uninstall ออกได้ครับ

พื้นที่เก็บข้อมูลในรุ่นที่ผมได้รับมารีวิว จะเป็น Redmi Note 9 RAM 4GB/ 128GB เนื้อที่หักลบซอฟต์แวร์ในตัวเครื่อง จะเหลือพื้นที่มากกว่า 100GB เพราะฉะนั้นสามารถเก็บข้อมูลได้อีกเพียบ หรือถ้าไม่พอจริง ๆ สามารถเพิ่ม microSD Card ได้สูงสุด 512GB ครับ

เปรียบเทียบระหว่างเปิด – ปิด Dark Mode

MIUI 11 นอกจากหน้าตาที่สะอาดสะอ้านมากขึ้น ยังมาพร้อมกับโหมดมืด หรือ Dark Mode ที่กำลังได้รับความนิยมในตอนนี้ด้วยครับ ข้อดีของการเปิด Dark Mode นอกจากเรื่องความสวยงามแล้ว ยังช่วยให้ใช้งานโทรศัพท์ในที่แสงน้อยได้สบายตามากขึ้นด้วย เนื่องจากมีการปรับให้พื้นหลัง และหน้า UI เข้มขึ้นมาอีกระดับ

ที่สำคัญคือเมื่อตรวจสอบจากโร้ดแมปของการอัพเดต MIUI 12 มี Redmi Note 9 / Redmi Note 9 Pro อยู่ในนั้นด้วยครับ การันตีว่ารุ่นนี้ได้ไปต่ออย่างแน่นอน


Camera – กล้องถ่ายรูป

Redmi Note 9 มาพร้อมกับ 4 กล้องหลัง ความละเอียดสูงสุด 48MP ในเซ็นเซอร์หลัก และมาพร้อมกับกล้องเลนส์มุมกว้าง 118 องศา ความละเอียด 8MP ส่วนอีก 2 กล้องที่เหลือเป็น Depth Camera 2MP กับเลนส์ Macro 2MP ที่ถ่ายได้ระยะใกล้สุด 2 เซนติเมตร ภาพรวมถือเป็นระยะที่เหมาะสมกับการใช้งาน ถ่ายใกล้ ถ่ายปกติ ถ่ายกว่าง และถ่ายไกลได้ (2x Digital Zoom)

กล้องของ Redmi Note 9 มีการใช้ AI เข้ามาช่วยปรับแต่งในการถ่ายภาพ จากที่ลองถ่ายคร่าว ๆ ผมว่ารุ่นนี้ใช้งานง่ายครับ โหมด AI มีความฉลาด รวมถึง HDR เวลาถ่ายย้อนแสงก็ชดเชยแสง กับดึงรายละเอียดมาได้ดีทีเดียว ส่วนเลนส์มุมกว้างก็กว้างสะใจถึง 118 องศา มีข้อสังเกตเล็กน้อยเรื่องภาพถ่าย ที่ส่วนตัวผมว่ามันให้ภาพที่ออกมา Under exposure ไปสักหน่อย

ในการถ่ายภาพด้วยโหมด Auto + AI จะได้ไฟล์ภาพความละเอียดมาตรฐาน 12MP เนื่องจากเซ็นเซอร์เป็นแบบ 4 in 1 Super Pixel และการถ่ายที่ 12MP จะได้ขนาดพิกเซลที่ใหญ่ถึง 1.6 ไมครอน ซึ่งดีต่อการเก็บรายละเอียดต่าง ๆ รวมถึงการถ่ายภาพในที่แสงน้อยด้วยครับ

ถ่ายด้วยโหมดปกติ
ถ่ายด้วยเลนส์มุมกว้าง

โหมดการถ่ายกลางคืนก็มีมาให้เช่นกันในสมาร์ตโฟนรุ่นนี้ สามารถถ่ายกลางคืนได้แบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง โดยจะให้ภาพที่สว่าง และมีรายละเอียดที่คมชัดกว่าเมื่อเทียบกับโหมดปกติ แต่ก็ยังมี Noise ในภาพให้เห็นบ้าง และมีข้อสังเกตคือ โหมดกลางคืนจะใช้ได้เฉพาะกล้องหลัก และการซูมแบบ Digital Zoom เท่านั้น ไม่สามารถถ่ายกลางคืนด้วยกล้องมุมกว้างได้

ถ่ายด้วยโหมดกลางคืน
ถ่ายใกล้ด้วยเลนส์มาโคร

อีกหนึ่งฟีเจอร์กล้องที่น่าสนใจของ Redmi Note 9 / Redmi Note 9 Pro คือความสามารถในการสแกนเอกสารด้วยกล้องถ่ายภาพ ที่จะทำการครอป และเลือกเป็นสีต้นฉบับ หรือขาวดำได้

กล้องหน้าของ Redmi Note 9 มีความละเอียด 13MP ถูกฝังไว้ใต้หน้าจอ DotDisplay บริเวณมุมซ้ายบนของตัวเครื่อง โหมดถ่ายภาพหลัก ๆ นอกจากโหมดปกติ ก็จะเป็น Portrait Mode ที่แต่งสวยด้วย AI และทำ Bokeh ละลายฉากหลังได้แม้จะมีกล้องหน้าเพียงตัวเดียว

กล้องหน้าโหมดปกติ
กล้องหน้าโหมด Portrait

การถ่ายวิดีโอของ Redmi Note 9 ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง รองรับวิดีโอความละเอียดสูงสุด 1080p ที่ 30fps ทั้งคู่ วิดีโอกล้องหลังมีฟีเจอร์กันสั่นด้วย EIS ก็พอจะช่วยให้วิดีโอนิ่งในระดับหนึ่งแม้จะไม่ได้ใช้ Gimbal แล้วก็มีลูกเล่นอย่างการใส่ฟิลเตอร์ในวิดีโอติดมาให้ด้วย

ภาพรวมของกล้อง Redmi Note 9 กับราคาเริ่มต้น 4,999 บาท แม้จะมีบางอย่างที่ดูขาด ๆ ไปบ้าง แต่ส่วนตัวผมมองว่ารุ่นนี้ทำได้เกินราคาแล้วครับ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นในช่วงราคาใกล้เคียงกัน ส่วนใครที่อยากได้คุณภาพของกล้องที่สูงกว่านี้ แนะนำให้ลองดูเป็นรุ่น Redmi Note 9 Pro ที่เซ็นเซอร์มีความละเอียดมากกว่า และรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงถึง 4K

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง Redmi Note 9


Performance – ประสิทธิภาพ

ด้านประสิทธิภาพของ Redmi Note 9 ผมจะอ้างอิงจากเครื่องรีวิวที่เป็น RAM 4GB/ 128GB ROM โดยชิปประมวลผลของรุ่นนี้เป็น MediaTek Helio G85 ชิปเซ็ตเกมมิ่งรุ่นใหม่ล่าสุดของทาง MediaTek ที่ปรับปรุงเรื่อง GPU ให้แรงขึ้น และสลับการเชื่อมต่อระหว่าง Wi-Fi กับ 4G ได้แทบจะไร้รอยต่อ ด้านความแรงเมื่อเทียบกับ Snapdragon 665 ชิปเซ็ตของ Redmi Note 9 จะแรงกว่าประมาณ 20%

ในการใช้งานทั่วไป ด้วยสเปคที่ให้มาผมว่า Redmi Note 9 ตอบโจทย์การใช้งานได้สบาย ๆ ทั้งการเล่น Social Media, รับชมวิดีโอ Streaming หรือจะเป็นการใช้งานแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ส่วนการเล่นเกมด้วย Redmi Note 9 ผมทดสอบด้วยกัน 2 เกม ได้แก่ ROV และ PUBG Mobile มีผลการทดสอบดังนี้ครับ

Redmi Note 9 เล่น ROV

ในการตั้งค่าเกม ROV สามารถปรับการตั้งค่าได้ถึงกราฟฟิกระดับสูง, พาติเคิลสูง แต่ไม่สามารถเปิดโหมดเฟรมเรตสูงได้ครับ อย่างไรก็ตาม Redmi Note 9 สามารถเล่นเกมดังกล่าวได้ที่ 30 fps แบบนิ่ง ๆ ตลอดทั้งเกม ระหว่างเล่นไม่พบสัญญาณ ping สีส้ม หรือสีแดงตลอดทั้งการทดสอบ 3 เกมต่อเนื่อง

Redmi Note 9 เล่น PUBG Mobile

ในการเล่น PUBG Mobile ฟีเจอร์อย่าง Game Turbo จะรันโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้ระหว่างเล่นเกมดังกล่าว Redmi Note 9 ที่ปรับตั้งค่าในระดับ HD กับเฟรมเรตสูง สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล รวมถึงการตอบสนองหน้าจอที่ทำได้ดีเยี่ยม

โดยรวมสำหรับการเล่นเกม Redmi Note 9 ถือว่าตอบโจทย์การเล่นเกมได้ในระดับหนึ่ง สามารถเล่นเกมยอดนิยมได้ แต่ถ้าต้องการประสิทธิภาพในการเล่นเกมที่สูงขึ้น ประมาณว่าปรับสุดทุกเกม แนะนำเป็น Redmi Note 9s / Redmi Note 9 Pro ที่มาพร้อมกับชิปเซ็ต Snapdragon 720G ครับ

ภาครับสัญญาณของ Redmi Note 9 เครื่องรีวิวที่ผมได้รับมา ผมทดสอบกับซิม TrueMove H พบว่าตัวเครื่องจับสัญญาณ 4G ไม่ขึ้น 4G+ ทำ SpeedTest ได้ไม่เกิน 70 Mbps และเมื่อทดสอบด้วย Rx Monitor พบว่าเป็นแบบ Non-CA ไม่รองรับการรวมคลื่น ส่วนการเชื่อมต่อ Wi-Fi ทั้ง Redmi Note 9 / Redmi Note 9 Pro รองรับ Wi-Fi 5 แต่เฉพาะ Redmi Note 9 Pro ที่รองรับแบบ 2×2 MIMO

การจัดการพลังงานของ Redmi Note 9 / Redmi Note 9 Pro กับแบตเตอรี่ความจุ 5,020 mAh ถือว่าให้แบตเตอรี่ความจุสูงมาก เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่มาตรฐานของสมาร์ตโฟนแอนดรอยด์ที่เฉลี่ยประมาณ 4,000 mAh ด้านการใช้งาน หากเป็นการสแตนบายบน 4G ผมลองสแตนบายทิ้งไว้ราว 4 วัน พบว่าแบตเตอรี่ยังเหลือให้ใช้งานประมาณ 30% แต่ถ้ามีการเล่นเกม แบตเตอรี่ก็จะมีอายุการใช้งานที่ลดหลั่นลงไป

จากแบตเตอรี่ 100% หากใช้งานปกติ ไม่ได้เล่นเกมต่อเนื่องหลายชั่วโมง อาจจะเล่นเกมระหว่างวันบ้าง สลับการใช้งานโซเชียล ผมว่า Redmi Note 9 ใช้งานได้ยาว ๆ หมดวัน หรืออาจจะลากได้ 2 วันสบาย ๆ ครับ และคาดว่า Redmi Note 9 Pro ก็น่าจะใช้งานได้นานพอ ๆ กัน

เรื่องการชาร์จไฟ Redmi Note 9 ให้อะแดปเตอร์ชาร์จไฟ 22.5W มาในกล่อง ไม่ต้องซื้อแยก แต่ตัวเครื่องจะรองรับการชาร์จเร็วสูงสุดที่ 18W (9V 2A) ผมทดสอบชาร์จไฟจากแบตเตอรี่ 20% ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงแบตเตอรี่เต็มครับ มันจะจ่ายไฟได้ช้าลงเมื่อเข้าสู่ช่วง 80 – 100% ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพื่อการถนอมแบตเตอรี่ ส่วน Redmi Note 9 Pro จะรองรับการชาร์จไวที่ 30W ทำให้มันชาร์จไฟได้เร็วกว่า Redmi Note 9 ครับ


Overall – ภาพรวม

ภาพรวมทั้ง Redmi Note 9 / Redmi Note 9 Pro หากถามว่าซื้อรุ่นไหนดี ผมมองว่าต้องดูที่งบประมาณครับ หากงบประมาณอยู่ในช่วงราคา 5,000 – 6,000 บาท บวกลบได้ไม่เกิน 500 บาท การเลือก Redmi Note 9 ก็คุ้มค่าในช่วงราคาดังกล่าว เพราะได้สมาร์ตโฟนที่สามารถเล่นเกมได้จากชิป Helio G85, กล้องหลังที่มาพร้อมกับเลนส์ครบช่วงในการใช้งาน แบตเตอรี่ความจุสูง 5,020 mAh และรองรับการชาร์จเร็ว คือเมื่อเทียบกับคู่แข่งในช่วงราคาเดียวกันแล้ว Redmi Note 9 ให้สเปคต่อราคาที่เหนือกว่าหลายแบรนด์ครับ

แต่ถ้ามีงบประมาณสูงขึ้นมาสักหน่อย อยากได้สมาร์ตโฟนที่เล่นเกมได้ดีขึ้น รวมถึงกล้องที่สเปคสูงขึ้น Redmi Note 9 Pro ถือเป็นสมาร์ตโฟนราคาต่ำหมื่นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นชิป Snapdragon 720G, RAM พื้นฐาน 6GB, หน้าจอที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาเป็น 6.67 นิ้ว รวมถึงรองรับการชาร์จไฟที่ 30W


ราคา และการวางจำหน่าย Redmi Note 9 / Redmi Note 9 Pro

สำหรับ Redmi Note 9 / Redmi Note 9 Pro แต่ละรุ่นก็จะแยกออกเป็น 2 รุ่นย่อย ตามความจุ ได้แก่

  • Redmi Note 9 RAM3GB/ 64GB ROM ราคา 4,999 บาท (Online Exclusive)
  • Redmi Note 9 RAM 4GB/ 128GB ROM ราคา 6,499 บาท
  • Redmi Note 9 Pro RAM 6GB/ 64GB ราคา 7,999 บาท (Online Exclusive)
  • Redmi Note 9 Pro RAM 6GB/ 128GB ราคา 9,999 บาท

ส่วนช่องทางจัดจำหน่ายก็แยกออกเป็นช่องทางออนไลน์ สามารถกดเข้าไปดูรายละเอียดได้ตามลิ้งก์ด้านล่างครับ

ส่วนช่องทาง Offline หรือการซื้อที่หน้าร้าน จะเป็นที่ Banana, TG Fone, Jaymart, Mi Store และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ