ในบรรดาสมาร์ทโฟนที่มีจุดแข็งเรื่องความคุ้มค่า realme เป็นแบรนด์ที่โดดเด่นในเรื่องดังกล่าวมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ของแบรนด์นี้ ล้วนทำราคาออกมาได้น่าประทับใจด้วยกันทั้งสิ้น และ realme C2 ที่จะรีวิวในวันนี้จัดเป็นรุ่นเล็กที่เรียกได้ว่าเป็น King of Entry-level Smartphone หรือที่สุดของความคุ้มค่าสำหรับสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นเลยก็ว่าได้ครับ กับราคาค่าตัว 3,999 บาท แต่ให้หลายสิ่งเหนือกว่าคู่แข่งพอสมควรเลยล่ะ

สเปค realme C2

  • ชิปประมวลผล MediaTek Helio P22
  • แรม 3GB
  • พื้นที่เก็บข้อมูล 32GB รองรับ MicroSD สูงสุด 256 GB
  • หน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว อัตราส่วน 19.5:9 ความละเอียด HD+
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ครอบด้วย ColorOS 6.0
  • กล้องหลังคู่
    • กล้องหลัก 13 ล้านพิกเซล f/2.2
    • Depth Sensor สำหรับเก็บความลึก ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล f/2.4
  • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล f/2.0
  • ถาดใส่ซิมแบบนาโนซิมคู่ พร้อมช่อง MicroSD แยก
  • แบตเตอรี่ 4,000 mAh ช่องชาร์จแบบ Micro USB
  • Wi-Fi 2.4 GHz , Bluetooth 4.2
  • มีระบบสแกนใบหน้า
  • ราคาเปิดตัว 3,999 บาท

สาเหตุที่ผมมองว่า realme C2 เป็น King of Entry-level Smartphone เนื่องจากตัวสเปคที่ให้มา กับราคา 3,999 บาท ในตอนนี้แทบจะไม่มีรุ่นไหนให้ RAM 3 GB พร้อมความจุ 32 GB มาเลยครับ และนอกจากแรมกับความจุที่มากกว่าแบรนด์อื่นแล้ว กล้องหลังคู่ก็เป็นอะไรที่หายากในสมาร์ทโฟนระดับราคานี้เช่นกัน

Design – การออกแบบ

สิ่งแรกที่ทำให้ realme C2 โดดเด่นก็คือเรื่องการดีไซน์ โดยรุ่นนี้มาพร้อมฝาหลังแบบ Diamond Cut หรือดีไซน์เหลี่ยมเพชร ที่ใช้เทคโนโลยีเลเซอร์คัตติ้งในการผลิต พร้อมทั้งการเพ้น 3 ชั้น และใส่ผงไข่มุกลงไปเพื่อเพิ่มความหรูหรา พื้นผิวฝาหลังเป็นแบบด้าน ง่ายต่อการดูแลรักษาครับ เนื่องจากไม่เก็บรอยนิ้วมือเหมือนฝาหลังแบบมันเงา มีด้วยกัน 2 สี ได้แก่ Diamond Black และ Diamond Blue

realme C2 เครื่องที่ได้รับมารีวิวเป็นสี Diamond Blue ตัวฝาหลังเมื่อกระทบกับแสง จะให้ความรู้สึกเหมือนโลหะสะท้อน ผมว่ารุ่นนี้เป็นสมาร์ทโฟนราคาไม่เกิน 4,000 บาทที่ออกแบบได้ดีเป็นอันดับต้น ๆ ณ ตอนนี้เลยล่ะ

หน้าจอ 6.1 นิ้วของ realme C2 เป็นหน้าจอความละเอียด HD+ อัตราส่วนหน้าจอ 19.5:9 ด้านบนหน้าจอมี Notch screen ทรงหยดน้ำ กวนสายตาน้อยกว่า Notch แบบอื่น ๆ แล้วก็ทำให้ใช้พื้นที่หน้าจอได้คุ้มค่ามากกว่า และยังมีการปรับปรุงจากรุ่นก่อนหน้าด้วยการติดตั้งฟิล์มแบบ APCF (Advanced Polarization Conversion Film) ที่ช่วยให้หน้าจอแสดงผลได้ดีกว่าเดิมทั้งในมุมด้านหน้าและด้านข้าง รวมถึงการใช้งานภายใต้แสงอาทิตย์ก็ทำได้ดีขึ้นด้วย

หน้าจอที่ความละเอียด HD+ ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานได้ดีในระดับหนึ่ง ผมลองเปิดวีดีโอบน Youtube ความละเอียด 720p ก็คมชัดในระดับที่น่าพอใจ อาจไม่คมเท่าพวกหน้าจอ Full HD แต่ก็ไม่ได้ภาพแตกจนเห็นเม็ดพิกเซล เรียกว่าให้มาเพียงพอต่อการใช้งาน และได้ของแถมเป็นการประหยัดพลังงานอีกด้วย

DRM Widevine ของรุ่นนี้เป็นประเภท L3 เพราะฉะนั้นจะไม่สามารถรับชม Netflix แบบ HD ได้ แต่ผมลองดู Netflix ผ่าน realme C2 ก็ไม่ได้รู้สึกว่าภาพแตกแบบรับไม่ได้ ด้วยความที่ไฟล์ของ Netflix มันคุณภาพดีอยู่แล้วส่วน Video Streaming เจ้าอื่น เช่น Youtube, LINE TV, Viu พวกนี้ดู HD ได้สบาย ๆ ครับ

 

Software – ระบบปฏิบัติการ

realme C2 มาพร้อมกับ ColorOS 6.0 ที่มีพื้นฐานจาก Android 9.0 Pie สามารถตั้งค่าหน้า Home ได้สองรูปแบบ ได้แก่ รูปแบบปกติที่ทุกสิ่งอย่างอยู่ในหน้าเดียว กับแบบ App Drawer รวมถึง Navigation Keys หรือปุ่มนำทางที่เป็นแบบ Android 9 โดยปุ่ม Home สามารถกดค้างเพื่อเรียกใช้ Google Assistant ได้ และใช้การปัดหน้าจอจากล่างขึ้นบน เพื่อเป็นการเรียกหน้า Recent Apps

นอกจากนี้ realme C2 ยังสามารถตั้งค่าปุ่มนำทางได้ตามต้องการ เลือกได้ทั้งแบบปุ่มนำทาง 4 รูปแบบ หรือจะใช้ Gesture 4 รูปแบบแทนปุ่มนำทางก็ได้เช่นกัน

ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างของ ColorOS 6.0 ใน realme C2 เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ๆ ก็คือหน้าตา UX & UI ที่เรียบง่าย จะว่าไปมันก็อิงกับ Stock Rom Android 9.0 พอสมควร ที่แตกต่างก็คือ realme ได้ทำการปรับพวกไอคอนต่าง ๆ ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจใน realme C2 ได้แก่ Smart Sidebar ที่ระบบจะเปิดให้ใช้งานทันทีตั้งแต่เปิดเครื่องครั้งแรก โดยจะมีแถบสีเทาบาง ๆ อยู่ตรงขอบจอด้านขวา ถ้าต้องการใช้งานก็เพียงแค่ปาดนิ้วจากตรงแถบสีเทาเข้ามา ซึ่งในแถบ sidebar นี้ ก็จะมีไอคอนแอปบางส่วนปรากฏขึ้นมาให้ผู้ใช้สามารถใช้งาน โดยไอคอนแอปที่มีกรอบหน้าต่างสีเขียวอยู่ตรงมุมซ้ายบน เมื่อเรียกใช้งาน แอปที่เลือกจะปรากฏขึ้นมาเป็นลักษณะของหน้าต่าง popup เล็ก ๆ ขึ้นมาซ้อนหน้าแอปที่ใช้งานอยู่ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งานได้ดี

Riding Mode เป็นอีกฟีเจอร์ดี ๆ ที่มีใน realme C2 เหมาะสำหรับใช้เวลาขับรถยนต์ หรือขี่รถจักรยานยนต์เป็นอย่างมาก โดยในโหมดดังกล่าวจะทำการปิดเสียงแจ้งเตือนทุกอย่าง และสามารถตั้งค่าได้ด้วยว่าให้ปฏิเสธทุกสายเรียกเข้า แล้วส่ง SMS กลับไปว่ากำลังขับรถอยู่ ไม่สามารถรับสายได้ เป็นต้น

นอกจากนี้ realme C2 ยังมีฟีเจอร์เสริมอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์อีก เช่น การโคลนแอปอย่าง LINE หรือ Facebook ให้สามารถใช้งานได้มากกว่าหนึ่งไอดี ฟีเจอร์ช่วยบล็อก ช่วยกรองเบอร์โทร เป็นต้น

 

Camera – กล้องถ่ายภาพ

realme C2 มาพร้อมกับกล้องหลังสองตัว ความละเอียด 13 + 2 ล้านพิกเซล f/2.2 ใช้คอนเซ็ปท์เหมือนกับในมือถือกล้องคู่หลาย ๆ รุ่นในท้องตลาด นั่นคือมีตัวนึงเป็นกล้องหลัก อีกตัวเป็นกล้องสำหรับเก็บข้อมูลระยะห่างของวัตถุ เพื่อนำไปใช้งานกับโหมด Portrait ของแอปกล้อง เพื่อให้สามารถถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอได้ง่ายขึ้น

ส่วนกล้องหน้าก็เป็นกล้องเดี่ยวความละเอียด 5 ล้านพิกเซล แบบ fixed focus นั่นคือไม่สามารถปรับระยะโฟกัสได้ โดยจากที่ทดสอบ หากเป็นการถ่ายเซลฟี่ปกติ ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ มีให้ปรับระดับความเนียนของใบหน้า และแน่นอนว่าใช้ AI เข้ามาช่วยในการปรับแต่งให้ใบหน้าออกมาสวยเนียนสมจริงมากขึ้น

นอกจากนี้ยังสามารถใช้กล้องหน้าในการปลดล็อกใบหน้า เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน realme C2 ได้อีกด้วย โดยระบบปลดล็อกด้วยใบหน้าของ realme C2 ใช้เวลาเพียงแค่ 0.3 วินาที จาก AI ที่จับจุดบนใบหน้าได้ถึง 128 จุด รวดเร็วทันใจไม่แพ้สมาร์ทโฟนราคาแพง ๆ เลยล่ะครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า realme C2

UI ของแอปกล้องก็ใกล้เคียงกับมือถือส่วนใหญ่ในขณะนี้ มีปุ่มสำหรับตั้งค่าฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น แฟลช โหมด Chroma Boost เร่งสีให้สด, ฟิลเตอร์ และการตั้งค่ากล้องอยู่ที่แถบด้านบนสุด ส่วนแถบด้านล่างเป็นตัวเปลี่ยนโหมดกล้องหลัก ๆ ส่วนแถบสามขีดด้านซ้าย จะเป็นโหมดกล้องอื่น ๆ เช่น พาโน, โหมดโปร, สโลว์โมชั่น เป็นต้น

เห็นเป็นกล้องบนสมาร์ทโฟนรุ่นเล็กแบบนี้ แต่ realme C2 ก็มีโหมด HDR มาให้ด้วย ภาพรวมก็ถือว่าทำได้ดีเลย ด้านล่างจะเป็นภาพเทียบระหว่างโหมด Auto กับ HDR ครับ โดยโหมด Auto คือภาพทางซ้าย HDR เป็นภาพทางด้านขวา

ส่วนด้านล่างนี้ก็เป็นแกลเลอรี่ตัวอย่างภาพถ่ายจาก realme C2 นะครับ เชิญคลิกรับชมได้เลย

 

Performance – ประสิทธิภาพ

ด้วยชิปประมวลผล MediaTek Helio P22 + Ram 3 GB และความจุ 32 GB สามารถทำงานร่วมกับเกมและแอปพลิเคชันได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง realme C2 ยังมีการใช้ AI เข้ามาช่วยในการจัดการด้านประสิทธิภาพอีกด้วย

การเล่นเกมบน realme C2 มาพร้อมด้วยฟีเจอร์อย่าง Game Space ที่เป็นโฟลเดอร์รวมเกมในเครื่อง ถ้าหากผู้ใช้ตั้งค่าให้ระบบเพิ่มเกมเข้ามาในโฟลเดอร์นี้โดยอัตโนมัติ หรือผู้ใช้สั่งเพิ่มเข้ามาเอง เมื่อเปิดเกมจากในโฟลเดอร์นี้ ระบบจะจัดการเคลียร์แรม รวมถึงปรับการทำงานด้านกราฟิกและการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้เหมาะสมกับการเล่นเกมมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การเล่นเกมที่ดี นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกในการตั้งค่าให้บล็อกการแจ้งเตือนได้ ตั้งค่าล็อกระดับแสงสว่างหน้าจอ และสามารถเร่งประสิทธิภาพการประมวลผลได้จากใน Game Space

ผมลองทดสอบเล่นเกม ROV สามารถเล่นได้ที่ 30 fps แม้จะมีอาการกระตุกบ้างเวลาทีมไฟต์หนัก ๆ แต่เมื่อเทียบกับหลายรุ่นในช่วงราคาเดียวกัน ถือว่า realme C2 รันเกมได้ดีมากแล้วครับ

ด้านการจัดการพลังงาน realme C2 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 4,000 mAh เมื่อรวมกับเทคโนโลยี CorePilot จาก Mediatek ยิ่งทำให้ใช้งานตัวเครื่องได้นานมากขึ้นไปอีก ทำให้ในการใช้งานทั่วไป realme C2 สามารถอยู่ได้หมดวันแบบสบาย ๆ

 

สรุป 

realme C2 นับเป็นอีกหนึ่งมือถือที่น่าจับตามอง ในเรื่องความคุ้มค่า และภาพรวมที่เรียกได้ว่าเป็น King of Entry-Level Smartphone ได้เลย ทั้งรูปลักษณ์​หน้าตา การใช้งาน สเปคต่าง ๆ ที่ให้มาเท่าที่สมาร์ทโฟนราคาไม่เกิน 4,000 บาทจะมีให้ได้ เอาแค่ Ram 3 GB ความจุ 32 GB ก็กินขาดหลายรุ่นไปแล้วล่ะครับ

จุดเด่น

  • สเปคดี ราคาไม่แพง
  • จอสวย ติ่งรูปหยดน้ำ ไม่ได้ทำให้รู้สึกรำคาญสายตาแต่อย่างใด
  • ระบบปฏิบัติการเป็น ColorOS 6.0 base on Android 9.0
  • ประสิทธิภาพโดยรวมถือว่าดี พร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้ได้ยาวนาน
  • ใส่ได้ 2 ซิม + 1 MicroSD

ข้อสังเกต

  • ผ่านการรับรองมาตรฐาน Widevine สำหรับ DRM แค่ L3
  • รองรับ Wi-Fi แค่ความถี่ 2.4 GHz