OPPO Find X2 นับเป็นมือถืออีกซีรีส์ที่เริ่มวางจำหน่ายเป็นกลุ่มแรก เพื่อรับการเปิดใช้งานเครือข่าย 5G ในประเทศไทย จึงทำให้ตกเป็นที่สนใจของคนที่กำลังมองหามือถือระดับไฮเอนด์ในช่วงนี้ซักเครื่อง ซึ่งในรีวิวบทความนี้เราจะมาดูกันครับว่า OPPO Find X2 มีจุดไหนที่น่าสนใจอีกบ้าง นอกเหนือจากความสามารถในการรองรับ 5G ในประเทศไทย

สเปคของ OPPO Find X2

  • ชิปประมวลผล Snapdragon 865 รองรับ 5G แบบ Dual mode
  • แรม 12 GB LPDDR5
  • พื้นที่เก็บข้อมูล 256 GB แบบ UFS 3.0
  • หน้าจอ OLED ขนาด 6.7″ Ultra Vision Screen ความละเอียดระดับ 3K QHD+ รีเฟรชเรตสูงสุด 120Hz แสดงสีได้ระดับ 100% P3 ความลึกสีระดับ 10-bit (8+2)
  • กระจกหน้าจอ Gorilla Glass 6
  • Touch sampling rate สูงสุด 240Hz
  • กล้องหลัง 3 ตัว ถ่ายวิดีโอได้ระดับ 4K 60fps
    • กล้องหลัก 48MP f/1.7 เซ็นเซอร์ Sony IMX586
    • เลนส์อัลตร้าไวด์ 12MP f/2.2 เซ็นเซอร์ Sony IMX708 รองรับการถ่ายมาโครใกล้สุด 3 ซม. และถ่ายกลางคืนด้วยโหมด Ultra Night Mode 3.0 ได้เหมือนกล้องหลัก
    • เลนส์เทเล 13MP f/2.4 ไฮบริดซูมได้ 5 เท่า ดิจิตอลซูมได้สูงสุด 20 เท่า รองรับ Ultra Night Mode 3.0
  • กล้องหน้า 32MP f/2.4
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้จอ
  • แบตเตอร์ 4200 mAh รองรับชาร์จเร็ว SuperVOOC 2.0 สูงสุด 65W
  • Android 10 ครอบด้วย ColorOS 7.1
  • ใส่ได้ 2 ซิม
  • รองรับ 5G NR FDD: n1/n3/n5/n7/n28A (700, 850, 1800, 2100, 2600 มาครบ)
  • รองรับ Wi-Fi 6 (802.11ax)
  • Bluetooth 5.1
  • ราคาเริ่มต้นที่ 33,990 บาท

OPPO Find X2 ให้สเปคมาในระดับที่จัดเต็มมาก ๆ ครับ ชิปรุ่นท็อป ใช้งาน 5G ได้ จอ 120Hz กล้อง 3 เลนส์หลักครบ เซ็นเซอร์กล้องหลักก็จัดในกลุ่มท็อปเช่นกัน นอกจากนี้ยังใส่ระบบชาร์จเร็ว SuperVOOC Flash Charge ที่เป็นของขึ้นชื่อมาให้ด้วย ส่วนการใช้งาน Wi-Fi ก็รองรับมาตรฐานใหม่อย่าง Wi-Fi 6 ที่ให้ความเร็วสูงระดับ Gigabit ได้สบาย เรียกว่าสเปคนี้ ซื้อมาแล้วใช้ได้ยาว ๆ แน่นอน

ดีไซน์ของ OPPO Find X2

เริ่มกันที่อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องก่อนนะครับ เมื่อเปิดขึ้นมาก็จะพบตัวเครื่อง / เคส TPU แบบนิ่ม / เข็มจิ้มถาดซิม / เอกสารคู่มือ / หูฟังแบบ USB-C / สาย USB-C แบบปลาย USB-A / อะแดปเตอร์ SuperVOOC Flash Charge

แน่นอนว่าหากต้องการชาร์จแบตให้ได้แบบเต็มประสิทธิภาพ ก็ต้องใช้งานกันเป็นคู่นะครับ ทั้งอะแดปเตอร์และสายชาร์จที่รองรับ SuperVOOC Flash Charge โดยจะมีจุดสังเกตคือด้านในของขั้วปลายสายจะเป็นสีเหลือง ส่วนตัวอะแดปเตอร์ก็จะมีขนาดใหญ่กว่าในมือถือหลาย ๆ รุ่น ถ้าวางเทียบก็มีความสูงราว ๆ 1 ใน 3 ของด้านยาวของตัวเครื่องเลย

OPPO Find X2 มาพร้อมกับหน้าจอแบบเกือบเต็มด้านหน้าเครื่อง มีการเจาะช่องที่บริเวณมุมซ้ายบนเพื่อวางกล้องหน้า ซึ่งตำแหน่งจัดว่าลงตัวครับ ไม่เกะกะสายตาในระหว่างการใช้งาน

ภาพที่ได้ก็สมกับเป็นมือถือรุ่นท็อปครับ ทั้งในแง่ความละเอียดระดับ 3K QHD+ รีเฟรชเรต 120Hz ทำให้ได้ภาพเคลื่อนไหวที่ดูลื่นไหล โดยเฉพาะการเลื่อนหน้าจอแบบยาว ๆ เช่นการใช้งาน Facebook ก็ได้ภาพที่ลื่นมาก ๆ ส่วนกับการเล่นเกม โดยมากแล้วจะยังคงติดกันอยู่ที่ระดับ 30 หรือ 60 fps ขึ้นอยู่กับตัวเกมเป็นหลัก

ส่วนสีสันที่ได้ก็มาเต็มทุกเฉดโทนเลยครับ อย่างโทนขาวดำก็ทำได้ดีเพราะพาเนลที่ใช้เป็นแบบ OLED ความสว่างโดยรวมสูงสุดได้ถึง 800 nits คอนทราสต์ก็ทำได้สูง ส่วนด้านสีสันก็สามารถแสดงได้ถึงระดับ 10-bit (8+2) รองรับตามมาตรฐาน P3 ถึงระดับ 100% ทำให้ภาพที่ออกมาได้ระดับสีที่กว้างกว่าจอทั่วไป การเกลี่ยโทนตรงจุดที่มีการไล่สีก็ทำได้ดีกว่า และยิ่งถูกใจคอหนังเข้าไปอีก เพราะจอรองรับการแสดงผลแบบ HDR ด้วย พร้อมทั้งยังมีระบบ O1 Ultra Vision Engine ที่ช่วยให้วิดีโดดูมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น เมื่อทำงานร่วมกับระบบเสียง Dolby Atmos และลำโพงคู่ ก็ยิ่งช่วยให้ประสบการณ์ความบันเทิงบน OPPO Find X2 ยอดเยี่ยมขึ้นไปอีก

บริเวณขอบข้างก็จะเป็นกระจกจอโค้งไปหาขอบเครื่อง ทำให้การจับถือ รวมถึงภาพที่เคลื่อนไหวจากขอบจอเข้ามาดูมีความลื่นไหล เท่าที่ผมใช้งานมา ก็ไม่พบปัญหานิ้วไปแตะโดนขอบจอจนขัดจังหวะการใช้งานแต่อย่างใด ยิ่งถ้าใช้งานคู่กับเคสก็จะกลายเป็นว่ามันกำลังพอดีมือมาก ๆ แต่ก็แน่นอนว่าการหาฟิล์มหรือกระจกกันรอยหน้าจอก็ต้องเลือกหากันดี ๆ นิดนึง

สัมผัสและการจับถือของ OPPO Find X2 จัดว่าอยู่ในระดับที่กำลังพอดีมือครับ ไม่ใหญ่เทอะทะจนเกินไป การยกเครื่องขึ้นมาเพื่อปลดล็อกด้วยการสแกนใบหน้าก็ทำได้สะดวก ไม่ต้องคอยปรับตำแหน่งเครื่องให้วุ่นวาย สามารถปลดล็อกได้แม้จะใส่หน้ากากอนามัยอยู่ก็ตาม

ส่วนถ้าใครต้องการปลดล็อกด้วยการสแกนลายนิ้วมือ ก็ยังสามารถทำได้เช่นกันด้วยเซ็นเซอร์ที่ฝังอยู่ใต้จอ ประสิทธิภาพ ความเร็วจัดว่าอยู่ในระดับมาตรฐาน ส่วนความแม่นยำก็ใช้ได้เลยครับ แต่ถ้านิ้วเปียก หรือมีน้ำเกาะหน้าจอตรงบริเวณเซ็นเซอร์อยู่ก็อาจจะปลดล็อกลำบากขึ้นนิดนึง

ฝาหลังก็จะใช้กระจกเป็นวัสดุภายนอกเช่นเดียวกับหน้าจอครับ โดยเครื่องที่ทางเราได้รีวิวก็จะเป็นสีดำ Black (Ceramic) ซึ่งใช้การยิงเลเซอร์บนพื้นผิวเพื่อให้เกิดลวดลายขึ้นมา ตัดกับแถบที่เป็นกระจกผิวเรียบเพื่อเพิ่มความหรูหรา

บริเวณกล้องหลังก็จะเป็นแท่นนูนขึ้นมาตามแนวยาวของตัวเครื่อง ประกอบด้วยเลนส์เทเล 13MP เลนส์ไวด์ 48MP และก็เลนส์อัลตร้าไวด์ 12MP ที่สามารถใช้ประกอบการถ่ายมาโครได้ด้วย ปิดด้านล่างสุดด้วยแฟลช LED

OPPO Find X2 สีดำ Black (Ceramic) นี่สวยจริง ๆ ครับ ให้ความรู้สึกเรียบหรู ดูพรีเมียม

ด้านบนของ OPPO Find X2 ก็จะมีเพียงช่องรับเสียงของไมโครโฟนเท่านั้น ส่วนด้านล่างมีทั้งถาดใส่ซิมซึ่งเป็นแบบที่สามารถใส่นาโนซิมได้ 2 อัน (ไม่มีช่องใส่ MicroSD) ถัดเข้ามาก็เป็นช่องรับเสียงของไมค์สนทนา ช่อง USB-C และก็ช่องลำโพง

ซึ่งลำโพงของ OPPO Find X2 จะให้ระบบเสียงสเตอริโอครับ ในด้านของความบันเทิงก็ช่วยเพิ่มอรรถรสในการดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมได้ดี โดยเฉพาะเมื่อวางเครื่องในแนวนอน ส่วนการสนทนาทางโทรศัพท์ก็ชัดเจนตามมาตรฐาน ขึ้นอยู่กับสัญญาณโทรศัพท์ ยิ่งถ้าคุยแบบเปิดฟังก์ชัน VoLTE ทั้งต้นทางและปลายทางก็ยิ่งสบายเลย

ฝั่งซ้ายจะมีปุ่มเพิ่ม/ลดเสียง ส่วนฝั่งขวาก็จะมีเพียงปุ่ม Power เท่านั้น โดยที่ปุ่ม Power จะมีแถบสีเขียวอยู่ตรงกลางตัดกับขอบเครื่องที่เป็นสีเงินได้ค่อนข้างชัดเจน

ฟีเจอร์เด่นของ OPPO Find X2

ข้อแรกเลยก็คือระบบชาร์จเร็ว SuperVOOC FlashCharge 2.0 ครับ โดยจากที่ผมทดสอบด้วยการเริ่มชาร์จจาก 10% ขึ้นไปจนถึง 50% นั้นใช้เวลาเพียง 15 นาที ส่วนถ้าจะชาร์จให้เป็น 80% ก็ใช้เวลารวมประมาณ 24 นาที หรือถ้าชาร์จจนเต็มเลยก็ใช้เวลารวมแค่ราว ๆ 40 นาทีเท่านั้น โดยในระหว่างการชาร์จ ตัวเครื่องก็แค่อุ่น ๆ ขึ้นมาเล็กน้อยด้วย

ต่อมาคือเรื่องรีเฟรชเรตของหน้าจอครับ ระบบก็จะมีตัวเลือกให้ปรับได้ว่าจะเป็นโหมดอัตโนมัติที่จะปรับให้ตามความเหมาะสมของการใช้งาน หรือจะบังคับให้เปิดเต็ม 120Hz ตลอด หรือจะบังคับให้ลดลงมาเหลือแค่ 60Hz ตลอดเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ก็ได้นะ

นอกจากนี้ยังไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับรีเฟรชเรตและความละเอียดหน้าจอด้วย สามารถเปิดความละเอียดเต็มที่ QHD+ ร่วมกับรีเฟรชเรต 120Hz ได้สบาย หรือถ้าอยากใช้งานแบบสบายใจก็เลือก Auto Select เพื่อให้ระบบจัดการให้ทั้งหมดก็ได้เช่นกัน

การเชื่อมต่อเครือข่ายก็เป็นสิ่งที่ OPPO Find X2 ทำได้แบบค่อนข้างครบครันเลย ตัวเครื่องรองรับ Wi-Fi 6 มาตั้งแต่แรก ซึ่งถ้าใช้งานกับ router ที่รองรับการปล่อยสัญญาณ Wi-Fi 802.11ax ก็จะทำให้ได้ความเร็วในการเชื่อมต่อที่สูงขึ้นมากทีเดียว อย่างในสองภาพแรกเป็นการทดสอบเมื่อเชื่อมต่อกับ router TP-Link AX10 ส่วนอินเตอร์เน็ตที่ใช้ก็เป็นแพ็คเกจ 1000/500 ครับ สามารถทำความเร็วดาวน์โหลด อัพโหลดและค่า ping ได้ระดับใกล้เคียงกับใช้เน็ตผ่านสายแลนเลย (ถ้าใช้ router รุ่นสเปคสูงกว่านี้ ความเร็วน่าจะสูงกว่านี้ขึ้นไปอีก)

ส่วนการเชื่อมต่อ 5G นั้น น่าเสียดายที่เฟิร์มแวร์ของ OPPO Find X2 ในระหว่างช่วงทดสอบ ยังไม่รองรับการเชื่อมต่อ 5G ครับ จึงไม่สามารถทดสอบให้ทุก ๆ คนชมได้ แต่คาดว่าเฟิร์มแวร์ตัวเต็มที่รองรับ 5G น่าจะส่งมาให้อัพเดตกันในอีกไม่นานนี้แน่ ๆ

เลยทำให้การทดสอบครั้งนี้ทำได้แค่ระดับ 4G LTE เท่านั้น ซึ่งเท่าที่ลองมา ตัวเครื่องรองรับได้ถึงระดับ 3CA (ทดสอบด้วยซิมทรู) ส่วนถ้าใส่ 2 ซิม ก็สามารถสแตนด์บายที่ 4G และเปิด VoLTE ได้พร้อมกันทั้งคู่เลย

ซอฟต์แวร์ของ OPPO Find X2

OPPO Find X2 มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบด้วย ColorOS 7.1 ซึ่งให้แอปติดเครื่องมาพอสมควร เช่นพวก App Market เป็นต้น บางส่วนก็สามารถถอนการติดตั้งได้ด้วยตนเองครับ สำหรับพื้นที่เก็บข้อมูลในเครื่องตามสเปค 256 GB จะเหลือให้ใช้งานได้ประมาณ 233 GB

อีกหนึ่งระบบที่มีประโยชน์สำหรับคนเล่นเกมก็คือ Game Space ที่จะสแกนเพื่อนำไอคอนเกมเข้ามาโดยอัตโนมัติ หากผู้ใช้เปิดเกมจากใน Game Space ระบบก็จะจัดการเคลียร์แรม เคลียร์ทรัพยากรในเครื่องที่ไม่จำเป็น เพื่อลดโหลดต่าง ๆ ขณะเล่นเกมลง ช่วยให้เกมออกมาลื่นไหลที่สุด ใช้อินเตอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด รวมถึงยังสามารถตั้งค่าเกี่ยวกับการแจ้งเตือน การรับสายได้ด้วย จะให้ปิดระบบแจ้งเตือน บล็อกสายโทรเข้าก็ได้ตามต้องการ

กล้องถ่ายรูป และตัวอย่างภาพจาก OPPO Find X2

กล้องหลังของ OPPO Find X2 จัดว่าให้มาครบช่วงตามรูปแบบการใช้งานทั่วไปของยุคนี้เลยครับ จะถ่ายทั่วไป ถ่ายวิว ถ่ายคน ถ่ายแมว ก็ทำได้สบายเลย แถมเซ็นเซอร์ของตัวกล้องหลักยังเป็นระดับ Sony IMX586 ที่อยู่ในระดับแถวหน้าในปัจจุบันด้วย

สำหรับภาพถ่ายจากกล้องหลักที่ออกมา ค่าเริ่มต้นจะถูกตั้งมาที่ความละเอียด 12MP นะครับ เนื่องจากระบบจะใช้การรวม 4 พิกเซลเป็นหนึ่งเดียว (pixel binning) เพื่อให้ได้ภาพที่เก็บแสงได้ดีขึ้น สีสันดีขึ้น แต่ถ้าหากผู้ใช้ต้องการความละเอียดระดับ 48MP เต็ม ๆ ก็สามารถปรับค่าได้เช่นกัน แต่ไฟล์ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย เหมาะกับคนที่ต้องการนำภาพมา crop ต่อ เพื่อใช้งานแค่บางส่วนของภาพ

การปรับตั้งค่าต่าง ๆ สามารถทำได้อย่างง่ายดายที่หน้าหลักของแอปกล้อง เช่น การปรับเปลี่ยนเลนส์ผ่านการเปลี่ยนระดับการซูม สามารถปรับได้ตั้งแต่ 0.6x – 20x นอกจากนี้ยังมีระบบ AI ที่ช่วยปรับจูนสีให้สดใสยิ่งขึ้น ตามรูปแบบ scene ที่ถ่าย เช่น ถ้าถ่ายต้นไม้ ระบบก็จะตรวจจับได้ว่าเป็นการถ่ายต้นไม้ แล้วช่วยให้สีเขียวดูสดใสขึ้น

ด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างภาพที่ได้จากการซูมระยะต่าง ๆ ครับ เริ่มจาก 0.6 เท่าของเลนส์อัลตร้าไวด์ ไปจนถึงซูมดิจิตอลสูงสุดที่ 20 เท่า

ภาพจากเลนส์อัลตร้าไวด์ (0.6x)

ภาพปกติ (1x)

ซูม 2x (ไฮบริดซูม)

ซูม 5x (ไฮบริดซูม)

ซูม 10x

ซูม 20x

ส่วนทั้งสองภาพด้านล่างนี้เป็นการถ่ายในที่มีแสงน้อยมากจนเกือบจะถึงมืด ภาพบนมาจากโหมด Auto ส่วนภาพล่างมาจากโหมดกลางคืน Ultra Night Mode 3.0 ครับ จะเห็นชัดเลยว่าภาพดูสว่างขึ้น เก็บรายละเอียดได้ชัดเจนขึ้นมาก

ต่อด้วยรูปเซลฟี่จากกล้องหน้า แค่ค่าเริ่มต้นมาก็หน้าเนียนใสกันแล้ว

ส่วนภาพตัวอย่างอื่น ๆ สามารถรับชมได้จากแกลเลอรีด้านล่างนี้ครับ

การเล่นเกม และความแรงของ OPPO Find X2

ขึ้นชื่อว่าเป็นมือถือสเปคระดับท็อป ดังนั้นการเล่นเกมก็ไม่ต้องห่วงเลยครับ ด้วยชิป Snapdragon 865 กับชิปกราฟิก Adreno 650 มั่นใจได้เลยว่าเล่นเกมลื่น ๆ ไปได้อีกไม่ต่ำกว่า 2 ปีแน่นอน ส่วนถ้าเป็นเกมในปัจจุบันก็เปิดกราฟิกสูงสุดได้สบาย สำหรับด้านของเฟรมเรต เกมตอนนี้แทบทั้งหมดยังรองรับเฟรมเรตได้สูงสุดไม่เกิน 60 fps เท่านั้นเอง ก็คงต้องรอดูในอนาคตนะครับว่าจะมีเกมไหนที่ดันขึ้นไปถึง 120 fps ได้บ้าง เพื่อจะได้ใช้จอ OPPO Find X2 ให้เต็มประสิทธิภาพจริง ๆ เสียที

สำหรับเกมยอดนิยมเท่าที่ผมลองเล่นในตอนนี้ ทุกเกมปรับกราฟิกสุดได้เลย เฟรมเรตก็นิ่ง ๆ เกมไหนได้ 30 ก็นิ่งตลอด เกมไหนได้ 60 ก็ลื่นแบบไม่มีตก อุณหภูมิตัวเครื่องระหว่างเล่นก็อุ่น ๆ ขึ้นมานิดหน่อย ถ้าใส่เคสก็แทบไม่รู้สึกแล้ว

ผลทดสอบประสิทธิภาพ OPPO Find X2 ก็ไม่หนีไปจากที่เห็นมาก่อนหน้านี้ในเว็บไซต์ต่างประเทศครับ คือทำคะแนนได้ติดอันดับ top 5 ในกลุ่มมือถือ Android ด้วยกัน

ส่วนการใช้งานแบตเตอรี่ หากเป็นการใช้งานตามรูปแบบปกติทั่วไป เล่นเกมบ้างนิดหน่อย ก็ใช้ได้จนหมดวันตามเกณฑ์ แต่ถ้าเป็นสถานการณ์ปัจจุบันที่คนออกจากบ้านน้อยลง ก็เป็นไปได้ทั้งใช้งานแบตได้นานขึ้น (เพราะไม่ค่อยได้ไปไหน นั่งทำงานหน้าคอมตลอด หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ในบ้าน) หรืออาจจะกลายเป็นว่าแบตหมดเร็วขึ้นไปอีก (เพราะเล่นเกมตลอดทั้งวัน) ซึ่งก็แล้วแต่การใช้งานของแต่ละท่านครับ

แต่ถึงแม้แบตของบางท่านอาจจะหมดเร็ว แต่ระบบ SuperVOOC Flash Charge 2.0 ก็พร้อมเติมไฟได้อย่างรวดเร็ว ตามที่รีวิวไปแล้วในข้างต้นเลย แค่เสียบสายชาร์จ 15 นาที ก็ได้แบตเพิ่มขึ้นมาตั้ง 40% แล้ว

สรุปปิดท้ายรีวิว OPPO Find X2

OPPO Find X2 เป็นมือถือระดับท็อปอีกรุ่นที่ทางทีมงานค่อนข้างชอบใจเลยทีเดียวครับ นอกเหนือจากสเปคที่แรง รองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ครบถ้วนแล้ว สัมผัส วัสดุ การใช้งานต่าง ๆ ยังถือว่าทำออกมาได้ลงตัวมาก ๆ ให้อารมณ์คล้ายกับตอนสมัยลองเล่น OPPO Find 7 เลยครับ เรียกว่าถ้ากำลังมองหามือถือสเปคสูง ๆ ใช้งาน 5G ได้ซักรุ่นมาใช้ตอนนี้ OPPO Find X2 ก็เป็นทางเลือกที่น่านำมาพิจารณาอยู่เหมือนกัน

ด้านของกล้องที่เคยเป็นหนึ่งในจุดเด่นของ OPPO มาตลอด รอบนี้ก็ยังทำออกมาได้ดี โหมดที่ให้มาก็ครอบคลุมรูปแบบการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดี อย่างที่บอกไปในช่วงการรีวิวกล้องเลยครับ จะถ่ายวิว ถ่ายคน ถ่ายแมว ถ่ายพระเครื่อง ถ่ายวิดีโอ ถ่ายเซลฟี่ก็ทำได้หมดในเครื่องเดียว

ระบบชาร์จเร็ว SuperVOOC Flash Charge 2.0 ก็เป็นไฮไลท์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เช่นกัน กับความสามารถในการชาร์จแบตจาก 10% มาจนเต็มได้ใน 40 นาที เหมาะกับคนที่อาจจะไม่มีโอกาสได้เสียบสายชาร์จทิ้งไว้นาน ๆ

แต่จะมีจุดหนึ่งที่น่าเสียดายก็คือประสิทธิภาพในการใช้งาน 5G ที่ทางเรายังไม่มีโอกาสได้ทดสอบครับ ก็หวังว่าเฟิร์มแวร์จะปล่อยออกมาให้อัพเดตใช้งานกันได้โดยเร็วนะ

Share on facebook
Share on twitter
ZeroSystem

ZeroSystem

Follow us on Social Media

Popular Post