รีวิว Apple Watch SE นาฬิการุ่นเล็กแต่ฟังก์ชันครบ คุ้ม ในราคาเริ่มต้นไม่ถึง 10,000

นอกเหนือจากการเปิดตัว Apple Watch ในซีรีส์หลักอย่างรุ่น 6 แล้ว ในงานเดียวกันนั้นก็ได้มีการนำเสนอรุ่นใหม่อย่าง Apple Watch SE ออกมาด้วย ซึ่งจุดขายหลักเลยก็คือฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครันไม่แพ้รุ่นก่อนหน้า แต่เปิดราคามาได้ถูกลงกว่าเดิม ทำให้ SE กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำตลาดอยู่กึ่งกลางระหว่าง Series 3 และ Series 6 ได้อย่างพอดี และในคราวนี้เราก็มีรีวิว Apple Watch SE มาให้ชมเพื่อประกอบการตัดสินใจกันอีกเช่นเคยครับ

Apple Watch SE Review รีวิว

โดย Apple Watch SE ที่เราได้รับมารีวิวในครั้งนี้ จะเป็นรุ่น 44 มม. GPS+Cellular นะครับ แต่ต้องบอกก่อนเลยว่าทางเราไม่ได้ทดสอบฟังก์ชันด้านที่ต้องใช้ cellular นะครับ เนื่องจากจะต้องสมัครแพ็คเกจเสริมกับเครือข่ายแบบติดสัญญา 1 ปีด้วย เลยจะเน้นไปที่การพูดถึงรูปร่างหน้าตา ฟังก์ชัน และก็จุดที่แตกต่างจาก Series 6 ที่ผมใช้งานอยู่

สำหรับข้อมูลเชิงเทคนิค และสเปคของ Apple Watch SE ที่น่าสนใจก็เช่น

  • ชิปประมวลผล SiP 5 แบบ Dual-core (ชิปตัวเดียวกับ Series 5) และมีชิป W3
  • พื้นที่เก็บข้อมูล 32 GB
  • มีเฉพาะตัวเรือนแบบอะลูมิเนียม ฝาหลังเซรามิกและผลึกแซฟไฟร์
  • หน้าจอมีให้เลือกทั้ง 40 (324×394 px) และ 44 มม. (368×448 px) ใช้ฟิล์ม/กระจกกันรอย/เคสเดียวกับรุ่นอื่น ๆ ได้
  • หน้าจอ LTPO OLED Retina ความสว่างสูงสุด 1,000 nits
  • กันน้ำได้ลึกสุดระดับ 50 เมตร ใส่ว่ายน้ำได้
  • มีเข็มทิศ สามารถวัดระดับความสูงแบบ realtime ได้เหมือน Series 6
  • มีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบออปติคอล (รุ่น 2)
  • มีลำโพงและไมโครโฟนในตัว ใช้คุยโทรศัพท์ได้
  • รองรับ WiFi b/g/n 2.4 GHz และ Bluetooth 5.0
  • รุ่น Cellular รองรับ 4G และ 3G แบบ eSIM
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 18 ชั่วโมง
  • รุ่น GPS ราคาเริ่มต้นที่ 9,400 บาท
  • รุ่น GPS+Cellular ราคาเริ่มต้นที่ 10,900 บาท

ถ้าให้สรุปถึงสเปคจุดที่แตกต่างกันระหว่าง SE กับ Series 6 สิ่งที่ชัดที่สุดก็คือ

  • หน้าจอ SE ไม่รองรับการแสดงผลตลอดเวลา (Always-on)
  • SE ไม่สามารถวัดปริมาณออกซิเจนในเลือดได้ และไม่มีตัววัด ECG ด้วย
  • SE มีวัสดุตัวเรือนเพียงแค่อะลูมิเนียมอย่างเดียว

ข้อมูลเปรียบเทียบ Apple Watch แบบละเอียด

ซึ่งถ้าคุณรู้สึกว่าคุณสมบัติต่าง ๆ ข้างต้นนั้นไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ Watch SE นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากจริง ๆ ครับ

Review Apple Watch SE SpecPhone 2

กล่องของ Watch SE ก็ยังคงใช้ดีไซน์รูปแบบเดียวกับรุ่นอื่น ๆ คือใช้กระดาษหุ้มแพ็คเกจทั้งหมดไว้ ภายในก็จะแยกเป็นกล่องสำหรับตัวเรือนและกล่องสำหรับสายที่มาด้วยกันในชุด โดยจุดสังเกตคือกล่องของ SE จะใช้สีตัวอักษรที่แทนคำว่า Apple WATCH เป็นสีดำ ส่วนกล่องบนในภาพนั้นเป็นกล่องของ Series 6 ช่วยให้สามารถแยกรุ่นได้ง่ายขึ้น

Review Apple Watch SE SpecPhone 3

Review Apple Watch SE SpecPhone 4

ถ้ามาดูด้านหลังก็จะมีฉลากระบุให้ชัดเจนครับ ว่าเป็น Watch SE รุ่นไหน สีอะไร และมาพร้อมสายแบบไหน พร้อมกับบอกไว้ชัดเจนเลยว่ามีให้มาแค่ตัวเรือน สายนาฬิกาและสายชาร์จเท่านั้น ไม่มีอะแดปเตอร์ชาร์จมาให้

ซึ่งชุดที่เราได้รับมารีวิวก็คือ

  • ตัวเรือนอะลูมิเนียมขนาด 44 มม. สีเทา Space Gray โมเดล GPS+Cellular
  • สายผ้า Sport Loop สีเทา Charcoal

Review Apple Watch SE SpecPhone 5

เมื่อแกะห่อกระดาษออกมา ก็จะพบกับกล่องของตัวเรือนกับกล่องของสายแยกจากกัน พอแกะฝากล่องของตัวเรือนออกก็จะเจอตัวเรือนอยู่ในห่อกระดาษ พร้อมด้วยเอกสารคู่มือการใช้งานเบื้องต้น และก็สายชาร์จ

Review Apple Watch SE SpecPhone 6

สายชาร์จก็เป็นแบบหัวแม่เหล็กเหมือนกับรุ่นอื่น ๆ เลย สามารถใช้แทนกันได้สบาย ความยาวสาย 1 เมตร หัวชาร์จเป็นแบบ USB-A

Review Apple Watch SE SpecPhone 40

รูปร่างลักษณะและสัมผัสตัวเรือนของ Apple Watch SE นั้นแทบจะเรียกได้ว่าเหมือนกับรุ่นในช่วงปีสองปีหลังนี้เลย น้ำหนักก็แทบไม่ต่างกัน คือค่อนข้างเบา สามารถใส่ติดตัวได้ตลอดวันเหมือนกัน หน้าจอก็ให้สีสันและความสว่างในระดับที่ดี แทบไม่ต่างจาก Series 6 มากนัก กระจกหน้าจอใช้เป็นกระจก ION-X เหมือนรุ่นอื่น

ส่วนฟังก์ชันเกี่ยวกับการเปลี่ยนรูปแบบหน้าปัด ปรับแต่งไอคอนและทางลัดก็ทำได้ง่ายเช่นเคย คือทำได้ทั้งจากแอป Watch ใน iPhone และที่ตัวเรือนเอง รวมถึงสามารถแชร์หน้าปัดที่ปรับแต่งไว้ให้คนอื่น เรือนอื่นได้ด้วย

Review Apple Watch SE SpecPhone 41

ด้านหลังตัวเรือนก็ใช้วัสดุหลักเป็นเซรามิกและผลึกแซฟไฟร์ โดยจะมีไฟ LED อยู่แค่จุดเดียวเพื่อเอาไว้ใช้วัดอัตราการเต้นหัวใจเท่านั้น ต่างจากใน Series 6 ที่จะมีหลายจุดเพื่อใช้วัดปริมาณออกซิเจนในเลือดด้วย

Review Apple Watch SE SpecPhone 43

บริเวณขอบในฝั่งเดียวกับที่มีปุ่มเม็ดมะยม Digital Crown จะมีรหัสโมเดลรุ่น และก็หมายเลข serial number สกรีนติดมาด้วย

Review Apple Watch SE SpecPhone 44

สำหรับฝั่งที่มีปุ่ม Digital Crown ก็จะมีปุ่มด้านข้าง ช่องรับเสัยงของไมค์ และก็ปุ่มเม็ดมะยม Digital Crown ที่มีแถบสีแดงมาให้เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นรุ่น GPS+Cellular โดยเท่าที่ผมลองใช้งานระหว่างรีวิวดู พบว่าการกดปุ่ม Digital Crown ของ Apple Watch SE เรือนที่รีวิวจะต้องใช้แรงกดมากกว่า Series 6 ที่ใช้งานอยู่เล็กน้อย

โดยทั้งสองปุ่มก็จะมีการกดเพื่อเรียกฟังก์ชันได้หลากหลายรูปแบบอยู่เหมือนกัน ได้แก่

ปุ่มด้านข้าง

  • กด 1 ครั้งเพื่อดูแอปที่ใช้งานล่าสุด
  • กด 2 ครั้งเพื่อเปิดใช้งาน Apple Pay
  • กดค้างไว้เพื่อเปิด/ปิด หรือโทรฉุกเฉิน

ปุ่ม Digital Crown

  • กด 1 ครั้งเพื่อกลับสู่หน้าปัดนาฬิกา
  • กดค้างไว้เพื่อเรียก Siri
  • หมุนวงล้อเพื่อเลื่อนหน้าจอ ซูม หรือปรับเลื่อนค่า

Review Apple Watch SE SpecPhone 45

ส่วนอีกฝั่งก็จะมีเพียงช่องลำโพง และก็ช่องสำหรับไล่น้ำออก

Review Apple Watch SE SpecPhone 14

ลองประกบคู่ตัวเรือนกับสายที่ให้มาในชุดดูครับ ซึ่งที่ขั้วสายก็จะมีระบุขนาดตัวเรือนมาให้ชัดเจนว่า 44MM ส่วนถ้าจะเปลี่ยนไปใช้สายอื่นก็สามารถหาซื้อได้ง่ายมาก เพราะตัวเรือนรองรับการใช้งานร่วมกับสายของ Apple Watch รุ่นอื่น ๆ ที่ตัวเรือนขนาดเทียบเท่ากันได้ทั้งหมดเลย

Review Apple Watch SE SpecPhone 27

โดยสาย Sport Loop ก็จะเป็นสายผ้าเนื้อนุ่มสีน้ำเงินเข้ม มีขอบถักสองด้านที่ใช้สีต่างกัน ข้างหนึ่งเป็นสีน้ำเงิน อีกฝั่งเป็นสีเทา

ส่วนตัวขั้วแบบตีนตุ๊กแกที่ปลายสายจะเป็นแบบราบ ซึ่งสามารถเกาะติดกับตัวสายได้ดี แต่ก็แกะออกได้ง่ายเช่นกัน โดยจุดเด่นของสายแบบ Sport Loop มีจุดเด่นคือน้ำหนักที่เบามาก ทั้งยังทำความสะอาดได้ง่าย เพียงแค่ซักกับน้ำเปล่า หรือน้ำสบู่อ่อน ๆ แล้วก็ตากลมไว้ซักพักก็แห้งแล้ว นับเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการใส่ Apple Watch SE ทั้งวัน

Review Apple Watch SE SpecPhone 23

ความรู้สึกในการใช้งาน Apple Watch SE นั้น ต้องบอกว่ามีจุดต่างจาก Series 6 อยู่นิดนึงครับ ที่เห็นได้ชัดสุดคือหน้าจอที่ไม่รองรับการแสดงผลตลอดเวลา (Always-on) ทำให้ไม่สามารถเหลือบสายตาไปมองจอเพื่อดูเวลาได้ ต้องยกข้อมือขึ้นมาก่อนทุกครั้ง

ส่วนเรื่องประสิทธิภาพ ในการเปิดตัว Series 6 นั้น ทาง Apple บอกว่าประสิทธิภาพของชิปรุ่นใหม่ (SiP 6) จะแรงกว่าชิปรุ่นก่อนหน้าอยู่เล็กน้อย ซึ่งจากที่ผมใช้ทั้งสองรุ่นสลับกันตลอดในช่วงที่ทำรีวิว ยอมรับเลยว่ามีความแตกต่างกันจริง ๆ ครับ

จุดที่ทำให้เห็นความแตกต่างด้านประสิทธิภาพเลยก็คือ ความเร็วในการเปิดแอป ที่ SE จะหน่วงกว่า Series 6 เล็กน้อย แต่ไม่ได้ถึงขั้นที่ช้าจนเกินไป ถ้าให้ประเมินก็คือน่าจะต่างกันในระดับ ms เท่านั้น ไม่ถึงกับหลักวินาที ถ้าอยากเห็นว่าต่างขนาดไหน ต้องวางสองเรือนข้างกัน กดเปิดแอปพร้อมกัน ถึงจะเห็นได้ชัดครับ

แต่ถ้าเทียบกับสมาร์ตวอทช์รุ่นอื่น ๆ ในท้องตลาด ตัว Apple Watch SE ก็ยังได้เปรียบในเรื่องประสิทธิภาพอยู่ครับ ความเร็วในการทำงาน การเปิดแอปยังจัดว่าอยู่เบอร์ต้น ๆ ได้สบาย

Review Apple Watch SE SpecPhone 16

หน้าจอ Apple Watch SE สามารถใช้งานทั้งในที่ร่มและกลางแจ้งได้แบบไม่มีปัญหา ความสว่างสามารถสู้แสงแดดจ้า ๆ ได้ การปรับระดับความสว่างก็ทำได้เร็วและแม่นยำ ส่วนถ้าติดกระจกหรือฟิล์มกันรอยเพิ่มเข้าไป แสงหน้าจออาจจะ drop ลงเล็กน้อย แล้วแต่วัสดุที่ใช้นะครับ

Review Apple Watch SE SpecPhone 49

การแสดงข้อความบนหน้าจอก็รองรับภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง ทั้งยังสามารถปรับขนาดตัวอักษรให้เหมาะสมกับสายตาได้ด้วย ส่วนการตอบข้อความต่าง ๆ สามารถทำได้ทั้งการส่งข้อความสำเร็จรูป ส่งอีโมจิ ส่งลายเส้นที่วาดบนจอ หรือจะพิมพ์ข้อความผ่านการพูดใส่ตัวเรือนก็ได้เหมือนกับ Apple Watch รุ่นอื่น ๆ

เทียบ Apple Watch SE กับ Series 6

Review Apple Watch SE SpecPhone 18

Review Apple Watch SE SpecPhone 19

เรื่องแรกเลยคือหน้าจอครับ ในแง่ของสีสัน ความสว่างของจอทั้งสองรุ่นนี้ ถ้ามองด้วยสายตาก็แทบจะไม่ต่างกันเลย (Series 6 ทางซ้าย และ SE ทางขวา) เนื่องจากพาเนลจอเป็นแบบ LTPO OLED เหมือนกันทั้งคู่ แต่จะมีจุดที่ต่างกันคือ SE ไม่มีฟังก์ชัน Always-on ให้ใช้งาน

ส่วนในภาพที่ดูเหมือนจอของ Series 6 (เรือนซ้าย) จะมืดกว่า อันนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นเพราะมีกระจกกันรอยติดอยู่ครับ ความสว่างเลย drop ลงไปเล็กน้อย

Review Apple Watch SE SpecPhone 11

ถ้าพลิกมาดูด้านหลังตัวเรือน อันนี้จะชัดเจนมากครับ ฝั่งซ้ายที่เป็น Series 6 รุ่นตัวเรือนอะลูมิเนียมจะมีไฟ LED 4 ดวง พร้อมเซ็นเซอร์สำหรับวัดปริมาณออกซิเจน ในขณะที่ฝั่งขวา (SE) จะมีไฟ LED สีเขียวเพียงดวงเดียวเพื่อใช้ในการวัดอัตราการเต้นหัวใจได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนวัสดุด้านหลังตัวเรือนนั้นเหมือนกันครับ

Review Apple Watch SE SpecPhone 20

ด้านข้าง ฝั่งที่มีปุ่ม Digital Crown ก็แทบไม่มีจุดที่แตกต่างกันเลย ยกเว้นแถบสีแดงซึ่งเป็นแถบของ Apple Watch ที่ใช้ระบุว่าเป็นรุ่น GPS+Cellular อยู่แล้ว

ฟังก์ชันที่น่าสนใจของ Apple Watch SE

Review Apple Watch SE SpecPhone 28

สำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ตวอทช์ซักเรือนมาใช้ช่วยในการดูแลสุขภาพ Apple Watch SE นั้นสามารถตอบโจทย์ได้ค่อนข้างครอบคลุมในหลายด้านครับ หลัก ๆ ก็เช่น การเป็นตัวช่วยเก็บข้อมูลการเคลื่อนไหว การออกกำลังกายที่รองรับได้หลากหลายรูปแบบ การเก็บข้อมูลอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อใช้ประกอบการดูแลสุขภาพ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งแอปจากผู้พัฒนารายต่าง ๆ เพื่อเสริมคุณสมบัติในการดูแลสุขภาพได้ด้วย อย่างผมเองก็ติดตั้งแอป Yazio เพิ่ม เพื่อใช้ช่วยเก็บข้อมูลปริมาณน้ำที่ดื่มในแต่ละวันได้ ซึ่งถ้าโจทย์หลักของคุณคือต้องการสมาร์ตวอทช์ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ Apple Watch SE นับเป็นตัวเลือกที่คุ้มกว่า Series 6 อยู่พอสมควร ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 9,400 บาท ซึ่งถูกกว่า Series 5 ที่ยังค้างสต็อกอยู่ด้วยซ้ำไป

Review Apple Watch SE SpecPhone 31

การตั้งค่าสำหรับเริ่มใช้งาน Apple Watch ครั้งแรก ต้องทำผ่านแอป Watch ใน iPhone เท่านั้น โดยในรุ่น GPS+Cellular จะมีหน้าจอมาให้ตั้งค่าเกี่ยวกับแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตด้วย ซึ่งน่าเสียดายที่ผมไม่ได้ทดสอบในส่วนนี้ด้วยข้อจำกัดที่ระบุไปในข้างต้นครับ

ส่วนใครที่มี Watch มากกว่าหนึ่งเรือน ตัวแอปเองก็มีตัวเลือก Auto Switch ที่ระบบจะสลับตัวเรือนหลักที่ active อยู่แบบอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มความสะดวกทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องคอยมากดสลับนาฬิกาในแอปให้วุ่นวาย ซึ่งผมก็ลองใส่ทั้งสองเรือนพร้อมกัน ก็พบว่าระบบจะไม่สลับตัวเรือนให้ทันทีนะครับ ผู้ใช้ต้องเลือกถอดซักเรือนออกก่อน ระบบถึงจะสลับเรือนหลักให้

Review Apple Watch SE SpecPhone 35

ฟังก์ชันการวัดระดับความสูงอัตโนมัติแบบ realtime ก็ยังมีมาให้เหมือนกับ Series 6 เลย น่าจะถูกใจคนที่ชอบการปีนเขาแน่นอน

Review Apple Watch SE SpecPhone 38

การกันน้ำก็ถือเป็นฟังก์ชันพื้นฐานของสมาร์ตวอทช์อยู่แล้ว ซึ่ง SE ก็สามารถกันน้ำได้ลึกสุด 50 เมตร สามารถใส่ว่ายน้ำได้ เล่นน้ำทะเลได้ (ควรทำความสะอาดด้วยน้ำจืดหลังใช้เสร็จ)

ส่วนฟังก์ชันการไล่น้ำจากช่องลำโพง จะถูกรวมอยู่ในโหมดล็อกหน้าจอเมื่อใช้งานในน้ำ ซึ่งเปิดได้โดยการปัดแถบ action center ขึ้นมาจากด้านล่างจอ แล้วแตะที่ไอคอนรูปหยดน้ำ และเมื่อปลดล็อกหน้าจอ ตัวลำโพงก็จะใช้คลื่นเสียงช่วยไล่น้ำที่ขังอยู่ภายในออกมาให้ ถ้าสังเกตจากภาพด้านบน ก็จะเห็นว่ามีฟองน้ำเล็ก ๆ ออกมาจากช่องลำโพงครับ



นอกจากนี้ ฟังก์ชันอื่น ๆ และการใช้งานร่วมกับแอปของ iPhone บน Apple Watch SE นั้นก็ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นอื่นเลย ไม่ว่าจะเป็น

  • การเปิดแผนที่จาก Apple Maps และ Google Maps
  • การควบคุมกล้อง iPhone ซึ่งใช้สั่งถ่ายรูปจาก Watch ได้
  • การฟังเพลงจาก Spotify ได้โดยตรง
  • การควบคุมอุปกรณ์ในบ้านผ่านแอป Home
  • การวัดระดับเสียงรอบตัว
  • มีฟังก์ชันตรวจจับการนอนหลับ การล้างมือ ตรวจจับการล้มและส่งสัญญาณฉุกเฉิน
  • ฟังก์ชัน Family Setup (ต้องใช้กับรุ่น GPS+Cellular เท่านั้น)

1

ด้านบนนี้ก็เป็นตัวอย่างภาพแคปหน้าจอจาก Watch SE ครับ จะเห็นว่าการแสดงผลข้อมูลของแอป Workout ในการออกกำลังกายนั้นค่อนข้างครอบคลุมตามลักษณะของการออกกำลังแต่ละประเภทดี เช่นถ้าเป็นการเดิน ก็จะแสดงระยะเวลา ปริมาณแคลอรี่ อัตราการเต้นของหัวใจ ระยะทาง เป็นต้น ส่วนหลังการออกกำลังก็จะมีข้อมูลสรุปให้ครบถ้วน สามารถเรียกดูได้ทั้งจากตัวเรือน และก็ในแอป Fitness บน iPhone เลย

ส่วนใครที่ชอบฟังเพลง Apple Watch ก็สามารถใช้ควบคุมการเล่นเพลง ปรับระดับเสียง เปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้ฟัง รวมถึงกดเลือกเพลงจากในคลังของผู้ใช้ได้ด้วย ซึ่งฟังก์ชันหลัก ๆ ก็จะขึ้นอยู่กับแอปที่ใช้ฟังเพลงครับ อย่างผมที่ใช้ Spotify เป็นหลักก็สบายมาก สามารถเปลี่ยน Playlist ที่ฟังได้จากตัวเรือนเลย แถมตอนนี้ยังมีฟังก์ชันที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถกดฟังเพลงจากแอปบน Watch ได้โดยแทบไม่ต้องใช้มือถือเลย ต่างจากเมื่อก่อนที่ Watch จะเป็นเพียงอุปกรณ์ควบคุมเท่านั้น

ซึ่งพวกฟังก์ชันต่าง ๆ ความแม่นยำของการวัดและเก็บข้อมูลด้านสุขภาพจาก SE นั้น สามารถเข้าไปอ่านต่อจากรีวิว Apple Watch Series 6 ได้ครับ เพราะมันอยู่ในระดับเดียวกันเลย

Review Apple Watch SE SpecPhone 47

พื้นที่เก็บข้อมูลในตัวเรือนจะมีมาให้ตามสเปคคือ 32 GB เหลือให้ใช้งานได้จริง 26.4 GB ครับ ถ้าไม่ได้ใส่รูป โหลดเพลงลงไปเยอะ ก็ใช้งานได้สบาย ๆ เลย

Review Apple Watch SE SpecPhone 51

มาถึงประเด็นที่น่าสนใจอย่างระยะเวลาการใช้แบตเตอรี่และการชาร์จบ้าง ซึ่งสเปคระบุไว้ว่าสามารถใช้งานได้เท่า ๆ กับ Series 6 เลย ซึ่งตัวผมเองที่ใช้ Series 6 อยู่ พอสลับมาใช้ SE ในการรีวิว ก็ต้องบอกว่ามันเท่ากันจริง ๆ ครับ

อย่างผมเองจะมีกิจวัตรในการใช้งาน Apple Watch คือ ใส่ติดตัวทั้งวัน เปิดฟังก์ชันวัดอัตราการเต้นหัวใจแบบอัตโนมัติ ปิดระบบวัดระดับเสียงรอบตัว เปิดแจ้งเตือนของแอปไว้เยอะพอสมควร พอจะอาบน้ำก็ถอดชาร์จไว้ ซักราว ๆ สี่ห้าทุ่มก็ใส่อีกครั้ง (แบต 100%) เข้านอนเที่ยงคืนนิด ๆ ตื่นมา 6:30 (แบตเหลือประมาณ 85-90%) เพื่อออกกำลังประมาณ 45 นาที แล้วก็ใส่ต่อเนื่องตลอดวัน ถ้าเป็นในเคสนี้คือสบายมากครับ ไม่เคยเจอกรณีแบตหมดเลย ซึ่ง SE ก็ทำได้เหมือนกับ Series 6 เป๊ะ

ส่วนถ้าลองใช้แบบยาว ๆ นับจากการชาร์จครั้งสุดท้าย (ช่วงหัวค่ำก่อนอาบน้ำ) แล้วใส่ติดตัวเกือบตลอดเวลา ตื่นมาออกกำลังกายเหมือนเดิม จากนั้นก็ใส่ตลอดข้ามมาอีกคืน ตื่นมาพบว่าแบตยังเหลืออยู่ 28% ครับ ดังนั้น ถ้าปิดระบบนู่นนี่อีกนิดหน่อย ก็น่าจะพอใส่สองวันได้อยู่นะ แต่คงอยู่ได้ถึงช่วงเย็นเท่านั้น

การชาร์จของ Apple Watch SE ก็ทำได้ค่อนข้างเร็วไม่ต่างจาก Series 6 เลย เมื่อใช้ที่ชาร์จแม่เหล็กที่แถมมาในกล่องร่วมกับอะแดปเตอร์ที่จ่ายไฟได้ในระดับมาตรฐาน 5V 1A ขึ้นไป

สรุปรีวิว Apple Watch SE

Review Apple Watch SE SpecPhone 24

ถ้าคุณต้องการสมาร์ตวอทช์ซักเรือนมาใช้คู่กับ iPhone โดยโจทย์หลักคือการใช้เป็นผู้ช่วยในการดูแลสุขภาพ ต้องการให้การซิงค์ข้อมูลเป็นไปได้อย่างราบรื่น ในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป Apple Watch SE จัดว่าเป็นตัวเลือกที่ดีมาก ๆ ครับ ด้วยในแง่ที่ฟังก์ชันนั้นไม่ได้ต่างจากรุ่นหลักที่ออกมาก่อนหน้านี้อย่าง Series 5 มากนัก แถมสิ่งที่เพิ่มมาใน Series 6 นั้น บางอย่างก็อาจจะไม่ได้จำเป็นซักเท่าไหร่ ประกอบกับราคาของ SE ที่เริ่มมาไม่ถึงหมื่นไปจนถึงหมื่นนิด ๆ ซึ่งย่อมเยากว่า Series 6 อยู่หลายพันอีกต่างหาก

ส่วนถ้าจะไปเทียบกับ Series 3 ที่วางขายอยู่ในระดับครึ่งหมื่น โอเคว่ามันถูกกว่า SE จริง แต่ในแง่ของฟังก์ชัน สเปค และการรองรับการใช้งานในระยะยาวนั้น ต้องบอกว่า SE เหนือกว่าในทุกด้านครับ ดูจะคุ้มกับราคาที่เพิ่มขึ้นมา เพราะไหน ๆ ถ้าจะซื้อไปใช้งานจริงแล้ว ก็เลือกรุ่นใหม่ซะหน่อยจะดีกว่า

สำหรับกรณีที่ถ้าคุณต้องการซื้อ Apple Watch ให้ญาติผู้ใหญ่ในบ้าน หรือเด็ก ๆ ตัวรุ่นใหม่อย่าง SE นี่ก็เหมาะสมมากครับ ด้วยฟีเจอร์ตรวจจับการล้มที่มีมาให้เหมือนรุ่นใหญ่ แถมยังรองรับฟังก์ชัน Family Setup ที่ทำให้สามารถใช้ Apple Watch รุ่น Cellular ได้โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมี iPhone ก็ได้ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการจัดการ การติดต่อสื่อสารกันในครอบครัว ซึ่งทั้งสองฟังก์ชันที่กล่าวมานี้ ไม่มีใน Series 3 ที่ราคาย่อมเยากว่า แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าจะซื้อ Series 6 ที่มีฟังก์ชันนี้มาให้ ราคามันก็อาจจะสูงไปซักนิดนึง ทำให้ SE เป็นตัวเลือกที่ลงตัวกว่ากันมาก นับว่า Apple วางแผนมาได้ดีเลยครับ กับการเปิดตัว Apple Watch รุ่นกึ่งกลางแบบนี้