Google ประกาศเปิดตัวอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อ Google Fitbit Air ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนที่กำลังมองหาอุปกรณ์ติดตามสุขภาพที่มีราคาเข้าถึงง่าย และไม่เกะกะสายตาเหมือนสมาร์ตวอตช์ทั่วไป โดยอุปกรณ์รุ่นนี้เน้นการออกแบบสไตล์มินิมอล เพื่อให้เราสามารถสวมใส่ได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน พร้อมทั้งผสานการทำงานเข้ากับระบบของ Google Health ได้อย่างลงตัว สามารถใส่ร่วมกับนาฬิกาทั่วไปได้เลย สายแฟชั่นและรักสุขภาพต้องถูกใจสิ่งนี้
สเปค Google Fitbit Air

จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของ Google Fitbit Air คือดีไซน์ไร้หน้าจอที่มาในรูปทรง Pebble หรือพูดง่ายๆ ก็คือมีแค่สายไม่มีหน้าจอ และจะทำให้มันกลายเป็นอุปกรณ์ติดตามสุขภาพที่มีขนาดเล็กที่สุดในไลน์อัปของ Google เองด้วย ตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้สวมใส่สบาย โดยเราจะต้องดูข้อมูลสุขภาพและการแจ้งเตือนต่างๆ ผ่านมือถือที่เชื่อมต่อไว้แทน

แม้จะมีขนาดกะทัดรัด แต่ภายในก็อัดแน่นไปด้วยเซ็นเซอร์คุณภาพสูงที่สามารถติดตามสุขภาพได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการวัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง, การติดตามจังหวะการเต้นของหัวใจพร้อมการแจ้งเตือนภาวะหัวใจห้องบนเต้นพลิ้ว (AFib), การวัดระดับออกซิเจนในเลือด (SpO2), ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ (HRV) ไปจนถึงการติดตามระยะเวลาและคุณภาพการนอนหลับในแต่ละช่วงได้อย่างแม่นยำ และด้วยการออกแบบที่บางเบาไร้หน้าจอนี้ จะช่วยแก้ปัญหาสำหรับคนที่รำคาญแสงหน้าจอสว่างตอนพลิกตัวเวลานอนได้ด้วย

ในด้านของแบตเตอรี่ Google Fitbit Air รุ่นนี้สามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 7 วันต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (ใช้เวลาชาร์จจาก 0-100% ประมาณ 90 นาที) นอกจากนี้ยังมีระบบชาร์จไวที่ใช้เวลาชาร์จเพียง 5 นาทีก็สามารถใช้งานต่อได้เต็มๆ อีก 1 วัน สำหรับผู้ที่ใช้งานอุปกรณ์ของ Google อยู่แล้ว ระบบยังรองรับการสลับอุปกรณ์ได้ง่ายๆ เช่น การสวมใส่ Pixel Watch ในตอนกลางวัน แล้วเปลี่ยนมาใส่ Fitbit Air ในตอนกลางคืน โดยที่ข้อมูลการติดตามสุขภาพทั้งหมดจะยังคงเชื่อมโยงและบันทึกต่อเนื่อง
สำหรับการตั้งค่าและการจัดการกิจกรรมต่างๆ จะทำงานผ่านแอป Google Health ทั้งหมด สามารถเลือกกดเริ่มติดตามการออกกำลังกายได้ด้วยตัวเอง หรือจะปล่อยให้ระบบตรวจจับกิจกรรมทั่วไปโดยอัตโนมัติก็ได้ ซึ่งทาง Fitbit ระบุว่าอัลกอริทึมนี้จะเรียนรู้ และปรับแต่งให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้ใช้แต่ละคนเมื่อใช้งานไประยะหนึ่ง ตัวอุปกรณ์ยังทำงานร่วมกับ Google Health Coach เพื่อให้คำแนะนำสุขภาพแบบส่วนตัว และที่น่าสนใจคือระบบยังรองรับการบันทึกข้อมูลด้วยรูปภาพ โดยเราสามารถถ่ายภาพเครื่องเล่นคาร์ดิโอ หรือกระดานไวท์บอร์ดที่จดตารางออกกำลังกายเพื่อบันทึกเป็นสถิติได้สบายๆ

ตัวเรือนรุ่นนี้สามารถถอดแยกออกมาได้ด้วย เพื่อเปลี่ยนสายรัดให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ได้หลากหลายรูปแบบ โดย Fitbit ได้เตรียมสายรัดไว้รองรับหลายสไตล์ ทั้งสาย Performance Loop Band ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล เน้นการระบายอากาศและปรับขนาดได้พอดี, สาย Active Band แบบซิลิโคนที่กันน้ำและกันเหงื่อสำหรับการออกกำลังกายหนัก และสาย Elevated Modern Band ที่เน้นความแฟชั่น นอกจากนี้ยังมีสายรุ่นพิเศษ Stephen Curry Special Edition ที่มาในโทนสีน้ำตาลตัดกับสีส้ม พร้อมเคลือบสารกันน้ำและการออกแบบลวดลายด้านในเพื่อช่วยเพิ่มการระบายอากาศระหว่างทำกิจกรรม


ในส่วนของสเปคและวัสดุ ตัวเครื่องมีความยาว 34.9 มิลลิเมตร กว้าง 17 มิลลิเมตร และบางเพียง 8.3 มิลลิเมตร น้ำหนักเฉพาะตัวเรือนเบาหวิวเพียง 5.2 กรัม (หรือรวมสายแล้วเพียง 12 กรัม) ตัวเรือนผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลโพลีคาร์บอเนตและ PBT พร้อมคุณสมบัติกันน้ำลึก 50 เมตร ภายในมีหน่วยความจำที่สามารถบันทึกข้อมูลการเคลื่อนไหวแบบนาทีต่อนาทีได้ 7 วัน, ข้อมูลการออกกำลังกายแบบละเอียด 1 วัน และเก็บข้อมูลสรุปรายวันได้ย้อนหลังถึง 30 วัน โดยเซ็นเซอร์จะบันทึกอัตราการเต้นของหัวใจในทุกๆ 2 วินาที และส่งข้อมูลผ่านการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0
ราคาและการวางจำหน่าย Google Fitbit Air
สำหรับราคาและการวางจำหน่าย Google Fitbit Air รองรับการใช้งานทั้งบนระบบ Android และ iOS พร้อมวางขายตอนนี้ 20 ประเทศได้แก่ ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, เบลเยียม, แคนาดา, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ญี่ปุ่น, เนเธอร์แลนด์, นิวซีแลนด์, นอร์เวย์, สิงคโปร์, สเปน, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา (ไม่มีไทย) โดยแต่ละรุ่นมีราคาดังนี้
- รุ่นมาตรฐานเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้วในราคา 99.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,200 บาท)
- ราคานี้จะแถมสิทธิ์ทดลองใช้ Google Health Premium ฟรี 3 เดือน เพื่อเข้าถึงฟีเจอร์ Google Health Coach แบบเต็มรูปแบบ
- รุ่นพิเศษ Stephen Curry Special Edition จะเริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาวันที่ 26 พฤษภาคมนี้ ในราคา 129.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4,200 บาท)
- สายรัดเสริมต่างๆ จะมีราคาเริ่มต้นที่ 34.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,100 บาท)
ที่มา: fonearena
