Apple ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการณ์ใหม่นั่นก็คือ iOS 27, iPadOS 27 และสำหรับอุปกรณ์อื่นๆ และอีกอย่างที่พ่วงมาด้วยและน่าสนใจมากๆ เลยก็คือ Siri AI ที่เป็นเวอร์ชั่นที่มีความฉลาด และตอบสนองได้ตรงใจผู้ใช้มากกว่าเดิมอย่างเป็นทางการแล้ว โดยการอัปเกรดในครั้งนี้จะถูกจำกัดให้ใช้งานได้เฉพาะบนอุปกรณ์ที่รองรับระบบ Apple Intelligence เท่านั้น ซึ่งทาง Apple ได้เปิดเผยรายชื่ออุปกรณ์ทั้งหมดที่สามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ออกมาเรียบร้อยแล้ว

รายชื่อ iPhone ที่ได้ไปต่อกับ Siri AI
- iPhone 15 Pro
- iPhone 15 Pro Max
- iPhone 16e
- iPhone 16
- iPhone 16 Plus
- iPhone 16 Pro
- iPhone 16 Pro Max
- iPhone 17e
- iPhone 17
- iPhone Air
- iPhone 17 Pro
- iPhone 17 Pro Max
แท็บเล็ต iPad และ Mac ที่รองรับ
- iPad mini (ชิป A17 Pro)
- iPad Air (ชิป M1 ขึ้นไป)
- iPad Pro (ชิป M1 ขึ้นไป)
- Mac ทุกรุ่นที่ใช้ชิป M1 และรุ่นใหม่กว่า
การทำงานร่วมกับ Apple Watch, Vision Pro และ CarPlay
- Apple Watch Series 10
- Apple Watch Series 11
- Apple Watch Ultra 2
- Apple Watch Ultra 3
- Apple Watch SE (รุ่นที่ 3)
- Vision Pro (M2 chip)
- Vision Pro (M5 chip)
ในขณะที่ระบบเชื่อมต่อในรถยนต์อย่าง CarPlay ก็จะสามารถใช้งานฟีเจอร์บางส่วนของ Siri AI ได้เช่นกันเมื่อเชื่อมต่อเข้ากับ iPhone รุ่นที่รองรับ
สรุปฟีเจอร์ใหม่ iOS 27 และ iPadOS 27: อัปเกรด AI และประสิทธิภาพที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

อย่างที่บอกไปว่าจุดเด่นในงานนี้ก็คือการเปิดตัว Apple Intelligence เจเนอเรชั่นใหม่ โดยเฉพาะ Siri AI ที่อัปเกรดให้เป็นผู้ช่วย AI อย่างเต็มตัว และมีแอปแยกเป็นของตัวเองแล้ว โดยตัว Siri สามารถเข้าใจบริบทส่วนตัวของผู้ใช้ รับรู้ข้อมูลที่แสดงอยู่บนหน้าจอ และดึงข้อมูลจากเว็บมาตอบคำถามได้เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น นอกจากนี้ Apple ยังได้ปรับแต่งดีไซน์แบบ Liquid Glass โดยเพิ่มแถบเลื่อนให้เราปรับระดับความโปร่งใสได้เอง ทำให้ดูสะอาดตาและอ่านง่ายขึ้น


ในด้านการใช้งานทั่วไป Apple บอกว่าระบบใหม่นี้เปิดแอปได้เร็วขึ้นถึง 30% โหลดรูปภาพได้ไวขึ้น และที่สำคัญคือส่งไฟล์ผ่าน AirDrop ได้เร็วกว่าเดิมสูงสุดถึง 80% รวมถึงมีการปรับปรุงระบบสลับสัญญาณระหว่าง Wi-Fi และเซลลูลาร์ให้ทำงานได้เสถียรยิ่งขึ้น
ฟีเจอร์เล็กๆ ที่หลายคนรอคอยคือการเปิดให้ผู้ใช้งานฝั่ง Android และ Windows สามารถเพิ่มรูปแบบ Full-resolution ลงในอัลบัมรูปที่แชร์ร่วมกันบน iCloud ได้แล้ว นอกจากนี้ระบบค้นหาในแอป Mail ยังฉลาดขึ้น ฟีเจอร์ VoiceOver อธิบายภาพได้ละเอียดขึ้น และรองรับการแปลพร้อมซิงก์เวลาอัตโนมัติ
สำหรับฝั่ง iPadOS 27 จะได้รับเครื่องมือใหม่ในการสร้างสไลด์โชว์รูปภาพและวิดีโอแบบครบวงจร สามารถสั่งตั้งค่าปฏิทินนัดหมายด้วยภาษาพูดธรรมชาติได้ และถ่ายโอนไฟล์ไปยังอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกได้เร็วขึ้นถึง 5 เท่า
ส่วนรุ่นที่รองรับการอัปเดทเป็น iOS 27 และ iPadOS 27 มีดังนี้
- iPhone 17
- iPhone Air
- iPhone 17 Pro
- iPhone 17 Pro Max
- iPhone 16e
- iPhone 16 และ 16 Plus
- iPhone 16 Pro และ 16 Pro Max
- iPhone 15 และ 15 Plus
- iPhone 15 Pro และ 15 Pro Max
- iPhone 14 และ 14 Plus
- iPhone 14 Pro และ 14 Pro Max
- iPhone 13 และ 13 mini
- iPhone 13 Pro และ 13 Pro Max
- iPhone 12 และ 12 mini
- iPhone 12 Pro และ 12 Pro Max
- iPhone 11
- iPhone 11 Pro and 11 Pro Max
- iPhone SE (รุ่นที่ 2 ขึ้นไป)
- iPad Pro ชิป M5 รุ่น 11 นิ้ว และ 13 นิ้ว
- iPad Pro รุ่น 11 นิ้ว ตั้งแต่รุ่นที่ 2 ขึ้นไป
- iPad Pro รุ่น 12.9 นิ้ว ตั้งแต่รุ่นที่ 4 ขึ้นไป
- iPad Air ตั้งแต่รุ่นที่ 4 ขึ้นไป
- iPad ตั้งแต่รุ่นที่ 9 ขึ้นไป
- iPad mini ตั้งแต่รุ่นที่ 6 ขึ้นไป
อัปเดทใช้งานจริงได้ตอนไหนบ้าง?
สำหรับคนที่ต้องการทดลองสัมผัสความสามารถของ Siri AI สามารถเข้าร่วมทดสอบ Siri AI ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษผ่านเวอร์ชั่นนักพัฒนา (Developer Betas) ของทั้ง iOS 27, iPadOS 27, macOS 27 และ visionOS 27 ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ แต่ว่าอาจจะต้องมีการลงทะเบียนต่อคิวเข้าทดลองใช้งาน (Waitlist) ก่อน ส่วนระบบปฏิบัติการ watchOS 27 ของ Apple Watch จะตามมาในเวอร์ชั่นเบต้าถัดไป
สำหรับเวอร์ชั่นทดสอบสาธารณะของ Siri AI คาดว่าจะพร้อมเปิดให้คนทั่วไปดาวน์โหลดในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยตัวเต็มของ Siri AI รุ่นใหม่มีกำหนดการปล่อยตัวในช่วงปลายปี 2026 แต่จะยังคงมีสถานะพ่วงท้ายเป็นเวอร์ชั่น Beta อยู่ ส่วนเวอร์ชั่นของ iOS 27 และ iPadOS 27 จะเปิดตัวให้ใช้เต็มๆ ได้ในช่วงเดือนกันยายน คาดว่าจะมาพร้อมกับ iPhone 18 Pro Series
ทั้งนี้ก็มีข้อมูลระบุว่ากลุ่มผู้ใช้งานในภูมิภาคสหภาพยุโรป (EU) จะยังไม่สามารถใช้งาน Siri AI บนระบบปฏิบัติการ iOS 27 และ iPadOS 27 ได้ในช่วงเปิดตัวแรกๆ เนื่องจากทาง Apple จำเป็นต้องจัดการกับปัญหาข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายตลาดดิจิทัล (Digital Markets Act หรือ DMA) ของทางยุโรปก่อน
ที่มา: macrumors, 9to5mac, gizmochina
