เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา HUAWEI Consumer ประเทศไทยได้จัดงาน HUAWEI Open Day | Tech Salon เจาะลึกเกี่ยวกับ Kirin 980 สุดยอดชิปเซ็ต AI รุ่นล่าสุด ที่มาพร้อมกับสุดยอด 6 เทคโนโลยีครั้งแรกของโลก และบทความนี้ก็จะเป็นการเล่าสู่กันฟัง ว่ามีอะไรเด็ด ๆ ใน Kirin 980 บ้าง

สำหรับความเป็นสุดยอดเทคโนโลยีในชิป Kirin 980 นั้น HUAWEI ได้แบ่งออกมาเป็น 6 หัวข้อด้วยกัน ทั้งหมด 6 หัวข้อนี่คือเป็น World’s 1st หรือเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกของโลก ที่มีเทคโนโลยีเหล่านี้บนชิปเซ็ตสมาร์ทโฟน

  • 7nm SoC –  เทคโนโลยีการผลิตที่เล็กที่สุดบนชิปเซ็ตสมาร์ทโฟน
  • Cortex-A76 Based CPU – สถาปัตยกรรมใหม่ล่าสุด ทรงพลังกว่าเดิมถึง 75% และจัดการพลังงานได้ดีกว่ารุ่นก่อนถึง 58%*
  • Mali-G76 GPU – ชิปกราฟฟิครุ่นใหม่ล่าสุด ประสิทธิภาพสูงกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 46%*
  • Dual-NPU – ชิปเซ็ต AI จำนวน 2 ตัว ประมวลผลได้เร็วกว่า ทำอะไรได้มากกว่า
  • 1.4 Gbps Cat.21 Modem – รองรับการเชื่อมต่อ 4.5G เร็ว แรง และเสถียร
  • SoC Supporting 2133 MHz LPDDR4X – รองรับ Ram LPDDR4X ที่ปริมาณการรับส่งข้อมูลสูงถึง 2133 MHz ให้การใช้งานที่ลื่นไหลมากกว่า

*เมื่อเทียบกับ Kirin 970 และ Mali-G72

6 ข้อด้านบนนั้นถือเป็นสเปคของชิป Kirin 980 นั่นเองครับ ประกอบไปด้วยการผลิตบนเทคโนโลยี 7 นาโนเมตร ยิ่งเล็กเท่าไหร่ ก็ยิ่งใส่พวกชิปเล็ก ๆ ข้างในเข้าไปได้มาก ทำให้ความเร็วในการประมวลผลสูงขึ้น เพราะข้างใน Kirin 980 มีบรรดาทรานซิสเตอร์ต่อพื้นที่สูงกว่าชิปแบบ 10 nm

สถาปัตยกรรมของ Kirin 980 เป็น ARM Cortex-A76 พร้อมกับชิปกราฟฟิค Mali-G76 ที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา เท่ากับว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่สดใหม่มาก ๆ

โดยในตอนแรกคาดกันว่า Cortex-A76 + Mali-G76 จะอยู่ในชิปเซ็ตระดับท็อปของปีหน้าด้วยซ้ำ แต่กลับกลายเป็นว่า HUAWEI จับมันมาใส่ใน Mate 20 Pro ที่จะเปิดตัวในวันที่ 16 ตุลาคมที่ถึงนี้แล้ว

 

Dual NPU ที่สุดแล้วใน Kirin 980

หากถามว่าใน 6 อย่างของ Kirin 980 ส่วนตัวผู้เขียนเอง ตื่นเต้นกับอะไรมากที่สุด คงหนีไม่พ้นการใส่ Dual NPU หรือ Nerual Processing Unit เข้าไปด้วยกันถึง 2 ตัว

ตรงนี้เมื่อเทียบกับ Kirin 970 ที่มีเพียง Single NPU ยังสร้างสรรค์อะไรได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพที่ฉลาดขึ้น การจัดการพลังงานที่ดีขึ้น หรือแม้แต่ GPU Turbo ก็มีพระเอกเป็น NPU หรือ AI นี่ล่ะครับ ที่เข้ามาช่วยในการรีดประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์

เริ่มจากการประมวลผลทั่วไป จากเดิมที่เราคุ้นเคยกับ BIG.Little หรือการมี Core ประมวลผลหนัก + Core ประมวลผลรอง แต่ใน Kirin 980 จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

Kirin 980 ประกอบไปด้วย 2 Cortex-A76 ความเร็ว 2.6 GHz (BIG), 2 Cortex-A76 @1.92 GHz (Middle) และ 4 Cortex-A55 @1.8 GHz (Little)

ในการที่จะเลือกว่าประมวลผลด้วย Core ตัวไหน ตรงนี้เป็นหน้าที่ของ Dual NPU ที่จะสามารถเร่งประสิทธิภาพในการประมวลผลได้อย่างทันที นอกจากจะให้การใช้งานที่ลื่นไหลแล้ว การประหยัดพลังงานก็ทำได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากการจัดการทรัพยากรที่ดีขึ้น

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ตามปกติที่เป็น BIG.Little architecture ในชิปทั่วไป เมื่อประมวลผลเบา เช่น การสแตนบายเครื่อง, การฟังเพลง จะใช้ Little Core ในการจัดการ แต่พอมีการใช้งานที่หนักขึ้น เช่น การเล่นเกม จะเปลี่ยนไปใช้ Core ตัวแรง รวมถึงการใช้งานบางประเภทอย่าง โซเชียลมีเดีย, การสตรีมวีดีโอ

ตรงนี้จึงทำให้สูญเสียพลังงานมากเกินความจำเป็น เพราะในการใช้งานโซเชียลมีเดีย, การสตรีมวีดีโอ ไม่ได้ต้องการประสิทธิภาพจากตัวเครื่องสูงเท่ากับการเล่นเกม แต่ในทางกลับกัน หากใช้ Little Core ในการประมวลผล ก็จะเกิดอาการหน่วงขึ้น เพราะ CPU ประมวลผลไม่ทัน

Middle Core ใน Kirin 980 จึงออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น ใช้งานโซเชียลมีเดีย อาจจะเปิด 3 Little + 1 Middle Core ก็เพียงพอที่จะให้การใช้งานลื่นไหล ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งกับ Cortex-A76 ตัวแรงที่ความเร็ว 2.6 GHz

แต่ถ้าเป็นการเล่นเกมแบบ Heavy load ก็จะทำการเปิดทุก Core ประมวลผลทันที แน่นอนว่าตัวช่วยที่ทำให้การจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสมก็คือ Dual NPU นั่นเอง และความพิเศษของ Dual NPU คือมันสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ด้วย ว่าจะมีการใช้งานในลักษณะไหนเกิดขึ้น อัตราการ Lag เมื่อเล่นเกมจึงน้อยกว่าชิปเซ็ตทั่วไป

ด้านล่างเป็นกราฟแสดงเฟรมเรทของเกม PUBG Mobile เมื่อรันด้วย SD845 เทียบกับ Kirin 980 และ Kirin 980 + GPU Turbo นิ่ง ๆ ที่ 58.8 fps รวมถึงอัตราการบริโภคพลังงานที่น้อยกว่า

หรือแม้แต่การรันเกมอย่าง NBA 2K เวอร์ชันใหม่ Kirin 980 ก็สามารถทำเฟรมเรทได้นิ่งกว่า

 

การถ่ายภาพ – New Dual ISP + Dual NPU

ในส่วนของการถ่ายภาพ Kirin 980 มาพร้อมกับ Dual ISP แบบใหม่ หรือตัวแปลงสัญญาณภาพ ซึ่งมีผลมากในการถ่ายภาพ สมาร์ทโฟนบางรุ่น ใช้ฮาร์ดแวร์กล้องเดิม แต่เปลี่ยน ISP ใหม่ ก็สามารถถ่ายภาพได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับ ISP เดิม

ซ้าย Kirin 980 | ขวา: SD 845

Dual NPU เมื่อจับคู่กับ Dual ISP ตัวใหม่ เลยทำให้ Kirin 980 สามารถดึงประสิทธิภาพในแง่ของการถ่ายภาพได้ดีขึ้น เอาแค่การจดจำรูปภาพ Kirin 980 ทำได้ถึง 4500 ภาพ ใน 1 นาที

ยิ่งสมาร์ทโฟนจดจำภาพถ่ายได้เร็วขึ้น เวลาถ่ายภาพ สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ ทำให้ AI Scene Recognition แยกแยะภาพได้เร็ว และแม่นยำมากขึ้นนั่นเอง

ภาพด้านล่างเป็นการเปรียบเทียบการทำงานของ Single NPU กับ Dual NPU ในการถ่ายภาพ และวีดีโอ โดยเฉพาะวีดีโอเนี่ย Kirin 980 สามารถประมวลผลวีดีโอได้แบบ Real-time ในงานมีการแสดงให้เห็นว่า เมื่อถ่ายวีดีโอด้วย Kirin 980 AI สามารถตัดคนที่กำลังเคลื่อนไหว ประกอบเข้ากับฉากอื่น พร้อมเรนเดอร์ไปในตัวได้ทันที

ตรงนี้เป็นการอธิบายเรื่องการเรนเดอร์วีดีโอแบบ Real-time ของ Kirin 980 เริ่มจาก AI เริ่มทำการตรวจจับวัตถุ

หลังจากนั้นก็จะแยกวัตถุหลัก ออกจากฉากหลังได้

ตามด้วยการเรนเดอร์วีดีโอแบบ Real-time นี่คือสิ่งที่ Dual NPU มองเห็น สามารถแยกได้ระหว่างจุดที่เป็นแขนมนุษย์ กับฉากหลังที่ระบุได้อีก ว่าเป็นบ้าน, เป็นท้องฟ้า

สังเกตฉากหลังของวีดีโอให้ดีครับ ความเจ๋งคือ Kirin 980 สามารถเปลี่ยนฉากหลังของวีดีโอได้ทันที จากที่วิ่งริ่มน้ำ กลายมาเป็นการวิ่งในสวนไปเสียแล้ว

การแยกแยะวัตถุ จากเดิม AI จะเห็นแค่เพียงโครง แต่ถ้าเป็น Dual NPU จะทำให้ AI เห็นรายละเอียดของวัตถุได้มากขึ้น อย่างภาพด้านล่าง Dual NPU ใน Kirin 980 จะระบุได้เลยว่าตรงนี้เป็นแขนมนุษย์, ตรงนี้เป็นขา, ตรงนี้เป็นข้อต่อ เป็นต้น

เมื่อ AI เห็นแขนขา เห็นข้อต่อของมนุษย์ สามารถต่อยอดให้การถ่ายภาพออกมาสมบูรณ์แบบมากขึ้น อย่างการจัดองค์ประกอบภาพถ่าย AI จะสามารถวิเคราะห์ได้เลยว่าต้องยืนแบบไหน ถ่ายภาพที่ระยะเท่าไหร่ เพื่อให้ได้ภาพที่สวยงามที่สุด

 

การเชื่อมต่อที่เร็ว…ที่สุดในโลกสมาร์ทโฟน

ด้านระบบการเชื่อมต่อ Kirin 980 รองรับการเชื่อมต่อ LTE Cat.21 ที่ความเร็วสูงสุดระดับ 1.4 Gbps เร็วเป็นอันดับต้น ๆ ของชิปเซ็ตในโลกสมาร์ทโฟน จัดเต็มทั้ง 4×4 MIMO, การรวมคลื่นแบบ 5CC CA, การบีบอัดที่ 256 QAM และ 14 Rx Layer

ถ้าเครือข่ายในบ้านเรารองรับ ในอนาคตการสตรีมวีดีโอที่ความละเอียด 4K HDR น่าจะไม่ใช่ปัญหาล่ะครับ เร็วในระดับ Gbps เนี่ย รวมถึงการดาวน์โหลดไฟล์ใหญ่ ๆ ก็จะใช้เวลาแค่เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

นอกจากโมเดมที่รองรับ Gigabit LTE แล้ว โจทย์สำคัญที่ HUAWEI ทำได้ใน Kirin 980 ก็คือเรื่องความลื่นไหลในการเชื่อมต่อในทุก ๆ สภาพการใช้งาน อย่างข้อมูลด้านล่างนี้ แสดงให้เห็นว่าโอกาสที่การเล่นเกมออนไลน์จะกระตุกจากเน็ตเวิร์กมีเพียง 0.2% เท่านั้น เมื่อใช้งานบนรถไฟความเร็วสูง และมีเพียง 0.1% เท่านั้นที่เล่นเกมแล้ว “ปิงขึ้น” เมื่อใช้งานบนรถไฟฟ้าใต้ดิน

ด้านการเชื่อมต่อของ Kirin 980 ยังไม่จบแค่ Cellular แต่ชิปเซ็ตรุ่นนี้ยังใส่ชิป Wi-Fi รุ่น HUAWEI Hi1103 ทำให้มันสามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้ที่ความเร็วสูงสุดถึง 1732 Mbps ในงานเคลมว่าเร็วที่สุดในโลก (สำหรับสมาร์ทโฟน)

การนำทาง Kirin 980 มาพร้อมกับ GPU แบบคู่ มีความแม่นยำจากเดิมถึง 10 เท่า ตรงนี้น่าจะเห็นผลได้ชัดมาก ๆ ทั้งในเรื่องการนำทางที่แม่นยำขึ้น หรือการเรียกบริการต่าง เช่น Grab, LINE Man จะไม่เจอปัญหาส่งของผิดบ้านอีกต่อไป

ส่วนเทรนของการเชื่อมต่อในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอย่าง 5G ชิปเซ็ต Kirin 980 ก็ออกแบบมาให้รองรับเช่นเดียวกัน เพียงแค่ใส่ชิป 5G Modem Balong 5000 เข้าไป (น่าจะหมายถึงการอัพเกรดเพื่อใช้กับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ) Kirin 980 ก็พร้อมที่จะใช้งาน 5G Technology ทันที

 

เตรียมพบกับ Kirin 980 ในเร็ว ๆ นี้!!

ทุกเทคโนโลยี ทุกความสุดยอดของ Kirin980 จะใส่ไว้ในสมาร์ทโฟนแฟล็กชิปรุ่นใหม่ล่าสุดของ HUAWEI ที่จะเปิดตัวในวันที่ 16 ตุลาคม 2561 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นรุ่นไหนไปไม่ได้ นอกจาก HUAWEI Mate 20 Series นั่นเองครับ