ย้อนไปซักตั้งแต่ 2 ปีที่ืแล้วเป็นต้นไป ปัญหาหนึ่งที่อยู่คู่กับ iPhone มาเสมอ ๆ เลยก็คือเรื่องของระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ ที่อาจจะไม่ได้ยาวนานจนเพียงพอสำหรับการใช้งานแต่ละวันโดยไม่ต้องชาร์จ ต่างกับฝั่ง Android ที่ทำได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่พอมาในยุคหลัง ๆ ฝั่ง iPhone เองก็แก้ไขในจุดนี้ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนมาเห็นชัดสุดใน iPhone XR ที่หลายคนให้การยอมรับว่าแบตมันอึดอย่างเหลือเชื่อ จนมาใน iPhone 11 ที่เป็นรุ่นสืบทอดต่อมาจาก iPhone XR ทาง Apple เองก็ระบุว่ามีแบตเตอรี่ที่ใช้ได้นานกว่า XR อีก 1 ชั่วโมง จึงเป็นที่คาดหวังว่ามันจะเป็น iPhone แบตอึดได้จริง ๆ เสียที

ซึ่งในบทความนี้ก็เป็นส่วนของการรีวิวแบตเตอรี่ของ iPhone 11 จากการเล่นเกมแบบเต็ม ๆ ดูบ้างครับ แต่ก่อนจะไปพูดถึงผลการทดสอบ มาดูกันก่อนว่า มีสาเหตุใดบ้างที่ iPhone ในยุคก่อน ๆ มีแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ไม่ยาวนานมากนัก เมื่อเทียบกับฝั่ง Android

ความจุแบตเตอรี่

นับเป็นประเด็นที่เห็นชัดที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะ iPhone ในยุคก่อน ๆ นั้นมักให้แบตเตอรี่ที่ความจุน้อยกว่าชาวบ้านอย่างชัดเจน ดังข้อมูลในตารางด้านล่างนี้

ถ้าเทียบความจุแบตเตอรี่ที่ใส่มาใน iPhone แต่ละรุ่นกับทางตัวแทนเรือธงฝั่ง Android ซึ่งในที่นี้ขอเลือกเป็น Samsung Galaxy S เนื่องจากเป็นซีรีส์ระดับท็อปที่มีออกมาต่อเนื่องทุกปี ก็จะเห็นความแตกต่างด้านความจุแบตอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นไป แต่พอเข้าช่วงปี 2014 ที่ทาง iPhone เริ่มมีรุ่น Plus จอใหญ่เข้ามา ความจุแบตก็เข้ามาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับ Galaxy S รุ่นปกติในแต่ละปีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้าสู่ในช่วงปีหลังมานี้เอง ที่ความจุแบต iPhone เข้ามาอยู่ในระดับเดียวกับ Galaxy S เสียที จะต่างกันก็ไม่มากนัก

ดังนั้นจึงไม่แปลกครับ ที่ iPhone รุ่นเก่า ๆ จะมีระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ที่ไม่นานเท่ากับสมาร์ตโฟนรุ่นอื่น แม้ว่าตัว iOS จะได้รับการปรับแต่งให้มีประสิทธิภาพต่อการใช้พลังงานที่ดีก็ตาม แต่ด้วยความจุที่ต่ำกว่า จึงเป็นเรื่องปกติที่แบตจะหมดเร็วกว่าฝั่ง Android

 

แรมที่น้อยกว่า = ภาระที่ตกกับ CPU มากขึ้น = ใช้แบตมากขึ้น

หน้าที่ของแรมก็คือเป็นหน่วยความจำหลักของระบบ เพื่อเก็บข้อมูลของระบบและแอปพลิเคชันที่อยู่ในระหว่างการทำงานอยู่ โดยระบบจะทำการเก็บแอปและสถานะการทำงานต่าง ๆ ของแอปที่ใช้งานเป็นลำดับล่าสุดเอาไว้ในแรม เพื่อให้พร้อมสำหรับการเรียกกลับมาใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องให้ CPU และระบบไปโหลดข้อมูลจากพื้นที่เก็บข้อมูล (storage) ใหม่ ซึ่งถ้าพื้นที่แรมถูกใช้งานเต็มแล้ว ระบบก็จะต้องไล่ปิด process ที่ค้างเก่าอยู่ออกไป ทำให้หากผู้ใช้งานต้องการกลับมาใช้แอปที่ถูก kill process ออกไปแล้ว ระบบจะต้องไปโหลดข้อมูลมาประมวลผลใหม่ทั้งหมด ซึ่งการที่ต้องโหลดใหม่ทั้งระบบนี้จะใช้พลังงานมากกว่า เพราะต้องไปดึงข้อมูลมาใหม่ รันแอปใหม่ทั้งชุด รวมถึงอาจต้องโหลดข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตเพิ่มด้วย

ทีนี้ iPhone ในอดีตขึ้นชื่อว่าให้แรมมาน้อยสุด ๆ ในขณะที่ฝั่ง Android ให้มาแล้ว 2GB 3GB แต่ฝั่ง iPhone ยังให้มามากสุดก็แค่ 1GB เท่านั้น ทำให้ผู้ใช้หลายคนพบว่า iPhone แอบ kill process ของแอปเบื้องหลังไปหลายตัว เนื่องจากพื้นที่แรมเต็ม ต่างจากฝั่ง Android ที่มีแรมมากกว่า ก็เท่ากับมีพื้นที่เก็บข้อมูลได้มากกว่า การสลับใช้งานแอปก็เร็วกว่า และแน่นอนว่าส่งผลให้ CPU ไม่ต้องรับภาระหนักในการโหลดแอปขึ้นมาใหม่บ่อย ๆ ช่วยให้อัตราการใช้แบตลดลงไปด้วยพร้อมกัน เนื่องจากการเก็บข้อมูลไว้ในแรม มันใช้ไฟต่ำกว่าการให้ CPU ประมวลผลเพื่อรันโค้ดคำสั่งเยอะ

แต่พอเป็นในปัจจุบัน ต้องบอกว่าสเปคของ iPhone นั้นขึ้นมาอยู่ในระดับที่ไม่น่าเกลียดเหมือนแต่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะปริมาณแรมและความจุแบตเตอรี่ที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าฝั่ง Android มากนัก (แต่ก็ยังต่ำกว่าหน่อย ๆ ในบางจุด) ส่วนด้านของชิปประมวลผล Apple เองก็พัฒนาขึ้นมาได้ดีขึ้นทุกปี ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพที่อยู่ในระดับท็อป การออกแบบสถาปัตยกรรมให้มีการแยกส่วนการทำงานชัดเจนขึ้น เช่น การแยกชุดคำสั่งที่ใช้ประมวลผลด้าน neural network โดยเฉพาะ เพื่อการทำงานที่เร็วกว่าในแง่การทำงานเฉพาะทาง ทั้งยังช่วยลดภาระตัวคอร์ประมวลผลหลักลง และมีประสิทธิภาพการทำงานต่อพลังงานที่ใช้ที่ดีขึ้นด้วย

ทีนี้มาดูผลจากการทดสอบแบตเตอรี่ iPhone 11 ในการเล่นเกมดูบ้างครับ โดยในการทดสอบ เครื่องที่ใช้ก็คือเครื่องที่ใช้งานเป็นเครื่องหลัก ลงแอปที่ใช้ประจำและเปิดใช้งานเต็มที่ ส่วนการตั้งค่าและสถานะต่าง ๆ ของตัวเครื่องเป็นดังนี้

  • แบตเตอรี่ตอนเริ่มทดสอบอยู่ที่ 80%
  • เชื่อมต่อ WiFi
  • เชื่อมต่อ Bluetooth เข้ากับสมาร์ตวอทช์
  • ใช้งาน cellular ตามปกติ
  • เปิดเสียงประมาณ 20%
  • ความสว่างหน้าจอแบบปรับอัตโนมัติ
  • ไม่ได้เปิดโหมดประหยัดพลังงานและโหมดห้ามรบกวน

 

Call of Duty: Mobile

เกมแรกที่ทดสอบก็คือ Call of Duty: Mobile ได้ขึ้นชื่อว่ากินสเปคพอสมควรครับ การตั้งค่ากราฟิกและเฟรมเรตอยู่ในระดับสูงสุด แต่ปิด effect ส่วนใหญ่ไปตามการตั้งค่าเริ่มต้นของเกม โดยเล่นในโหมด Multiplayer แบบ Frontline หลายแมทช์ติดต่อกันเป็นเวลา 1 ชั่วโมง

ผลที่ได้: แบตเตอรี่ลดไป 19%

สองภาพในฝั่งซ้ายคือภาพที่แคปไว้ตอนก่อนจะเปิดเกมขึ้นมาครับ จากเดิมในตอน 13:23 น. มีแบตเตอรี่อยู่ 80% ส่วนสองภาพถัดมาเป็นเวลา 14:24 น. แบตเตอรี่เหลือ 61% ดังนั้น เท่ากับว่าถ้าเริ่มเล่นตอนแบตเต็ม iPhone 11 น่าจะสามารถเล่นเกม Call of Duty: Mobile ติดต่อกันได้ราว ๆ 5 ชั่วโมง ด้วยการตั้งค่าตัวเครื่องและตัวเกมแบบที่กล่าวไปข้างต้น

 

RoV

หลังจบจาก Call of Duty: Mobile ผมก็เข้าไปโหลดเกม RoV จากใน App Store แล้วเปิดเล่นต่อทันทีครับ การตั้งค่ากราฟิกทุกอย่างปรับอยู่ในระดับสูงสุด ส่วนการตั้งค่าตัวเครื่องก็ยังคงใช้แบบเดียวกับตอนแรกเลย

ผลที่ได้: แบตเตอรี่ลดไป 19%

ก็เป็นผลที่น่าตกใจเหมือนกันครับที่ RoV 1 ชั่วโมงก็กินแบตเท่ากับ COD เลย โดยในตอนเริ่มเล่นที่เวลา 14:39 น. แบตเตอรี่อยู่ที่ 58% เล่นเกมผ่านไป 1 ชั่วโมงนิด ๆ ที่เวลา 15:40 น. แบตลดลงมาเหลือ 39% ดังนั้นก็พอประมาณได้ว่าถ้า iPhone 11 แบตเต็ม ด้วยการตั้งค่าดังกล่าวก็น่าจะทำให้สามารถเล่นเกม RoV ได้เกือบ ๆ 5 ชั่วโมง

 

PUBG Mobile

ปิดท้ายด้วยอีกเกมยอดนิยมอย่าง PUBG Mobile ครับ สำหรับการตั้งค่ากราฟิกในเกมก็จะใช้ที่ระดับ HDR เฟรมเรตระดับ Ultra พอ (สามารถปรับสูงสุดได้ที่ระดับ Extreme)

ผลที่ได้: แบตเตอรี่ลดไป 18%

ในตอนเริ่มเปิดเกมขึ้นมา แบตเตอรี่อยู่ที่ 93% หลังจากเล่น PUBG Mobile ไปประมาณ 1 ชั่วโมง แบตเตอรี่ก็เหลือที่ 75% ซึ่งก็อยู่ในระดับเดียวกับทั้งเกม COD และ RoV เลย ซึ่งถ้าให้ประเมินคร่าว ๆ ถ้าเริ่มเล่นจากตอนแบตเต็ม iPhone 11 ก็น่าจะเล่นในระดับการตั้งค่าแนว ๆ นี้ได้เกือบ 5 ชั่วโมงเช่นกัน

ก็น่าจะช่วยไขข้อข้องใจได้พอสมควรนะครับว่า iPhone 11 แบตอึดขนาดไหน เล่นเกมได้นานมั้ย เอาไว้ถ้ามีเวลา ทางทีมงานจะลองกับในรุ่นอื่น ๆ ดูบ้างนะครับ