ตอนที่กำลังเขียนบทความนี้ ผมนึกถึงช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุคฟีเจอร์โฟน มาเป็นสมาร์ทโฟน การเข้ามาของแอปพลิเคชัน ทำให้โทรศัพท์มือถือทำอะไรได้มากกว่าการโทรเข้า – ออก, เล่นเกมงู, ถ่ายภาพ ฯลฯ เพราะมีแอปพลิเคชันให้เลือกดาวน์โหลดเพิ่มเติม เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละบุคคล และหลังจากนั้นสมาร์ทโฟนก็ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อย ๆ สามารถทำงานได้ใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์

เมื่อการพัฒนาเรื่องฮาร์ดแวร์มาถึงจุดหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือเกิดความอิ่มตัวเรื่องฮาร์ดแวร์ การแข่งขันเรื่องสเปคดูจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องของทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค เพราะแค่ความแรง หรือคะแนน AnTuTu ไม่พอสำหรับยุคนี้ ยุคที่ผู้บริโภคต้องการความ Smart อย่างแท้จริง

เทรนด์ของสมาร์ทโฟนในยุคปัจจุบันคือไม่ใช่แค่แรง แรง แรงเพียงอย่างเดียว แต่มันต้องฉลาด และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ได้ทันท่วงที อยากรู้อะไรต้องรู้เดี๋ยวนั้น อยากได้อะไรก็ต้องรวดเร็วทันใจ

ส่วนตัวผมเองที่อยู่ในวงการนี้มาหลายปี สิ่งที่ผมมองว่ามันสร้างอิมแพคมากพอ ๆ กับช่วงเปลี่ยนผ่านจากฟีเจอร์โฟน มาเป็นสมาร์ทโฟน คือการเข้ามาของ AI ที่ยกระดับให้สมาร์ทโฟน กลายเป็นสมาร์ทโฟนจริง ๆ ในยุคนี้สมาร์ทโฟนเครื่องไหนไม่มี AI เหมือนคุณแพ้คู่แข่งไปแล้ว 50%

HUAWEI เป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่ให้ความสำคัญกับ AI เป็นเจ้าแรก ๆ ของโลก อย่าง Mate 10 Pro เองก็เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมกับ NPU หรือชิปเซ็ต AI ในตัว และเราก็ได้เห็นกันแล้วว่าเมื่อ HUAWEI Mate 10 Pro เปิดตัวมา มันเจ๋งขนาดไหน รวมถึงมีกระแสตอบรับที่ดีเพียงใด เพราะหลังจากนั้นสมาร์ทโฟนแทบจะทุกแบรนด์ก็ล้วนแต่ใส่ AI เข้ามาในมือถือของตัวเอง

HUAWEI Mate 10 Pro สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมชิป AI ตัวแรกของโลก

ในรุ่นต่อยอดอย่าง HUAWEI Mate 20 Series ก่อนที่มันจะเปิดตัว ผมเองมองว่าเป็นงานหนักของ HUAWEI ที่จะทำให้สมาร์ทโฟนในซีรี่ส์นี้ออกมา “ว้าว” ในแบบที่ควรจะเป็น ด้วยมาตรฐานของรุ่นก่อนหน้าที่ทำไว้สูงมาก เอาเข้าจริง เมื่อสัก 3 เดือนที่แล้ว ผมยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้อง “เปลี่ยน” จาก Mate 10 Pro ด้วยซ้ำ เพราะหลังจากที่ได้อัพเดต Firmware ที่มี GPU Turbo กับ Night Shot ผมว่ามันใช้งานได้ดีไม่แพ้เรือธงที่เปิดตัวในปี 2018 เลยล่ะ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ HUAWEI ได้เปิดตัว Mate 20 Series และผมเอง รวมถึงทีมงานก็มีโอกาสได้ทดลองใช้สมาร์ทโฟนทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ Mate 20 Pro, Mate 20X, Mate 20 มาช่วงเวลาหนึ่ง ถ้านับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนตุลาคม จนมาถึงวันที่เขียนบทความนี้ ก็ร่วม ๆ สองเดือน เราก็มีความเห็นตรงกันว่า Mate 20 Series ควรเป็น Smartphone of the year ในปี 2018 นี้ เพราะมันเป็นสมาร์ทโฟนที่ “Smart” ที่สุดแล้วในปีนี้

คีย์แมนของ Mate 20 Series สำหรับผมคือชิปประมวลผล + Dual AI Chipset กับซอฟท์แวร์ที่หากได้ลองใช้แล้ว จะรู้เลยว่าการลงทุนเรื่อง Research and development ของ HUAWEI ในแต่ละปี ปีละหลายหมื่นล้าน ทำให้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้ออกมาเจ๋งอย่างไร และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เรามองว่า Mate 20 Series ควรเป็น “Smart” phone of the year ครับ

*ในการจัดอันดับสมาร์ทโฟนในปี 2018 ของเว็บไซต์ SpecPhone.com เรายกให้ HUAWEI Mate 20 Pro เป็น Best Android Smartphone ในปี 2018 คือเป็นที่สุดของมือถือแอนดรอยด์ในปีนี้ ด้วยความสามารถที่ครบเครื่อง จะถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ หรือจะใช้งานในชีวิตประจำวัน สมาร์ทโฟนเครื่องนี้ก็ทำทุกอย่างให้เป็นเรื่องง่ายไปหมด

 

1. การประมวลผลที่รวดเร็ว

อย่างที่ผมได้กล่าวไปเมื่อตอนต้นของบทความ ว่าผู้ใช้ในยุคปัจจุบันไม่ชอบการ “รอ” ทุกอย่างต้องรวดเร็วทันใจ การเปิดแอปพลิเคชัน การสลับแอปต้องเร็ว ถ่ายรูปเสร็จต้องพร้อมดูรูปได้ทันที ไม่ใช่ว่าต้องรอบันทึกลงการ์ด 3 วินาทีถึงจะดูรูปได้ รวมถึงการประมวลด้านอื่น ๆ ในส่วนนี้ฮาร์ดแวร์เป็นสิ่งสำคัญมาก

Mate 20 Series เป็นสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับฮาร์ดแวร์ระดับท็อปในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นชิปเซ็ต Kirin 980 Dual NPU, RAM LPDDR4 หน่วยความจำในตัวเครื่องแบบ UFS 2.1 ซึ่งมีความเร็วในการอ่านข้อมูลในระดับท็อปของโลกสมาร์ทโฟน

สิ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า Mate 20 Series เป็นสมาร์ทโฟนที่ทรงพลังในการประมวลผลมากขนาดไหน ดูได้จากโหมด AI Color ที่เป็นหนึ่งในโหมดถ่ายวีดีโอ โดยโหมดดังกล่าวจะทำการเปลี่ยนสีฉากหลังทั้งหมดให้เป็นขาวดำ มีเพียงตัวแบบเท่านั้นที่เป็นสีปกติ หากนึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Sin City ครับ

กระบวนการผลิตไฟล์วีดีโอฉากหลังขาวดำ ตัวแบบเป็นสี หากเป็นขั้นตอนปกติก็จะต้องถ่ายมาก่อน จากนั้นนำไปเข้าโปรแกรมเพื่อทำการมาร์คจุดที่ละจุด แล้วค่อยดูดสีฉากหลังออก ความยากอยู่ที่ตัวแบบ หากตัวแบบขยับเยอะ ก็ต้องมาร์คจุดใหม่ ซึ่งใช้เวลานานมากในการสร้างสรรค์วีดีโอแบบนั้น

แต่ Mate 20 Series ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น Mate 20 Pro, Mate 20X และ Mate 20 กลับทำให้มันเป็นเรื่องง่ายมาก เพียงแค่ปรับไปที่โหมด AI Color ถ่ายวีดีโอตามปกติ แล้วปล่อยเป็นหน้าที่ของ Kirin 980 + Dual NPU ที่สำคัญคือมันสามารถดูดสีฉากหลังได้ตั้งแต่การ Preview หรือแม้แต่ตอนถ่ายก็แสดงผลวีดีโอได้แบบ Real-time เหมือนถ่ายไป มาร์คจุดไป ไหนจะต้องเรนเดอร์วีดีโออีก

หากชิปประมวลผลไม่เจ๋งพอ จะไม่สามารถสร้างสรรค์วีดีโอแบบนี้ได้แน่นอนครับ และถ้าการประมวลผลที่ยากขนาดนี้ Mate 20 Series ยังทำให้เป็นเรื่องง่าย ๆ เหมือนถ่ายวีดีโอปกติ การใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันก็ไม่น่าจะไม่ยากเกินความสามารถของ Mate 20 Series แน่นอน

 

2. ความฉลาดในการทำงาน เป็น Smartphone ที่แท้จริง

นอกจากการประมวลผลที่รวดเร็วแล้ว ความฉลาดในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน โดยไฮไลท์หนึ่งของ Mate 20 Series คือมาพร้อมกับ HiVision ฟีเจอร์อัจฉริยะที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก โดยสิ่งที่ HiVision สามารถทำได้ก็เช่น การแปลภาษา, การคำนวณแคลอรี่, การจำแนกสิ่งของ ฯลฯ

อ่านมาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนคงค้านในใจ เพราะฟีเจอร์ที่ผมว่ามานั้น สมาร์ทโฟนไม่กี่พันบาทก็ทำได้ แค่โหลดแอปก็จบแล้ว ซึ่งก็ไม่ผิดครับ มือถือพวกนั้นทำได้ แต่ผมเชื่อว่าไม่สามารถทำได้ดีเยี่ยมเท่ากับที่ Mate 20 Pro แน่นอน

ตรงนี้เป็นประสบการณ์ตรงของผมเองเลย เมื่อปลายเดือนที่แล้วผมลาพักร้อนไปญี่ปุ่นประมาณ 10 วัน โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีภาษาของตัวเอง ทำให้แทบจะทุกอย่างที่นั่นเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด แม้ช่วงหลังมานี้จะมีป้ายภาษาอังกฤษตามสถานที่สำคัญ ๆ บ้าง แต่ส่วนมาก 80%+ ก็ยังคงเป็นภาษาญี่ปุ่นอยู่ ยิ่งถ้าคุณออกนอกเมืองหลักเมื่อไหร่ล่ะก็ การหาภาษาอังกฤษบางทีก็หายากพอ ๆ กับการหาป้ายภาษาไทยครับ

HiVision ช่วยให้การใช้ชีวิตที่ประเทศญี่ปุ่นง่ายขึ้นมาก โดยฟีเจอร์ที่ผมใช้หลัก ๆ คือการแปลภาษา มันสามารถแยกภาษาได้อัตโนมัติ และแปลภาษาได้แบบ Real-time เพียงแค่ผมส่องกล้องไปที่ป้าย, สิ่งของ หรืออะไรก็ได้ที่เป็นภาษาญี่ปุ่น HiVision ก็จะแปลเป็นภาษาที่ตั้งค่าไว้ได้อย่างรวดเร็ว (ผมเลือกให้แปลเป็นอังกฤษ) ความเจ๋งคือ ต่อให้ส่องไปที่ตัวหนังสือญี่ปุ่นที่เป็นลายมือ หรือเป็นฟอนต์แปลก ๆ มันก็ยังคงแปลได้ แถมแปลได้เร็วมากด้วย

การที่พก Mate 20 Pro ไปญี่ปุ่น ทำให้ผมสามารถเข้าร้านอาหารไหนก็ได้ โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าร้านนั้นจะมี English Menu หรือไม่ เพราะแค่ส่อง HiVision ไปที่เมนูอาหารก็รู้แล้วว่าเมนูนั้นคืออะไร ไม่ต้องเล่นเกมวัดดวงเหมือนที่ผ่านมา

หรือในเคสฉุกเฉินที่ผมเจอระหว่างอยู่ที่โอซาก้า คือรถไฟ JR เกิดอุบัติเหตุ ทำให้ไม่สามารถเดินรถได้ในช่วงเวลาหนึ่ง ตอนนั้นจำได้ว่ารอรถไฟนานมาก รอโดยที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงนานขนาดนั้น จนเห็นป้ายที่นายสถานีนำมาตั้งไว้ ซึ่งเป็นป้ายภาษาญี่ปุ่นล้วน พอใช้ HiVision ส่องไปถึงได้รู้ว่ารถไฟเสีย จึงตัดสินใจเปลี่ยนสายรถไฟไปขึ้นรถไฟใต้ดินแทน ไม่เช่นนั้นแพลนที่วางไว้วันนั้นคงล่มแน่นอน

นอกจากการแปลภาษา HiVision ยังสามารถระบุ รวมถึงให้ข้อมูลสถานที่สำคัญ, งานศิลปะได้ เหมาะมากกับการไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศ หรือจะใช้ค้นหาสิ่งของว่าสามารถซื้อได้ที่ไหน และไฮไลท์อย่างการคำนวลแคลอรี่ เพียงส่องไปที่อาหาร ขนม ผลไม้ เป็นฟีเจอร์ที่เข้ากับยุคที่คนหันมาสนใจสุขภาพ ไม่จำเป็นว่าของชิ้นนั้นจะมีฉลากหรือไม่ เท่าที่ผมทดสอบกับพวกขนมหวาน, อาหารไทยบางชนิด HiVision สามารถระบุแคลอรี่ได้แม่นยำในระดับหนึ่งเลยครับ

 

3. กล้องถ่ายรูป ไม่ใช่แค่ดีเยี่ยม แต่ใช้งานได้ทุกสถานการณ์

ทุกคนทราบดีว่ากล้องของสมาร์ทโฟน HUAWEI นั้นยอดเยี่ยมขนาดไหน อย่างต้นปีที่ผ่านมา P20 Pro ก็แสดงให้เห็นแล้ว ด้วยคะแนน DxOMark ที่ตอนนี้ก็ยังไม่มีแบรนด์ไหนล้มได้ แต่ใน Mate 20 Series มันไม่ใช่แค่ถ่ายรูปได้ดี แต่มันสามารถถ่ายรูปได้ดีในทุกสถานการณ์

ผมรู้สึกว่ากล้องของ Mate 20 Pro เจ๋งมากก็ตอนไปญี่ปุ่นนั่นล่ะครับ เพราะรอบนี้ผมไม่ได้พก DSLR ไป เนื่องจากต้องย้ายโรงแรมบ่อย แล้วก็ไปเที่ยวหลายเมือง (ผมไปเกียวโต, โอซาก้า, คานาซาว่า, นารา, ชิราคาวาโกะ และอื่น ๆ) ถ้าจะให้พกกล้องคู่ใจอย่าง EOS 6D + เลนส์ที่ครอบคลุมระยะการใช้งาน กลับมาไทยผมน่าจะต้องไปรักษาตัวเพราะแบกของหนักเกินไป

ปัจจัยหลักที่ทำให้ผมตัดสินใจพกแค่ Mate 20 Pro ไปเพราะสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ มีกล้อง 3 เลนส์ ซึ่งมันให้ระยะที่ครอบคลุมตั้งแต่ 16 มิลลิเมตร ไปจนถึง 105 มิลลิเมตร (ยังไม่นับ Digital Zoom 10 เท่า) ถ้าคิดง่าย ๆ ก็น่าจะครอบคลุมเลนส์ตัวหลักที่ใช้ประจำอย่าง 24 – 105L พอดี แถม Mate 20 Pro มีช่วงเลนส์มุมกว้างที่กว้างกว่าเล็กน้อยด้วยซ้ำ

ในแง่ของคุณภาพของรูปถ่าย ผมเชื่อว่า Mate 20 Pro ยังห่างชั้นกับกล้อง DSLR Full Frame อย่าง EOS 6D พอสมควร แต่ด้วยความที่ผมไม่ได้ต้องการไฟล์ใหญ่ แค่ถ่ายแล้วอัพขึ้นโซเชียลมีเดีย (Facebook, Instagram) ที่ไม่ว่าจะถ่ายมาไฟล์ใหญ่แค่ไหน Facebook ก็ลด Bitrate ภาพอยู่ดี เพราะฉะนั้น Mate 20 Pro น่าจะทำให้ผมได้ภาพถ่ายตามที่ต้องการ แล้วก็สะดวกในการอวดลงโลกโซเชียลมากกว่า

หลังจากที่ได้ใช้ Mate 20 Pro ทั้งทริปญี่ปุ่น ผมก็รู้สึกว่าคิดถูกที่ไม่แบก DSLR ไป โดยหลัก ๆ ผมใช้โหมด Auto ที่มี AI scene recognition อีกทั้งช่วงเวลาที่ผมไปญี่ปุ่น เป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีพอดี และแน่นอนว่า Mate 20 Pro ก็มีโหมดถ่ายใบไม้เปลี่ยนสีด้วย เข้าทางเป๊ะ! ผลก็คือได้ภาพถ่ายออกมาประมาณนี้ เป็นภาพที่ผมไม่ได้แต่งเพิ่ม เพราะ Mate 20 Pro แต่งให้ตั้งแต่กดถ่ายแล้ว

Mate 20 Pro in Japan

เรื่องระยะเลนส์ก็สำคัญมากในการท่องเที่ยว ในช่วงเวลาที่เป็น High season นักท่องเที่ยวเพียบ บางสถานที่นี่แทบจะเข้าไปไม่ถึง หรือในบางสถานที่ก็ไม่สามารถถอยเพื่อเก็บภาพได้ครบ การที่ Mate 20 Pro สามารถถ่ายได้ทั้งระยะ Wide, Ultra-wide และ Telephoto ทำให้การถ่ายภาพสะดวกขึ้น เก็บภาพได้ทุกสถานการณ์

นอกจากระยะที่ครอบคลุมในการถ่ายภาพ Mate 20 Pro ยังถ่ายภาพได้ทุกสภาพแสงอีกด้วย จะย้อนแสงมากน้อยแค่ไหนก็ขุดรายละเอียดได้ครบ หรือจะถ่ายในที่แสงน้อยมาก ๆ ก็แค่เปิด Nightshot ไม่ต้องพกขาตั้งกล้อง ไม่ต้องมานั่งขุดรายละเอียดเพิ่มในแอปพลิเคชันเหมือนเมื่อก่อน

 

4. แบตเตอรี่อึด ใช้งานได้ทั้งวัน และเทคโนโลยีการชาร์จที่เร็ว (มาก)

มีสมาร์ทโฟนหลายยี่ห้อที่เร็ว แรง แต่พอใช้งานจริงกลับพบว่ามันใช้งานได้ไม่นานเท่าที่ควร ใช้ไปสักพักแบตเตอรี่หมด ต้องชาร์จ ไม่ก็ต้องพก Powerbank ซึ่งก็ไม่สะดวกสักเท่าไหร่ แต่สำหรับ Mate 20 Series มันเป็นสมาร์ทโฟนที่ผมรู้สึกว่า ใช้ ๆ ไปเถอะ จะดู Youtube, เล่นเกม, เปิด Maps หนัก ๆ ก็ไม่ต้องกลัวแบตหมด

ยกตัวอย่างตอนที่ผมไปทริปญี่ปุ่น (อีกแล้ว) สาเหตุที่ยกทริปนี้มาบ่อยมาก เพราะเป็นประสบการณ์ที่ได้ใช้งานจริง แล้วก็เป็นช่วงเวลาที่ผมใช้สมาร์ทโฟนเยอะมากกว่าปกติ หลัก ๆ ก็ใช้เปิด Google Maps นำทางทั้งวัน ไหนจะต้องถ่ายรูป และเปิดเกม Pokemon Go เพื่อจับโปเกมอน

ตลอด 10 วันที่ผมใช้งาน Mate 20 Pro ในลักษณะนี้ มีเพียงวันเดียวที่ต้องชาร์จระหว่างวัน เนื่องจากวันนั้นผมออกจากที่พักตั้งแต่ตี 5 และก็ใช้งานต่อเนื่อง (เล่น Pokemon Go ต่อเนื่อง) จนถึงเวลาประมาณ 19.00 น. พบว่าแบตเตอรี่ Mate 20 Pro เหลือเพียง 18%

อันที่จริงแบตเตอรี่ 18% ของ Mate 20 Pro น่าจะใช้งานไปได้ถึงเวลา 22.00 น. เป็นอย่างต่ำ แต่ไหน ๆ ก็กลับเข้าที่พักเพื่อเปลี่ยนรองเท้าอยู่แล้ว ผมเลยชาร์จไฟเพื่อความชัวร์ และ Mate 20 Pro กับระบบชาร์จเร็ว Super Charge ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

ด้วยความที่ระบบชาร์จเร็วใน Mate 20 Pro จ่ายไฟได้สูงสุดถึง 40W (Mate 20, Mate 20X จ่ายไฟได้ 22.5W) ทำให้การชาร์จที่ปกติมันก็เร็วอยู่แล้ว ชาร์จเร็วขึ้นไปอีก ถ้าจำไม่ผิดผมชาร์จไปประมาณ 20 นาที ได้แบตเตอรี่เกือบ 50% เพียงพอที่จะกลับที่พักอีกทีตอนหลังเที่ยงคืนได้สบาย ๆ

สรุปเหตุผลที่ HUAWEI Mate 20 Series ควรเป็น Smartphone of the year ในปี 2018 นี้ เพราะมันเป็นสมาร์ทโฟนที่ Smart จริง ๆ มีความสมดุล ครบเครื่องทั้งเรื่องความแรง และตอบโจทย์การใช้งานในทุก ๆ ด้าน

อย่างเรื่องความเร็วในการประมวลผล หากดูจากคะแนน Benchmark ที่หลายคนชอบนำมาเปรียบเทียบ ผมว่าคะแนนของแต่ละชิปเซ็ตก็ไม่ได้ทิ้งห่างกันมาก แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าตัวเลขคะแนนที่ออกมานั้น การันตีได้จริงไหมว่าสมาร์ทโฟนนั้นประมวลผลได้เร็วในการใช้งานจริง หรืออย่างน้อยที่สุด มันทำงานได้สมกับความแรงนั้นหรือไม่ แต่ Mate 20 Series แสดงให้เห็นว่ามันรีดศักยภาพของฮาร์ดแวร์ออกมาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริง ๆ เห็นได้จาก HiVision หรือโหมดวีดีโอ AI Color, Background Blur

ด้านกล้องถ่ายภาพที่กลายเป็นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อสมาร์ทโฟน Mate 20 Series ไม่เพียงแต่มีกล้องถ่ายภาพที่ดีเยี่ยม แต่มันยังพร้อมใช้งานได้ในทุกสถานการณ์จริง ๆ จะถ่ายใกล้ถ่ายไกล หรือแสงแบบไหนก็พร้อมที่จะเก็บความทรงจำในโมเมนต์นั้นได้ทันที รวมถึงแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้ทั้งวันจริง ๆ หรือถ้าจะต้องชาร์จก็ไม่ต้องรอนาน

สมาร์ทโฟนที่ดี ไม่ใช่แค่ว่ามันแรง มันสวย แต่ต้องสามารถตอบโจทย์การใช้งานในทุกด้าน ทุกช่วงเวลาที่ต้องการ และ Mate 20 Series คือสมาร์ทโฟนที่ผมกับทีมงาน SpecPhone.com มองว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดในปี 2018 นี้ครับ