cover-ss

ก็เปิดตัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ สำหรับ Samsung Galaxy S6 สมาร์ทโฟนรุ่นท็อป (แต่ยังไม่สุด) ของ Samsung ประจำปีนี้ ก็นับเป็นรุ่นที่ 6 ที่มีออกมาแล้ว ซึ่งรุ่น S ของแต่ละปีนี่ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นรุ่นแห่งการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เจ๋งๆ กันอย่างเต็มที่มาตลอด ในบทความนี้เราเลยจับ Galaxy S ของแต่ละปีมาเทียบสเปค เทียบจุดเด่นให้เห็นกันครับ ว่าแต่ละปี Galaxy S มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างไรบ้าง ทั้งในแง่ที่ดีขึ้น และแง่ที่แย่ลง เอาเป็นว่ามาดูจากตารางสรุปสเปคแบบง่ายๆ กันก่อนละกัน

Screen Shot 2015-03-03 at 5.32.44 PM

สำหรับสเปคในตารางนี้ จะเน้นรุ่นโมเดลย่อยที่ขายในไทยนะครับ  (เช่นพวกการรองรับ 3G/4G)

ส่วนความจุ คือความจุที่มีให้เลือกทั้งหมดของแต่ละรุ่นเลย

 

หน้าจอ

ถ้าย้อนไปตอนเปิดตัว Samsung Galaxy S ตัวแรก ต้องบอกว่าเป็นรุ่นที่ใช้เปิดตัวเทคโนโลยีจอ Super AMOLED ที่ให้สีสันสวยงาม จุดที่เป็นสีดำก็ดำสมจริงที่สุด (ในสมัยนั้น) และเทคโนโลยีจอ Super AMOLED ของ Samsung เองนี้ ก็ได้มาอยู่ในมือถือหลายๆ รุ่นในภายหลัง ซึ่งมือถือในซีรี่ส์ Galaxy S เองก็ยังคงใช้จอชนิดนี้อยู่มาจนถึงปัจจุบัน แถมยังมีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ อีกด้วย

ส่วนในแง่ของความละเอียดภาพ แน่นอนครับว่าก็ต้องมีการพัฒนามาตามยุคสมัย ซึ่งในแต่ละปี มือถือ Samsung Galaxy S ประจำปีนั้นก็จะเลือกใช้จอที่ความละเอียดสูงกว่า เมื่อเทียบกับรุ่นท็อปจากแบรนด์อื่นๆ อยู่เสมอ จะมาตกม้าตายหน่อยก็ตอน Galaxy S5 ที่ดันเปิดมาแค่จอ Full HD ไม่เป็นจอ QHD (2K) อย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ซึ่งก็คาดว่าเหตุผลหนึ่งคือน่าจะกั๊กเอาไว้ให้กับ Note 4 ช่วงปลายปี เลยทำให้ Galaxy S5 เลือกใช้แค่จอ Full HD เท่านั้น (แต่ก็ดีในเรื่องประหยัดพลังงานนะ)

ในปีนี้ กับ Galaxy S6 ได้เลือกใช้จอขนาด 5.1 นิ้วเท่า S5 แต่มาพร้อมความละเอียดถึงระดับ 2K สมกับความเป็นรุ่นท็อปเสียที ส่วนเรื่องประสบการณ์การใช้งานจริงจะทำได้ดีขนาดไหน คงต้องรอดูกันอีกทีครับ

ผล: พัฒนาขึ้น

 

ชิปประมวลผล

เป็นอีกเรื่องที่ Samsung ทำได้เก่งพอสมควร กับการพัฒนาชิปประมวลผลของตนเองในชื่อ Exynos ที่ Samsung เริ่มนำชื่อนี้เข้ามาในตลาดตอนช่วง Galaxy S2 และก็ใส่มาใน Galaxy S รุ่นต่อๆ มาทุกรุ่น แต่จะว่าไป เมื่อก่อน ชิป Exynos ก็ยังมีจุดด้อยกว่าชิปตระกูล Snapdragon ของ Qualcomm อยู่บ้างก็เช่น เรื่องการรองรับ 4G LTE ที่ Exynos ยังไม่รองรับ ทำให้มือถือตระกูล Galaxy S บางรุ่น จำเป็นต้องมีการเลือกใช้ชิปประมวลผลที่แตกต่างออกไปในบางประเทศ เลยเกิดปัญหาการสับสน ดราม่ากันไปบ้างพอสมควร มาในภายหลัง ชิป Exynos สามารถใช้งาน 4G LTE ได้ในตัวแล้ว จึงตัดปัญหาเรื่องนี้ไปได้ แต่ก็ยังเหลือปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานอีกอยู่ดี เพราะถ้าให้เลือกได้ ส่วนใหญ่ก็อยากจะได้รุ่นที่ใช้ชิป Snapdragon กันมากกว่า Exynos ด้วยเหตุผลหลากหลายประการ

ส่วนเรื่องจำนวนคอร์ประมวลผลนั้น ก็มีการเพิ่มขึ้นมาทุกๆ ปีเช่นกัน เริ่มจาก 1 มา 2 มา 4 แล้วก็มา 8 ซึ่งเจ้าพวก 8 คอร์นี้ ก็จะแบ่งย่อยออกเป็น 4 คอร์สำหรับงานหนัก กับอีก 4 คอร์สำหรับงานเบา ตามแต่รูปแบบการใช้งานอีก ซึ่งจุดนี้ก็ดูเหมือน Samsung จะพัฒนาได้ดีขึ้นมาเรื่อยๆ เหมือนกัน ด้านของผลเทสประสิทธิภาพคงไม่ต้องบอกล่ะนะครับ เพราะมันต้องแรงขึ้นทุกปีอยู่แล้ว

ผล: พัฒนาขึ้น

 

Screen Shot 2015-03-02 at 12.54.26 AM

แรม

นับว่าผิดคาดเหมือนกันที่ Galaxy S6 มาพร้อมแรมแค่ 3 GB เท่านั้น ซึ่งหลายท่านคงคาดว่าคงจะกั๊กแรม 4 GB ไว้ตอน Note 5 ละมั้ง แต่ความจริงแล้ว อาจจะมีอีกสาเหตุหนึ่งครับ นั่นคือ S6 มันมาพร้อมแรม DDR4 ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของแรมสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปอย่างเราๆ ซึ่งแรม DDR4 น่าจะเริ่มเห็นใช้งานกันในมือถือรุ่นท็อปหลายๆ ตัวของปีนี้กันแล้วล่ะ (รวมถึงแวดวงคอมพิวเตอร์ด้วย) ส่วนประโยชน์หลักๆ ของมันก็คือ แรงกว่า DDR3 ที่เราใช้กันทั่วไปนั่นเอง

ผล: พัฒนาขึ้น

 

รอม / MicroSD

ที่ผ่านมา Samsung วางคอนเซ็ปท์ให้มือถือในซีรี่ส์ Galaxy S เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเพิ่ม ปรับ เปลี่ยนอุปกรณ์ในเครื่องได้ เช่นการเพิ่มหน่วยความจำด้วย MicroSD การถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ เป็นต้น เลยทำให้ฝาหลังมันสามารถแกะออกได้มาตลอด และเป็นจุดแข็งที่ผู้ใช้หลายๆ คนชอบมาหลายปี แต่พอมา Galaxy S6 กลับกลายเป็นว่ามันถูกออกแบบมาให้ไม่สามารถแกะฝาหลังได้ ที่หนักไปกว่านั้นคือ มันดันไม่มีช่องใส่ MicroSD ที่หลายๆ คนชอบอีกด้วย เรียกว่าจุดแข็งหายไปหนึ่งข้อเลยทีเดียว (ทีนี้ก็ไปเยาะเย้ยสาวก iPhone ไม่ได้ละสินะ) แต่จากในการเปิดตัว ทาง Samsung เคลมว่า Galaxy S6 เลือกใช้หน่วยความจำแบบ eMMC ที่ให้ความเร็วสูงกว่าเดิม อันนี้คงต้องรอดูกันอีกทีว่าจะเร็วอย่างที่คุยไว้หรือเปล่า

ส่วนเรื่องรอมภายในเครื่อง ก็ยังคงมีทางเลือกให้ผู้ใช้เช่นเดิม ได้แก่ 32, 64 หรือ 128 GB อันนี้ก็คงต้องรอดู Samsung ประเทศไทยกันอีกทีล่ะครับว่าจะเอาความจุไหนมาทำตลาดบ้าง ซึ่งส่วนตัวผมมองว่า 32 GB น่าจะเป็นตัวหลักเลยล่ะ และในแง่ของการใช้งานจริงแล้ว 32 GB ก็จัดว่ากำลังโอเคอยู่นะ น่าจะไม่เต็มง่ายๆ ถ้าไม่ลงหนัง ลงเพลงไว้เยอะเกินไป แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ เพิ่ม MicroSD ได้ อุ่นใจกว่าเยอะ

ดังนั้นในจุดนี้ ถือว่าเสมอตัวไปแล้วกันนะ

 

Screen Shot 2015-03-02 at 1.03.18 AM

กล้องหลัง / กล้องหน้า

กล้องหลัง: แม้ว่าเลขความละเอียดของกล้อง Galaxy S6 จะออกมา 16 ล้านเท่ากับ S5 ก็ตาม แต่ในแง่ของฮาร์ดแวร์ต้องบอกว่ามีการพัฒนาขึ้นมาพอสมควรเลยทีเดียว เริ่มจากเลนส์ที่เปลี่ยนมาใช้เลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างสุด f/1.9 ที่ช่วยให้สามารถถ่ายภาพได้ออกมาสว่างกว่าเดิม ถ่ายภาพได้นิ่งกว่าที่ผ่านมา (รูรับแสงกว้าง ทำให้สามารถใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงๆ ได้) แถมยังเพิ่มโมดูลกันสั่น OIS ในแบบฮาร์ดแวร์ของจริงมาด้วย ช่วยให้สามารถถ่ายภาพได้นิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะการถ่ายวิดีโอที่คงได้ภาพสั่นไหวน้อยลงกว่าเดิมลงไปอีก และถือว่าทำออกมาได้สมกับการเป็นมือถือรุ่นท็อปจริงๆ เสียที แถมตอนเปิดตัวก็ยังข่ม iPhone ซะเต็มที่เลยด้วย

กล้องหน้า: นอกจากจะเพิ่มความละเอียดมาเป็น 5 ล้านพิกเซลแล้ว ยังเปลี่ยนมาใช้เลนส์ที่มีค่ารูรับแสงกว้างสุด f/1.9 เท่ากับกล้องหลังด้วย เชื่อได้ว่าภาพถ่ายเซลฟี่คงจะออกมาดีกว่าเดิม สว่างสวยเนียนกว่าเก่าพอสมควรเลย

แต่อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูผลจากเครื่องขายจริงกันอีกทีครับ

ผล: พัฒนาขึ้น

 

แบตเตอรี่

ข้อนี้ก็อย่างที่พูดถึงไปแล้วในหัวข้อรอมและ MicroSD นะครับ คือมันมาพร้อมข้อที่ด้อยลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดเลย ตรงที่ไม่สามารถแกะฝาหลังได้ จึงทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่เองได้ด้วย แบตหมด ก็ไม่สามารถเอาแบตก้อนที่สองมาใส่ใช้งานแทนได้ หรือเวลาเครื่องมีปัญหา ก็ไม่สามารถแกะแบตเพื่อปิดเครื่องได้ เป็นต้น จุดนี้น่าจะทำให้เป็นที่ขัดใจคนที่กำลังเล็ง Galaxy S6 อยู่พอสมควร แถมความจุแบตเตอรี่มันยังลดปริมาณลงกว่า Galaxy S4 และ S5 ที่เป็นรุ่นก่อนหน้าลงซะดื้อๆ อีกด้วย ปัญหายิ่งหนักใหญ่เลยคราวนี้ แม้จะเป็นเลขแค่ไม่กี่ร้อย mAh ก็ตาม แต่มันก็ส่งผลต่อการเลือกซื้อของผู้ใช้งานอยู่เหมือนกันนะ แบตน้อย แถมถอดแบตไม่ได้แบบนี้ สู้ไปซื้อรุ่นอื่นที่ให้แบตมาซัก 3000 mAh ขึ้นไปจะดีกว่า ยอมถอดแบตไม่ได้ก็ไม่เป็นไร

แต่ก็ใช่ว่าจะมีข้อเสียอย่างเดียว เพราะในงานเปิดตัว Samsung Galaxy S6 ได้มีการนำเสนอเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ที่สามารถทำได้เร็วมากๆ เพียงแค่ 10 นาที ก็สามารถชาร์จแบตจนใช้โทรศัพท์ได้ 4 ชั่วโมงแล้ว แต่พวกเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบนี้ แน่นอนครับว่ามันก็จะใช้ได้เต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อใช้ร่วมกับอะแดปเตอร์และสายที่แถมมากับเครื่องเป็นหลักซะมากกว่า แต่ที่น่าสนใจกว่าคือมีการนำเสนอด้วยว่ามีการปรับแต่งซอฟต์แวร์ รวมถึงฮาร์ดแวร์ในเครื่องให้กินไฟน้อยลง จึงทำให้สามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้นานขึ้น แม้ความจุแบตจะแค่ 2550 mAh เท่านั้น ตรงจุดนี้คงต้องรอการรีวิวแบบเต็มฉบับอีกทีนะ ว่ามันจะทำได้ดีกว่ารุ่นเก่าหรือเปล่า

ผล: ให้แย่ลง 70% ดีขึ้น 30% ละกัน

 

Screen Shot 2015-03-02 at 12.52.23 AM

ฟีเจอร์พิเศษอื่นๆ

สแกนลายนิ้วมือ: Galaxy S6 ก็ยังคงมาพร้อมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเหมือนใน Galaxy S5 อยู่ครับ แต่รอบนี้มาพร้อมการพัฒนาให้ดีขึ้นไปอีก เพราะผู้ใช้งานสามารถสแกนด้วยการแตะนิ้วบนปุ่มเฉยๆ ได้แล้ว !!! (เหมือนใน iPhone นั่นแหละ) จากที่แต่เดิมต้องใช้การรูดนิ้วผ่าน ซึ่งมันไม่สะดวกกับการใช้งานจริงมากๆ ดังนั้นถือว่าในรอบนี้ Samsung พัฒนามาเป็นแบบที่ควรจะเป็นได้เสียที

Samsung Pay: ได้รับการเปิดตัวแบบจริงจังเสียที กับระบบการจ่ายเงินด้วยมือถือของ Samsung ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องใชับัตรเครดิตในการชำระเงินอีกต่อไป เพียงแค่ยื่นมือถือเข้าไปใกล้ๆ เครื่องจ่ายเงิน จากนั้นก็สแกนลายนิ้วมือบนปุ่มโฮม เพียงเท่านี้ก็จ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งรูปแบบของระบบและการทำงานก็ต้องบอกว่าเหมือนๆ กับ Apple Pay เลย แต่ระบบนี้ดูท่าว่าอีกนาน กว่าจะได้เห็นการใช้งานในไทยอย่างจริงจังล่ะนะ

ระบบตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ: ยังมีมาให้เหมือนเดิม อันนี้คงต้องรอใช้งานจริงกันอีกทีครับ ว่าจะใช้ง่าย วัดแม่นหรือเปล่า

การกันน้ำ กันฝุ่น: หลังจากที่ Galaxy S5 มาพร้อมการกันน้ำกันฝุ่นที่ก็ทำได้ดีพอสมควร ก็เป็นที่คาดหวังว่า Galaxy S6 จะยังคงกันน้ำได้เหมือนเดิม แต่พอเปิดตัวออกมา ปรากฏว่าคดีพลิก เพราะ Samsung ตัดฟีเจอร์นี้ออกไปซะอย่างนั้น เรียกว่าจุดเด่นหายไปหนึ่งข้อเต็มๆ เลยทีเดียว ซึ่งก็นับว่าน่าแปลกใจมาก เพราะบอดี้ของ Galaxy S6 ที่เป็นแบบยูนิบอดี้ ฝาหลังแกะไม่ได้แบบนี้ ดูจะเหมาะกับการกันน้ำเข้าเครื่องซะมากกว่า Galaxy S5 ที่แกะฝาหลังได้เสียอีก นับว่าน่าแปลกใจมากๆ กับจุดนี้

ZeroSystem

ZeroSystem

Follow us on Social Media

Popular Post