ในขณะที่โลกกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการมาถึงของ 6G ที่คาดว่าจะเริ่มใช้งานในสหรัฐอเมริกาได้ราวปี 2030 หรือในอีก 5 ปีข้างหน้า จีนได้ก้าวนำหน้าด้วยการพัฒนาชิปที่เรียกว่า “ชิปครอบคลุมทุกความถี่” (all-frequency chip) ตัวแรกของโลก ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับเทคโนโลยี 6G โดยชิปตัวนี้สามารถปฏิวัติวงการการสื่อสารไร้สาย ด้วยความสามารถในการส่งข้อมูลที่เร็วกว่า 100Gbps ครอบคลุมทุกย่านความถี่ที่ใช้ในอุปกรณ์ไร้สาย รวมถึงสมาร์ทโฟนได้ด้วย
จีนพัฒนาชิป 6G ตัวแรกของโลก (All-frequency Chip)

ชิปตัวนี้ได้รับการพัฒนาในจีน ตามรายงานในวารสาร Nature ระบุว่าชิปดังกล่าวสามารถทำงานได้ครอบคลุมทุกย่านความถี่ตั้งแต่ 0.5 GHz ถึง 115 GHz รวมถึงย่านความถี่ที่ใช้ในพื้นที่ห่างไกล และในเมืองใหญ่ได้เลย ด้วยความเร็วในการส่งข้อมูลที่สูงถึง 100Gbps ด้วยความเร็วระดับนี้ การใช้มือถือดาวน์โหลดภาพยนตร์ หรือวิดีโอด้วยความละเอียดสูง 8K ขนาด 50GB ก็ทำได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ซึ่งเร็วกว่าความเร็วสูงสุดของ 5G ในสหรัฐฯ ที่อยู่ประมาณ 1Gbps ถึง 100 เท่า และเร็วกว่าความเร็วเฉลี่ยในพื้นที่ชนบทของสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ที่ 20Mbps แบบขาดลอยไปเลย

จุดเด่นของชิปนี้คือความสามารถในการรวมระบบวิทยุทั้ง 9 ระบบ ที่ปกติจะใช้สำหรับครอบคลุมย่านความถี่ทั้งหมดไว้ในชิปขนาดเล็กเพียงขนาด thumbnail (ประมาณ 11 มม. x 1.7 มม.) ชิปนี้สามารถสลับการทำงานระหว่างความถี่ต่ำ (ต่ำกว่า 6GHz), ความถี่สูงแบบ mmWave (30GHz) และความถี่ระดับ Terahertz (เทราเฮิรตซ์) ได้อย่างไหลลื่น โดยใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนความถี่น้อยกว่า 180 ไมโครวินาที ซึ่งการสลับความถี่ที่รวดเร็วนี้อนุญาตให้อุปกรณ์ที่ใช้ชิปนี้ ยังคงมีสัญญาณที่เร็วแรงต่อเนื่องได้ในทุกสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ชนบทที่ใช้ความถี่ต่ำ หรือในเมืองที่ใช้ mmWave ก็ตาม

ศาสตราจารย์ หวัง ซิงจุน จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ระบุว่า ชิปนี้ตอบโจทย์ความท้าทายในการพัฒนา 6G ซึ่งจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากย่านความถี่ที่หลากหลาย เพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต เช่น การผ่าตัดด้วยโฮโลแกรม หรือแอปพลิเคชันที่ต้องการแบนด์วิดท์ขนาดใหญ่ และมีความหน่วงต่ำ เช่นพวก Virtual Reality และชิปนี้ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยค้นหาช่องสัญญาณที่ว่าง ในกรณีที่ความถี่ใดความถี่หนึ่งถูกบล็อก ทำให้การสื่อสารมีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าเดิม
ในปัจจุบันบนมือถือทั่วไปต้องใช้ชิ้นส่วนหลายชิ้น เช่น ตัวรับส่งสัญญาณ, เครื่องขยายสัญญาณ และโมดูลเสาอากาศ สำหรับความถี่ในแต่ละย่านความถี่ ทั้งแบบต่ำ, กลาง และ mmWave แต่ชิปใหม่นี้สามารถจัดการทุกย่านความถี่ได้ในชิ้นเดียว และจะนำไปสู่การพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ ที่เล็กลง มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และประหยัดพลังงานมากขึ้นอีกด้วย
ทีมพัฒนากำลังมุ่งหน้าสู่การสร้างโมดูลสื่อสารอัจฉริยะแบบ plug-and-play ขนาดเท่ากับแฟลชไดรฟ์ USB ที่สามารถฝังอยู่ในสมาร์ทโฟน สถานีฐาน หรือแม้แต่โดรนได้ นอกจากนี้ชิปนี้ยังอาจปูทางไปสู่การพัฒนาเครือข่ายไร้สาย ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งจะยกระดับประสิทธิภาพของ 6G ให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น
ที่มา: phonearena/ scmp