Apple คืนเงินกว่า 180,000 บาท ให้กับคุณพ่อ ที่ลูกวัย 8 ขวบเผลอกดซื้อ In-App Purchase จาก App Store โดยไม่ตั้งใจ

รูปแบบการขายแอพในปัจจุบัน เริ่มจะปรับเปลี่ยนไปในแนวทางการออกมาเป็นแอพแบบ Freemium มากขึ้น คือสามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรี แต่ถ้าอยากได้ฟังก์ชันเพิ่ม ก็ให้จ่ายเงินซื้อในรูปแบบ In-App Purchase เอา เช่น จ่ายเงินจริงเพื่อซื้อเงินในเกม หรือจ่ายเงินจริงเพื่อลดเวลารอบเกิดใหม่ให้เร็วขึ้นในบางเกม ซึ่งถึงแม้มูลค่าของ In-App Purchase แต่ละรายการจะดูไม่มากนัก แต่ถ้ากดซื้อเยอะๆ ก็พาลกระเป๋าตังค์เสียหายได้เอาเรื่องเหมือนกัน

อย่างกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นในอังกฤษ เมื่อ Lee Neale พ่อของลูกสาววัย 8 ปี ได้ทำเรื่องขอ refund เงินคืนจาก Apple เนื่องจากลูกสาวของเขาได้กดซื้อของแบบ In-App Purchase ในเกม Campus Life, My Horse, Hay Day และเกม Smurfs’ Village ในช่วงเวลา 6 วัน มี transaction เกิดขึ้น 74 ครั้ง คิดเป็นเงินรวมกันกว่า 2,000 ปอนด์ (ราวๆ 95,000 บาท) โดยตัวเขามารู้เรื่องดังกล่าวก็เมื่อธนาคารเจ้าของบัตรที่เขาใช้งานอยู่จัดการบล็อคไม่ให้เขาใช้งานบัญชีไปแล้ว ส่วนตัวเขาเองก็บอกว่าไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน เพราะช่วงที่มีอีเมลแจ้งการซื้อจาก Apple ส่งมา เขายุ่งอยู่กับงานเลยไม่มีเวลาเปิดอีเมลอ่าน (ตามปกติ Apple จะส่งเมลแจ้งยอดการซื้อตามมาหลังจ่ายเงินไปแล้ว 2-3 วัน)

Screen Shot 2013 07 27 at 3.22.16 PM

ในครั้งแรก Apple ปฏิเสธที่จะ refund เงินคืนให้ Neale เหตุเพราะกฏการใช้งาน iTunes Store ของ Apple คือการซื้อสินค้า (content) บน iTunes Store ทุกครั้งที่สินค้าที่ซื้อสามารถใช้งานได้ปกติ จะถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว (ถ้าไม่เรียก refund ภายในช่วงเวลาที่ Apple กำหนด) โดยเฉพาะส่วนที่เป็น In-App Purchase จะไม่สามารถ refund ได้อีกด้วย

แต่ในอีกไม่กี่วันต่อมา Apple ก็ติดต่อกลับมาหา Neale และแจ้งว่าจะทำการ refund เงินคืนให้ทั้งหมด ซึ่งตัวเขาดีใจมาก เพราะทั้งหมดก็ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลยทีเดียว โดยจะคืนเงินให้ทั้งหมดเป็นจำนวนกว่า 4,000 ปอนด์ (ราวๆ 180,000 กว่าบาท) โดยทั้งหมดเป็นยอดการซื้อ In-App Purchase จากลูกสาวของ Neale ในช่วงระยะ 4 เดือนที่ผ่านมา (กดซื้อเยอะมากเลยนะนี่)

ทางที่ดี ถ้าไม่อยากให้เกิดกรณีแบบนี้เข้ากับตัวเอง แนะนำว่าอย่าให้ลูกๆ ทราบรหัส Apple ID จะดีที่สุดครับ เพราะก่อนซื้อ In-App Purchase จะมีการถามรหัสผ่าน Apple ID ก่อนอยู่แล้ว เท่านี้ก็น่าจะลดโอกาสเกิดเหตุการณ์อย่างในข่าวไปได้เยอะเลยทีเดียว

ที่มา : Apple Insider