
สำหรับใครที่มีแผนจะเปลี่ยน iPhone มาใช้รุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ อาจจะต้องวางแผนเรื่องการเงินเพิ่มขึ้นจากเดิมไว้บ้างเหมือนกัน หลังจากที่ล่าสุด ประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศนโยบายเพิ่มภาษีนำเข้ากับประเทศคู่ค้าเพื่อชดเชยดุลการค้า (Reciprocal tariff) ที่ต่างส่งผลกับประเทศที่เป็นแหล่งผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการประกอบ iPhone และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทั้งที่จะนำไปจำหน่าย หรือแม้กระทั่งนำไปใช้ประกอบในสหรัฐฯ เองก็ตาม โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อสร้างกำแพงภาษี ปรับดุลการค้า รวมถึงต้องการให้เกิดการตั้งโรงงานและการจ้างงานในสหรัฐฯ มากขึ้น ที่อาจส่งผลกับราคา iPhone ได้
โดยแต่เดิม สหรัฐฯ ก็มีนโยบายเก็บภาษีนำเข้ากับกลุ่มประเทศคู่ค้าอยู่แล้ว เริ่มต้นที่อัตรา 10% เป็นต้นไป แต่นโยบายใหม่จะมีการเพิ่มภาษีนำเข้าพิเศษนี้ขึ้นไปอีก เฉลี่ยอยู่ที่ 20% เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 เมษายนนี้ โดยตัวอย่างอัตราภาษีนำเข้าเพิ่มเติมแบบใหม่มีดังนี้
- จีน 34%
- เครือ EU 20%
- เวียดนาม 46%
- ไต้หวัน 32%
- ญี่ปุ่น 24%
- อินเดีย 26%
- เกาหลีใต้ 25%
- ไทย 36%
ซึ่งเมื่อรวมกับภาษีนำเข้าที่มีการประกาศปรับเพิ่มไปตั้งแต่ช่วงที่ Donald Trump เริ่มเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 ได้ไม่นาน ก็จะทำให้อัตราภาษีนำเข้ารวมนั้นสูงมาก เช่นของจีนจะกลายเป็นสูงสุดถึง 54% (34%+20%) ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้ล้วนต่างเป็นแหล่งผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิป และชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่เป็นส่วนประกอบของการผลิตสมาร์ตโฟนและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อีกมากมาย จึงอาจส่งผลกับราคา iPhone โดยตรง เนื่องจากประเทศเหล่านี้ล้วนเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ ซึ่งอาจทำให้ Apple ต้องพิจารณาปรับต้นทุนการผลิตให้สูงขึ้นเพื่อชดเชยกับภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ที่สุดท้ายแล้วก็จะสะท้อนมาถึงราคาผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคต้องจ่ายด้วย
และในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังประกาศนโยบาย หุ้น Apple ก็ตก 7.5% ลงมาปิดตลาดในช่วงทำการที่ราคา $223 ต่อหุ้น ส่วนช่วงหลังทำการ ตอนนี้ลงมาเหลือราว ๆ $207 แล้ว
ที่มา: 9to5Mac, AppleInsider, MacRumors