
realme 14 Series 5G สมาร์ทโฟนนัมเบอร์ซีรีส์รุ่นใหม่จากทาง realme ที่เปิดตัวออกมา 2 รุ่นคือ realme 14 5G และ realme 14 Pro 5G ซึ่งทั้งสองรุ่นนั้นเป็นสมาร์ทโฟนที่วางตำแหน่งมาในฐานะสมาร์ทโฟนสำหรับการเล่นเกม ซึ่งจะมาพร้อมจุดเด่นที่แตกต่างกันคือ realme 14 5G เป็นสมาร์ทโฟนในไทยรุ่นแรกที่มาพร้อมกับชิปประมวลผล Snapdragon 6 Gen 4 ส่วน realme 14 Pro 5G นั้นจะมาพร้อมกับฝาหลังที่เปลี่ยนสีได้ และตอนนี้ทั้ง 2 รุ่นก็ได้มาอยู่ในมือทีมงาน Specphone เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับคนที่อยากรู้ว่าตัวเครื่องและการใช้งานเป็นอย่างไรไปชมกันได้เลย
สารบัญ

realme 14 5G
มาเริ่มกันที่ realme 14 5G ที่เป็นตัวเริ่มต้นของซีรีส์กันก่อนเลยแล้วกัน สำหรับ realme 14 5G นั้นได้รับการวางตำแหน่งเป็น Performance Dominator จากทาง realme ซึ่งได้ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมที่ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นชิปประมวลผล Snapdragon 6 Gen 4 รุ่นแรก พร้อมด้วยระบบระบายความร้อนขนาดใหญ่ และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 6,000mAh อีกด้วย โดยในเรื่องของสีสันนั้น realme 14 5G จะมาพร้อมฝาหลัง 3 สีคือ Storm Titanium, Warrior Pink และ Mecha Silver ซึ่งสี Mecha Silver เป็นสีเด่นของรุ่นนี้ ทว่าทางทีม Specphone นั้นได้มาเป็นสี Warrior Pink ดังนั้นเราจะรีวิวด้วยสีนี้แทน
ดีไซน์

สำหรับ realme 14 5G นั้นจะมาด้วยหน้าจอแบนเรียบแบบ Punch Hole ที่มีขนาดหน้าจอแสดงผลอยู่ที่ 6.67 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รองรับอัตรารีเฟรชสูงสุด 120Hz และ 480Hz PWM+DC Dimming พร้อมด้วยความสว่างสูงสุดถึง 2,000 nits ที่ทำให้ใช้งานกลางแดดได้สบาย นอกจากนี้ยังมาพร้อมหน้าจอที่มีความเที่ยงตรงสีถึง 111% DCI-P3 อีกด้วย เรียกได้ว่าทั้งสว่างทั้งสีตรงเลย

ในส่วนของดีไซน์ด้านหลังสำหรับสี Warrior Pink นั้นจะมาเป็นสีชมพูแบบพาสเทล มีพื้นผิวเป็นพลาสติกด้าน ตัวโมดูลกล้องเป็นทรงสี่เหลี่ยมที่นูนขึ้นมาจากฝาหลัง โดยภายในจะมีเลนส์อยู่ทั้งหมด 2 เลนส์, ไฟแฟลช และไฟ Victory Halo ที่จะสว่างเมื่อมีเหตุการณ์เฉพาะตามที่กำหนดไว้ได้แก่
- มีสายเรียกเข้า
- มีการแจ้งเตือน
- เปิดเพลง
- ใช้งานโหมด GT
- มีการชาร์จ
- เมื่อพลิกโทรศีพท์
- เมื่อเปิด-ปิดเครื่อง
- เมื่อนาฬิกาปลุกทำงาน (จะซิงค์ไฟกับเสียงเตือนด้วย)




ส่วนรอบตัวเครื่องนั้นจะมาด้วยดีไซน์ขอบเหลี่ยมโดยที่ปุ่ม Power และปุ่มปรับระดับเสียงนั้นจะอยู่ที่ฝั่งขวาของตัวเครื่อง ที่ด้านบนจะมีไมโครโฟนและลำโพง ส่วนที่ด้านล่างจะมีช่องใส่ซิม, ไมโครโฟน, พอร์ต USB-C และลำโพงอยู่ ส่วนฝั่งซ้ายของตัวเครื่องจะไม่มีอะไรอยู่เลย
การเล่นเกม

ทีนี้เรามาพูดถึงจุดเด่นหลักเครื่องเครื่องนี้กันก่อนเลย นั่นก็คือการเล่นเกมนั่นเอง โดย realme 14 5G นั้นมาพร้อมชิปประมวลผล Snapdragon 6 Gen 4 ซึ่งเป็นชิปขนาด 4nm ที่เป็นชิปรุ่นใหม่ล่าสุดใน Snapdragon 6 Series และเมื่อผนวกรวมกับระบบระบายความร้อน Bionic Cooling ที่มี Vapor Chamber ขนาดใหญ่ถึง 6050 ตร.มม. ซึ่งถือว่าใหญ่มากในคลาสสมาร์ทโฟนระดับกลาง ทำให้สามารถเล่นเกมแบบต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องความร้อนเลย นอกจากนี้ยังมี GT Boost ที่มาช่วยเสริมการเล่นเกมอีกด้วย โดย GT Boost นั้นจะมี 4 ความสามารถคือ
- AI Motion Control ที่จะใช้เซ็นเซอร์ไจโรสโคปช่วยในการตั้งค่าการควบคุมการเคลื่อนไหวซ้ําย-ขวา และการเคลื่อนไหวหน้า-หลัง
- AI Ultra Touch Control: อัลกอริธึมเสริมการสัมผัสเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมเกม เพิ่มความไวและลดความหน่วง
- GT Mode: เสริมประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีที่สุดด้วยอัตรารีเฟรชที่สูงและการควบคุมสัมผัสที่ตอบสนองได้ทันที
- Geek Power Tuning: ช่วยให้ปรับแต่งการความถี่ของ CPU และ GPU ได้ตามต้องการ

สำหรับการเล่นเกมนั้นเราได้ลองเล่นด้วยเกม Mobile Legends: Bang Bang, PUBG Mobile และ Genshin Impact แล้ว นับว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเกม Mobile Legends: Bang Bang นั้นสามารถเล่นแบบ 120FPS ได้เลย แถมเฟรมไม่ตกด้วย ส่วน PUBG Mobile นั้นสามารถเล่นได้ที่ 90FPS ลื่น ๆ เลย ส่วน Genshin Impact นั้นตัวเกมตั้งค่าเริ่มต้นมาให้ที่ต่ำสุดตั้งแต่แรกเลย แต่ในการเล่นนั้นสามารถปรับขึ้นได้มากที่สุดที่ระดับกลาง เฟรมเรท 30FPS แต่ถ้าจะเล่นให้ลื่นตาไม่เวียนหัวยังไงก็ต้องปรับเป็นต่ำสุดเท่านั้น แต่สามารถเพิ่มเฟรมเรทเป็น 60FPS ได้ ถึงเฟรมเรทจริง ๆ จะวิ่งอยู่ที่ราว ๆ 40 – 50 FPS ก็ตาม แต่สิ่งที่น่าสนใจจริง ๆ คือความร้อนที่ถึงจะเล่นเป็นชั่วโมงก็ไม่ได้ร้อนมากขนาดที่จะจับไม่ได้ แถมอุณหภูมิยังลดค่อนข้างเร็วอีกด้วย
การใช้งานทั่วไป

ในเรื่องของการใช้งานต้องยอมรับเลยว่า realme 14 5G นั้นทำออกมาได้ค่อนข้างดีเลยเพราะ UI ใน realme UI 6.0 นั้นทำออกได้ดูออกง่ายเลยว่าไอคอนนี้เป็นอะไร ช่วยให้เรียนรู้ได้เร็วขึ้นมากสำหรับมือใหม่ นอกจากนี้การรับสัญญาณเองก็น่าสนใจ เพราะใน realme 14 5G นั้นมาพร้อม Antenna Array Matrix 2.0 ที่ถูกปรับแต่งมาให้การรับสัญญาณดีขึ้น ส่งผลให้ไม่ว่าจะไปที่ไหนสัญญาณก็ไม่ขาด ทำให้การเล่นโซเชียลหรือเล่นเกมมีความต่อเนื่องขึ้น

นอกจากนี้การฟังเพลงหรือดูหนังเองก็ดีด้วย เพราะ realme 14 5G นั้นมาพร้อมลำโพงคู่แบบสเตอริโอด้วยนั่นเอง แต่ที่สำคัญคือได้มาตรฐานกันน้ำ-กันฝุ่นระดับ IP69 เหมือนเหล่าเรือธงด้วย ทำให้ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ไหนก็มั่นใจได้ว่าเครื่องจะรอดอย่างแน่นอน
การถ่ายภาพ

ในเรื่องของการถ่ายภาพนั้นสำหรับ realme 14 5G ที่เน้นไปที่การเล่นเกมนั้นก็ไม่ได้มีการทิ้งเรื่องถ่ายภาพไปด้วย โดยจะมาพร้อมกล้องหลักความละเอียด 50MP ที่มีกันสั่นแบบ OIS กับอีกเลนส์ที่น่าจะเป็นเลนส์ Mono ส่วนกล้องหน้าจะเป็นกล้องความละเอียด 16MP ที่มีกันสั่นแบบ EIS ซึ่งตัวกล้องนั้นจะมาพร้อมโหมด AI Snap ที่จะช่วยให้สามารถถ่ายภาพที่เคลื่อนไหวเร็ว ๆ ได้ และ AI Shutter ที่ให้ AI มาช่วยปรับปรุงการตอนสนองของชัตเตอร์ด้วยความเร็วสูงสุดเกือบ 1/10,000 วินาทีเลย นอกจากนี้ยังมีอัลกอริธึม LightFusion ในการช่วยประมวลผลแสง-เงาในภาย และยังให้ AI มาช่วยลด Noise ในภาพอีกด้วย
ซึ่งจากการที่ได้เอาไปลองถ่ายมาต้องยอมรับเลยว่า realme นั้นทำกล้องใน realme 14 5G ออกมาได้ค่อนข้างดีเลยครับ เพราะสามารถเอาไปใช้ถ่ายได้ทุกช่วงเวลาจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนกลางวัน ตอนกลางคืน หรือตอนที่อยากเก็บช่วงเวลาสำคัญต่าง ๆ ก็สามารถถ่ายออกมาได้สวยและคมชัดเลยทีเดียว ถึงจะน่าเสียดายที่ไม่มีกล้อง Ultra-wide มาใช้ถ่ายภาพมุมกว้างแล้วก็ตาม
สำหรับในเรื่อง AI ด้านการถ่ายภาพนั้นในตัวเครื่องจะมี AI อยู่ 2 ตัวที่จะมาช่วยปรับแต่งภาพให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยนั่นคือก็คือ AI Eraser ที่จะช่วยลบสิ่งที่ไม่ต้องการออกไปจากรูปได้แบบเนียน ๆ ส่วนอีกอย่างก็คือ AI Clear Face ที่จะช่วยเพิ่มความชัดเจนให้กับใบหน้าในโหมดพอร์ตเทรตครับ
ตัวอย่างภาพถ่าย
แบตเตอรี่และการชาร์จ

ในเรื่องของแบตเตอรี่นั้นเรียกได้ว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะขนาดตัวไมไ่ด้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรแต่สามารถใส่แบตเตอรี่ขนาด 6,000mAh เข้าไปข้างในได้ ทาง realme เรียกแบตเตอรี่นี้ว่า Titan โดยจะเป็นแบตเตอรี่แบบกราไฟต์ซึ่งมีความหนาแน่นพลังงานสูง เลยทำให้สามารถเพิ่มความจุเข้าไปได้นั่นเอง ซึ่งจากที่ลองใช้มาตัวแบตเตอรี่สามารถอยู่พ้นวันได้สบาย ๆ ถึงแม้จะมีการเอาไปเล่นเกมในระดับหนึ่งด้วยก็ตาม
สำหรับในเรื่องการชาร์จนั้นตัวเครื่องรองรับการชาร์จแบตเตอรี่ที่ 45W ซึ่งเมื่อเอามาชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 6,000mAh แล้ว ก็ถือว่าไม่ได้ช้าแต่ก็ไม่ไ่ด้เร็วจนเกินไป ทำให้ไม่ค่อยมีความร้อนสะสมตอนชาร์จเท่าไร โดยจากที่ได้ลองจับเวลาดู จากแบตเตอรี่ 2% ชาร์จจนเต็มจะใช้เวลาไปราว ๆ 1 ชั่วโมง 15 นาที เท่านั้น แต่สิ่งที่น่าสนใจคือทาง realme ออกมาการันตีเลยว่าสุขภาพแบตเตอรี่นั้นต่อให้ใช้ไปนานกว่า 4 ปีก็ยังสามารถรักษาความจุได้มากกว่า 80% (1,400 รอบการชาร์จ)

realme 14 Pro 5G
มาต่อกันที่ตัวโปรอย่าง realme 14 Pro 5G ที่คราวนี้มาพร้อมความโดดเด่น 2 อย่างคือฟีเจอร์ฝาหลังเปลี่ยนสีได้และฟีเจอร์ไฟแฟลช 3 ดวง นอกจากนี้สเปคอื่น ๆ ที่ให้มาก็ไม่ธรรมดาทั้งชิปประมวลผลที่ปรับแต่งมาเพื่อ realme, AI ที่ช่วยปรับแต่งรูปภาพได้ดี, แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในตัวเครื่องที่บางเฉียบ พร้อมด้วยระบบระบายความร้อนขนาดใหญ่
ดีไซน์

ในเรื่องดีไซน์ตัวเครื่องนั้น realme 14 Pro 5G นั้นจะมาพร้อมหน้าจอ Punch Hole ขอบโค้งที่มีชื่อเรียกว่า 120Hz Curved Vision Display ขนาด 6.77 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รองรับอัตรารีเฟรชสูงสุด 120Hz แต่ที่น่าสนใจคือสเปคที่ให้มานี่น้อง ๆ เรือธงกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 3840Hz PWM+DC Dimming, ความสว่างสูงสุดที่ 4,500 nits และรองรับการแสดงผลแบบ Pro-XDR ด้วย

ในส่วนของด้านหลังนั้นนับว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของรุ่นนี้เลยก็ว่าได้สำหรับสี Pearl White เนื่องจากสีนี้จะใช้เส้นใย Thermochromic Fusion ที่ทาง realme พัฒนาเองจากแรงบันดาลใจที่ได้รับจากสัตว์ทะเล เช่น แมงกะพรุน และ
ปลาหมึก อีกทั้งยังได้ Valeur Designers สตูดิโอออกแบบจากเดนมาร์กมาช่วยในการออกแบบด้วย ส่วนอีกสีที่ขายจะเป็นสี Suede Grey ที่เป็นฝาหลังแบบหนังกลับวีแกนคุณภาพสูงครับ

สำหรับความสามารถเปลี่ยนสีตามอุณหภูมินั้นจะเกิดเมื่อมีเงื่อนไขคือจะต้องโดนความเย็นที่มีอุณหภูมิลดต่ำกว่า 16°C ฝาหลังของสมาร์ตโฟนจะเปลี่ยนจากสีขาวมุกเป็นสีน้ำเงิน และยิ่งอุณหภูมิต่ำลง การเปลี่ยนแปลงของสีจะเร็วขึ้นด้วย และตัวสีสมาร์ตโฟนจะสามารถกลับเป็นสีขาวก็ต่อเมื่อมีอุณหภูมิสูงขึ้นอีกครั้งครับ นับว่าเป็นลูกเล่นที่น่าสนใจใช้ได้เลย นอกจากนี้ทาง realme ยังบอกอีกด้วยว่า realme 14 Pro 5G ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่สามารถเปลี่ยนสีได้ตามอุณหภูมิเป็นครั้งแรกของโลกเลยด้วย
สำหรับขอบข้างตัวเครื่องนั้นด้วยความที่ realme 14 Pro 5G นั้นมาพร้อมกับขอบจอโค้ง ทำให้ขอบด้านซ้ายและขวาจะมีพื้นที่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขนาดเพียงพอสำหรับการใส่ปุ่มบาง ๆ เอาไว้ได้ โดยปุ่มปรับระดับเสียงและปุ่ม Power นั้นจะอยู่ที่ขอบเครื่องฝั่งขวาของตัวเครื่อง ที่ด้านบนของตัวเครื่องนั้นจะมีไมโครโฟนและลำโพงอยู่ ส่วนด้านล่างจะมีช่องใส่ซิม, ไมโครโฟน, พอร์ต USB-C และลำโพงตัวเครื่องอยู่ครับ สำหรับขอบด้านซ้ายนั้นจะไม่มีอะไรเลย
การเล่นเกม

ในเรื่องของการเล่นเกมที่เป็นจุดขายของ realme 14 Series นั้นก็ทำให้ realme 14 Pro 5G มีโหมด GT เช่นกัน ทำให้มีระบบช่วยเหลือเหมือนใน realme 14 5G ครบ แต่จุดที่แตกต่างกันคือชิปประมวลผลนั้นใช้เป็น MediaTek Dimensity 7300 Energy 5G ที่ปรับแต่งมาสำหรับ realme เพื่อให้ชิปประหยัดพลังงานมากขึ้น ทั้งยังมาพร้อมระบบระบายความร้อนแบบ 3D VC Cooling ขนาด 6,000 ตร.มม. ซึ่งถึงแม้ขนาดพื้นที่ระบายความร้อนจะน้อยกว่า realme 14 5G เล็กน้อย แต่ก็แลกมาการระบายความร้อนที่รวดเร็วเพราะตัวเครื่องที่บางกว่าเล็กน้อยแทนครับ

สำหรับการทดสอบเล่นเกมนั้นเราได้ทดสอบด้วยเกมแบบเดียวกับ realme 14 5G นั่นคือ Mobile Legends: Bang Bang, PUBG Mobile และ Genshin Impact ซึ่งหากถามว่าแตกต่างกันไหมก็ต้องบอกเลยว่านอกจาก Genshin Impact แล้วที่เหลือไม่ได้แตกต่างอะไรเท่าไร เพราะ Mobile Legends: Bang Bang สามารถเล่นแบบ 120FPS ส่วน PUBG Mobile เล่นได้แบบ 90FPS เหมือน ๆ กัน แต่สิ่งที่นับว่าเป็นข้อสังเกตเล็กน้อยก็คือค่าเฟรมเรทของเกม Genshin Impact ใน realme 14 Pro 5G ระหว่างเล่นนั้นจะวิ่งอยู่ที่แถว ๆ 35 – 44FPS ซึ่งจะน้อยกว่า realme 14 5G เล็กน้อยครับ
การใช้งานทั่วไป

สำหรับในเรื่องการใช้งานนั้น เรื่องการจับถือนับว่าดีพอควร ด้วยน้ำหนักเพียง 179 กรัม ทำให้สามารถถือใช้งานได้ยาวนานโดยไม่เมื่อยมือ และด้วยสเปคที่ให้มาก็สามารถเล่นแอปฯ โซเชียลต่าง ๆ ได้อย่างไหลลื่นดี แต่สิ่งที่ทำให้ตัว 14 Pro 5G นั้นน่าสนใจกว่า 14 5G ก็คือมาตรฐานกันน้ำระดับ IP69 และยังผ่านการกันกระแทกระดับ Military Grade อีกด้วย โดยความสามารถในการกันน้ำนั้นทาง realme กล่าวว่าต่อให้ตกลงไปในน้ำลึก 2 เมตรเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ตัวเครื่องก็ยังสามารถใช้งานต่อได้สบายเลย
การถ่ายภาพ

ในเรื่องการถ่ายภาพนั้น realme 14 Pro 5G ก็จะมาพร้อมกล้องหลัง 2 ตัวเหมือน realme 14 5G แต่จะต่างกันตรงที่กล้องหลักของ realme 14 Pro 5G นั้นใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX882 ที่เป็นเซ็นเซอร์เกรดสูง ทำให้สามารถถ่ายภาพออกมาได้คมชัดทุกสภาพแสง นอกจากนี้ทาง realme ยังได้มีการเพิ่มแฟลชใหม่ที่ชื่อ MagicGlow Triple Flash ซึ่งไฟแฟลชทั้ง 3 นั้นสามารถปรับและผสมแสงทั้ง 3 เพื่อสร้างอุณหภูมิสีที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นได้ด้วย แถมด้วยว่าแสงแฟลชนั้นสว่างจัดเลย
ตัวอย่างภาพถ่าย Triple-flash Night Portrait Photography
ตัวอย่างภาพถ่าย
แบตเตอรี่และการชาร์จ

ในเรื่องของแบตเตอรี่นั้นเรียกได้ว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะขนาดตัวที่บางเพียง 7.55 มม. แต่สามารถใส่แบตเตอรี่ขนาด 6,000mAh เข้าไปข้างในได้ ซึ่งทาง realme เรียกแบตเตอรี่นี้ว่า Titan โดยจะเป็นแบตเตอรี่แบบกราไฟต์ซึ่งมีความหนาแน่นพลังงานสูง เลยทำให้สามารถเพิ่มความจุเข้าไปได้นั่นเอง ซึ่งจากที่ลองใช้มาตัวแบตเตอรี่สามารถอยู่พ้นวันได้สบาย ๆ ถึงแม้จะมีการเอาไปเล่นเกมในระดับหนึ่งด้วยก็ตาม
สำหรับในเรื่องการชาร์จนั้นด้วยแบตเตอรี่ขนาด 6,000mAh และระบบชาร์จเร็วขนาด 45W ระยะเวลาที่ใช้ชาร์จจะเท่ากับ realme 14 5G คือใช้เวลาไปราว ๆ 1 ชั่วโมง 15 นาที เช่นกัน


สรุปการรีวิว
สรุปการรีวิวจากการที่ได้ลองเล่น realme 14 5G และ realme 14 Pro 5G ต้องบอกเลยว่าทั้งคู่เป็นสมาร์ตโฟนที่ดีเครื่องหนึ่งเลยสำหรับคนที่ต้องการหาซื้อมาใช้เล่นเกม เพราะฟีเจอร์ GT ที่เดิมทีมีแตในรุ่นเรือธงเท่านั้นนั้น realme 14 Series 5G ก็มีเหมือนกันทั้งหมด แต่ถึงจะจัดเต็มด้านการเล่นเกมขนาดนั้น การถ่ายภาพเองก็ไม่ได้ทิ้งเลย เพราะกล้องที่ให้มาก็สามารถเอาไปใช้งานได้ทุกสถานการณ์เลย แถมยังเอาไปถ่ายพอร์ตเทรตได้ดีด้วย
สำหรับคนที่ตั้งใจจะซื้อไปใช้งานทั่วไปและเล่นเกมนั้นทั้ง 2 รุ่นใช้ได้ดีทั้งคู่ ดังนั้นปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจอาจจะกลายเป็นตัวเครื่องรุ่นไหนที่จับได้เข้ามือมากกว่ากัน แต่ถ้ามีการเอาไปถ่ายภาพด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพพอร์ตเทรตแล้ว realme 14 Pro 5G อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ด้วยไฟแฟลชใหม่ที่ใส่มาให้ครับ
สำหรับคนที่สนใจ realme 14 Series 5G นั้นสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ realme.com/th/ ได้เลยครับ ส่วนราคานั้นจะมีดังนี้
- realme 14 5G (12+256) ราคา 11,999 บาท
- realme 14 5G (12+512) ราคา 13,999 บาท
- realme 14 Pro 5G (12+512) ราคา 14,999 บาท
สเปคตัวเครื่อง
สเปค | realme 14 5G | realme 14 Pro 5G |
---|---|---|
สี | – Strom Titanium – Warrior Pink – Mecha Silver | – Pearl White – Suede Grey |
ขนาด | – 163.15 x 75.65 x 7.97 มม. | – 162.75 x 74.92 x 7.55 มม. (Pearl White) – 162.75 x 74.92 x 7.79 (Suede Grey) |
น้ำหนัก | – 194 กรัม | – 179 กรัม (Pearl White) – 181.5 กรัม (Suede Grey) |
หน้าจอ | – Esports Display (AMOLED) – ขนาด 6.67 นิ้ว – 2400 x 1080 พิกเซล (FHD+) – Refresh Rate 120Hz – PWM+DC Dimming 480Hz – ความสว่างสูงสุด 2,000nits | – Curved Vision Display (AMOLED) – ขนาด 6.77 นิ้ว – 2392 x 1080 พิกเซล (FHD+) – Refresh Rate 120Hz – PWM+DC Dimming 3840Hz – ความสว่างสูงสุด 4,500nits |
ชิปประมวลผล | – Snapdragon 6 Gen 4 | – Dimensity 7300 Energy |
แรม | – 12GB | – 12GB |
ความจุ | – 256GB – 512GB | – 512GB |
กล้องหลัง | – Main 50MP, f/1.8, OIS – Mono | – Main 50MP, f/1.8, OIS – Mono |
กล้องหน้า | 16MP, f/2.4, EIS | – 16MP, f/2.4 |
แบตเตอรี่ | – 6,000mAh – 45W SUPERVOOC | – 6,000mAh – 45W SUPERVOOC |
การเชื่อมต่อ | – 5G Dual Mode – Wi-Fi 6 – Bluetooth 5.2 – GPS – NFC – USB-C | – 5G Dual Mode – Wi-Fi 6 – Bluetooth 5.4 – GPS – NFC – USB-C |
อื่น ๆ | – มาตรฐานกันน้ำ-กันฝุ่น IP69 | – มาตรฐานกันน้ำ-กันฝุ่น IP69 – MagicGlow Triple Flash |