เปิดตัวออกมาแล้วสำหรับหูฟังแบบ Open Ear หรือว่าแบบ C-Bridge (Clip on) ของ HUAWEI ที่สานต่อรุ่นก่อนหน้าอย่าง HUAWEI FreeClip ที่เปิดตัวออกมาต้นปีที่แล้วเช่นกัน โดยในรุ่น HUAWEI FreeClip 2 รุ่นใหม่ในครั้งนี้ก็ได้อัปเกรดสเปคให้ดีขึ้นหลายอย่างมากๆ ถ้าใครที่เคยใช้งานรุ่นก่อนหน้ามาก่อน แล้วได้ลองใช้งานรุ่นใหม่นี้จะรู้ได้เลยว่าความสบายในการสวมใส่ เสียงที่ส่งออกมา การโทรคุย และฟีเจอร์ใหม่ๆ ไปจนถึงเคสนั้นมีความต่างกันเยอะมาก และถ้าใครคิดจะซื้อรุ่นใหม่ก็บอกได้เลยว่าคุ้มจัดแน่นอนในราคาไม่เกิน 5,000 บาทแบบนี้ ไปดูกันว่ารุ่นใหม่นี้มีสเปคยังไง และจากการใช้งานจริงมีอะไรให้ว้าวบ้าง
- ดีไซน์หูฟังและเคส
- คุณภาพเสียง และการโทร
- ฟีเจอร์การใช้งาน และแบตเตอรี่
- สรุปสเปค และการรีวิว
- ราคาและการวางจำหน่าย
เคสดีไซน์ใหม่ พกพาง่าย หูฟังเบาใส่สบายหู

มาเริ่มกันที่ตัวเคสของ HUAWEI FreeClip 2 รุ่นนี้กันก่อนเลย ที่ครั้งนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่เป็นแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส (จากเดิมที่เป็นทรงกลมๆ รีๆ) ทำให้การจับถือหรือว่าพกพาใส่กระเป๋านั้นง่ายขึ้น เพราะตัวเคสได้ปรับขนาดให้แคบลง และเบาลงด้วย ตัวหูฟังและเคสมีสีมาให้เลือกทั้งหมด 4 สีได้แก่ สีฟ้า, สีโรสโกลด์, สีขาว และสีดํา โดยสีฟ้าและสีขาวจะเป็นพื้นผิวผ้าเดนิม ส่วนสีอื่นๆ จะเป็นสีด้าน


เมื่อเปิดเคสขึ้นมาด้านในจะเป็นหูฟังที่วางซ้อนกันด้านในไขว้สลับกัน ด้านข้างมีปุ่มสำหรับการเชื่อมต่อ และมีไฟแสดงสถานะตรงกลาง ส่วนด้านล่างเป็นพอร์ต USB-C สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ ที่สำคัญรุ่นใหม่นี้ภายในกล่องมีให้แค่เคสและหูฟังอย่างเดียวนะ ไม่ได้ให้สายชาร์จแถมมาเหมือนรุ่นที่แล้ว
มาดูที่ตัวหูฟังกันบ้างที่ต้องบอกว่าทำออกมาได้ดีงามจัดเลย ด้วยดีไซน์ C-bridge ที่ตัวสายทำมาจากซิลิโคนเหลว มีความนุ่มสบาย ไม่ได้มีแรงบีบมากนัก และด้วยน้ำหนักรวมเพียงข้างละประมาณ 5.1 กรัม เลยทำให้ตอนใส่แทบไม่รู้สึกว่าใส่อะไร หรือมีอะไรมายัดเข้าไปในรูหูเลย ใส่สบายๆ หลายชั่วโมงโดยไม่เจ็บหู จากการที่ลองใส่ฟังจริงๆ เกือบทั้งวันก็ไม่ได้ทำให้หนักหรือปวดหูอะไรนะ รวมถึงการใส่วิ่งก็แน่นกระชับไม่หลุดง่ายด้วย

ตัวหูฟังของ HUAWEI FreeClip 2 ด้านหลังเป็น Comfort Bean ที่มีขนาดเล็กลง 11% ทำให้ตอนใส่กระชับไม่ดันด้านหลังใบหู ส่วนด้านลำโพงจะเป็น Acoustic Ball ที่มีความห่างจากหูเล็กน้อย (ในกรณีที่ใบหูไม่ได้ใหญ่มากนัก) ก็คือให้เสียงออกมาในช่วงความห่างที่พอดีๆ ไม่ได้ใกล้หรือไกลจากหูมากเกินไป โดยรวมหลังจากใส่แล้วดีเกินคาดเลยตัวนี้ ที่สำคัญคือสายแฟชั่นจะใส่ชาร์มเพิ่มเข้าไปก็ได้ เพราะมีทำร่วมกับ RAVIPA ด้วย
เสียงดังฟังชัดทุกสถานการณ์ ทั้งฟังเพลงและโทร

นอกจากความสวยงามและความสบายในการใส่แล้ว ด้านระบบเสียงของ HUAWEI FreeClip 2 เองก็ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย เพราะว่ามีการใช้ไดรเวอร์ไดอะแฟรมคู่ขนาด 10.8 มม. ที่ให้เสียงทรงพลังและดังรอบๆ หูดีมาก จากที่ลองปรับแค่ครึ่งเดียวก็ดังมากแล้ว แต่ยังพอได้ยินเสียงข้างนอกอยู่บ้าง ถ้าปรับสุดคือดังแทบไม่ได้ยินเสียงข้างนอกเลยทีเดียว

นอกจากนี้ข้างในยังเสริมด้วยชิป NPU AI ที่ประมวลผลดีขึ้นกว่า 10 เท่า และด้วยระบบ AI นี้เองทำให้ขณะที่ใช้หูฟังโทรอยู่ ระบบจะปรับเสียงให้อัตโนมัติ ทำให้เวลาที่เจอเสียงดังมากๆ อย่างเสียงไซเรน หรือเจอเสียงรบกวนตามท้องถนน ระบบก็จะปรับความดังและความคมชัดให้เลย ไม่ต้องมาคอยกดเพิ่มเสียงเวลาที่โทรคุย
รวมถึงมีการปรับเสียงพูดให้ชัดขึ้นด้วยระบบตัดเสียงระบบกวนการโทร 3 ไมค์ เพื่อให้การโทรคุยของเรานั้นออกมาได้คมชัดมากที่สุด และต้องบอกว่าทำออกมาได้ดีจริงๆ ด้วย เพราะถ้าเทียบกับรุ่นก่อนหน้าแล้ว รุ่นใหม่นี้จะโทรคุยได้ชัดกว่ามากๆ พูดแล้วเสียงชัดไม่มีเสียงขยับหูด้วย


ทั้งนี้ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าหูฟังแบบ Open Ear หรือแบบ Clip on อันนี้ไม่ใช่หูฟังที่ใส่แล้วแนบชิดเข้าไปในรูหูเลยนะ ตัวหูฟังจะมีช่องว่างระหว่างหูอยู่ ทำให้เมื่อใส่แล้วจะได้ยินเสียงรอบข้างเต็มๆ แทบทั้งหมด ยกเว้นแต่จะเปิดเสียงดังสุด และถ้าใครหวังจะได้เบสตึ้บๆ หนักจัดๆ ก็ต้องบอกตามตรงว่าหูฟังรูปแบบนี้ยังไม่ตอบโจทย์ในด้านนั้นนะ จะเหมาะกับการใส่ออกกำลังกายเพื่อฟังเสียงรอบข้าง หรือคนที่อยากได้หูฟังใส่สบายไม่แน่นหูมากกว่า โดยเสียงที่ออกมาก็ใกล้เคียงกับแบบ Earbuds เลย
ฟีเจอร์เพิ่มขึ้น ควบคุมง่ายขึ้น และแบตที่อยู่ได้ทั้งวัน

HUAWEI FreeClip 2 รุ่นใหม่นี้ได้ปรับการควบคุมใหม่เพื่อให้ใช้งานได้มากกว่าเดิม โดยเราสามารถแตะที่ตัวหูฟัง จะตรงสายหรือที่ด้านหลังก็ได้ 2 ครั้งเพื่อหยุดเพลง หรือจะรับสายและวางสายก็ได้ ถ้าแตะ 3 ครั้งจะเป็นการเลื่อนเปลี่ยนเพลงไปข้างหน้า และยังสามารถปัดขึ้น-ลงเพื่อปรับเพิ่ม-ลดเสียงได้ที่ตัวหูฟังด้านหลังได้เลย หรือถ้ามือไม่ว่างก็สามารถพยักหน้าเพื่อรับสาย หรือส่ายหน้าปฏิเสธสายได้ด้วย
นอกจากนี้หูฟังยังมีระบบจดจำข้างซ้าย-ขวาได้อัตโนมัติ (ไม่ต้องคอยดู L/R) และเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวหูฟังได้มากกว่าเดิม โดยสามารถกันน้ำกันฝุ่นได้ถึงระดับ IP57 มาพร้อมกับแบตอึดๆ ที่ใช้ได้นาน 9 ชั่วโมงเมื่อชาร์จเต็ม และเมื่อใช้งานร่วมกับเคสก็ยาวไปถึง 38 ชั่วโมงเลย ซึ่งการชาร์จนี้ถ้าไม่ได้ใช้พอร์ต USB-C ก็รองรับการชาร์จไร้สายได้ด้วย จากที่ลองใช้งานฟังเพลงตลอด 5-6 ชั่งโมง แบตจากตัวหูฟังลดไปเพียง 20-30% เท่านั้น

ส่วนการเชื่อมต่อรุ่นนี้รองรับ Bluetooth 6.0 เชื่อมต่อง่ายได้ทั้งโน๊ตบุ๊ค แท็บเล็ต หรือว่ามือถือได้ทั้งหมด รวมถึงการเชื่อมต่อได้ทุกระบบปฏบัติการณ์ไม่ว่าจะซื้อมาใช้กับ Android ด้วยกันเอง หรือจะข้ามไปยังฝั่ง iOS และ Windows ก็ตอบรับได้เข้ากันได้ ที่สำคัญคือการเชื่อมต่อได้หลายอุปกรณ์นี่แหละ ทำให้ไม่ต้องมาคอยสลับเปลี่ยนไปมา สามารถเชื่อมต่อและปรับแต่งเสียงได้ที่แอป HUAWEI Audio Connect (สแกนโหลดได้ที่ด้านหลังกล่องเลย)
สรุปการรีวิว
สำหรับคนที่สนใจ HUAWEI FreeClip 2 ที่ตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะเริ่มฮิตขึ้นมาอีกหน่อยแล้ว ก็สามารถพูดได้ตามตรงหลังจากที่ได้นำไปใช้งานจริงๆ ทั้งในออฟฟิศนั่งทำงานปกติ ใส่ออกไปเดินข้างนอก และใส่เพื่อออกกำลังกาย หูฟังรุ่นนี้ทำได้ดีทุกสถานการณ์จริงๆ โดยส่วนตัวเป็นคนที่ชอบใช้หูฟังอยู่บ่อยๆ อยู่แล้ว และส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบ In-ear ที่มีเสียงเบสดังกระหึ่ม แต่ก็ต้องแลกมากับการที่ใส่หูนานๆ แล้วปวดหู หรือไม่ได้ยินเสียงรอบข้างในบางกรณี (ถึงแม้จะเปิดรับเสียงภายนอกแล้วก็ตาม) แต่ว่าตัวหูฟังที่เป็นแบบ Clip on นี้ไม่ต้องมานั่งปรับอะไรเลย เพราะใส่แล้วจะได้ยินเสียงข้างนอกไปพร้อมๆ กันทันที

ข้อดีของหูฟังแบบ Clip on หรือ Open Ear อย่างแรกก็คือความสบายในการใส่ เพราะใส่ได้นานหลายชั่วโมงโดยไม่เจ็บหรือปวดหู ไม่ต้องมาคอยขยับออกบ่อยๆ เพราะแน่นเกินไป หรือหลุดง่าย เพราะว่า HUAWEI FreeClip 2 นั้นทำออกมาได้กระชับพอดี ถึงแม้ว่าจะใส่วิ่งเป็นชั่วโมงก็ยังไม่หลุดไปไหน
ข้อดีอีกอย่างก็คือการได้ยินเสียงข้างนอกไปด้วยนี่แหละ ที่ทำให้เราสามารถใส่เดินไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องระแวงว่าใครทำอะไรแล้วจะไม่ได้ยิน ถ้าใครที่อยากลองหูฟังที่ไม่เจ็บหู และอยากได้ตัวที่ได้ยินเสียงข้างนอกไปด้วยรุ่นนี้ตอบโจทย์ได้ดีแน่นอน
สเปค HUAWEI FreeClip 2
- ขนาดและน้ำหนัก:
- หูฟัง: 25.4 × 26.7 × 18.8 มม. | ข้างละประมาณ 5.1 กรัม
- เคสชาร์จ: 50.0 × 49.6 × 25.0 มม. | ประมาณ 37.8 กรัม
- สี: สีฟ้า, สีโรสโกลด์, สีขาว, สีดํา
- ไดรเวอร์: ไดร์เวอร์ไดอะแฟรมคู่ขนาด 10.8 มม. | ความถี่: 20 Hz ถึง 20 kHz
- ตัวระบบ: NPU AI (ปรับเสียงการโทรได้, ปรับเสียงพูดคมชัดขึ้น) | ไมค์ 3 ตัวทำงานร่วมกับอัลกอริทึม DNN | เอฟเฟ็กต์เสียง Multi-EQ และปรับเองได้ (ในแอป)
- การเชื่อมต่อ: Bluetooth 6.0 | เชื่อมต่อพร้อมกันหลายอุปกรณ์
- การกันน้ำกันฝุ่น: เคส: IP54 | หูฟัง: IP57
- แบตเตอรี่:
- หูฟัง: 60mAh | ใช้ได้สูงสุด 9 ชั่วโมง
- เคสชาร์จ: 537mAh | ใช้ได้สูงสุด 38 ชั่วโมง
ราคาและการวางจำหน่าย

สำหรับ HUAWEI FreeClip 2 รุ่นใหม่นี้เปิดตัวพร้อมวางขายแล้วเรียบร้อยในราคา 4,990 บาท สามารถหาซื้อได้ที่ HUAWEI Experience Store และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ได้แก่ HUAWEI หรือ Shopee/ Lazada และ TikTok Shop พร้อมโค้ดส่วนลด หรือ Earlybirds voucher มูลค่า 100 บาท เมื่อสั่งซื้อวันที่ 25 มกราคม – 29 มกราคมนี้
