[MWC 2014] Nokia เปิดตัว Nokia X, X+ และ XL มือถือ Nokia ที่รันแอพ Android ได้รุ่นแรก (พร้อมภาพถ่ายตัวจริง)

[MWC 2014] Nokia เปิดตัว Nokia X, X+ และ XL มือถือ Nokia ที่รันแอพ Android ได้รุ่นแรก (พร้อมภาพถ่ายตัวจริง)

สำหรับในวันนี้ ทางเว็บไซต์ SpecPhone ของเราก็ได้รับเกียรติจากทาง Nokia ประเทศไทยให้มาร่วมฟังการถ่ายทอดสดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Nokia ส่งตรงจากงาน MWC 2014 ที่ประเทศสเปนในรูปแบบของ webcast สดๆ จากงาน ซึ่งในงานนี้ก็ได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หลายรุ่นทีเดียว ได้แก่

  • Nokia X
  • Nokia X+
  • Nokia XL
  • Nokia Asha 230
  • Nokia 220

โดยเราจะมาชมรายละเอียดกันไปทีละกลุ่มแล้วกันนะครับ เริ่มจากกลุ่มของ Nokia X กันก่อน เนื่องจากเป็นไฮไลท์ที่สุดในงานครั้งนี้

Nokia X, Nokia X+ และ Nokia XL

สำหรับกลุ่ม Nokia X นั้นจะเป็นสมาร์ทโฟนกลุ่มราคาย่อมเยา สามารถใช้งานแอพ Android ได้ แต่ตัวของระบบปฏิบัติการนั้น Nokia ใช้ชื่อเรียกว่า Nokia X Platform ซึ่งเป็นการนำตัวของ Android ส่วนที่เข้าโครงการ Open Source (AOSP) มาปรับปรุง ประยุกต์นำจุดเด่นของทาง Microsoft กับ Nokia เองใส่เข้าไป โดยตัวของ Nokia X จะถูกวางในตลาดที่สูงกว่า Asha แต่ยังไม่ถึงไลน์ Lumia (อย่างมากก็แค่ชนในรุ่นราคาไม่แพง) หลักๆ คือ Nokia ตั้งใจจะให้ Nokia X เป็นฐานสำหรับผู้เริ่มต้นใช้สมาร์ทโฟน เนื่องจากเป็นมือถือรุ่นที่ใช้งานง่าย ประยุกต์นำข้อดีของทั้ง Android คือแอพพลิเคชันที่เยอะ ระบบที่ค่อนข้างเปิด มาผสมกับระบบของทาง Microsoft กับ Nokia เพื่อทำให้ผู้ใช้งานเกิดความเคยชิน และตัดสินใจซื้อมือถือเครื่องต่อไปเป็นตระกูล Nokia Lumia ได้ง่าย เนื่องจากหน้าตาแพลตฟอร์มต่างๆ ใกล้เคียงกันมาก แอพพลิเคชันหลักๆ ทั่วไปก็มีครบถ้วนอยู่แล้ว ซึ่งน่าจะทำให้ฐานผู้ใช้งาน Lumia แข็งแกร่งขึ้นไปด้วย ประกอบกับในช่วงราคาระดับนี้ ถือเป็นช่วงราคาที่มีอัตราการเติบโตสูงมากอีกด้วย

โดยตัวของ Nokia X, Nokia X+ และ Nokia XL จะมีจุดเด่นร่วมกันดังนี้

  • ใช้ระบบปฏิบัติการ Nokia X Platform (Android เวอร์ชันดัดแปลง)
  • ใช้อินเตอร์เฟสแบบ Tile คล้ายๆ Windows Phone พร้อมหน้าจอ Fastlane ที่ช่วยให้สลับไปยังแอพที่ใช้งานก่อนหน้าได้อย่างง่ายดาย
  • สามารถใช้งานแอพ Android ได้
  • ระบบจะใช้งาน Nokia Store แทน Play Store แต่ก็จะมี Store รวมแอพจากแหล่งอื่นๆ มาให้เลือกใช้ด้วย เช่น Yandex จากรัสเซีย
  • แอพ Android จะเข้ามาอยู่ใน Nokia Store ได้ จะต้องได้รับการตรวจสอบจากทาง Nokia ด้วย
  • แอพ Android ในปัจจุบันกว่า 75% สามารถส่งไฟล์ APK มาให้ Nokia ตรวจสอบและขึ้น Nokia Store ได้เลย มีเพียงราวๆ 25% เท่านั้นที่ต้องใช้ทูล Nokia X Service SDK ในการแปลงแอพให้เหมาะกับ Nokia X Platform
  • สามารถติดตั้งแอพแบบ sideload (เช่นการใช้ไฟล์ APK ได้)
  • สามารถใช้งานแอพของ Nokia ได้เช่นเดียวกับตระกูล Lumia เช่น HERE Maps, HERE Drive+ และ Nokia MixRadio
  • รองรับฟีเจอร์ Glance screen และการแตะหน้าจอสองครั้งเพื่อปลดล็อกเหมือนกับใน Windows Phone
  • รองรับการทำงานร่วมกับบริการหลักๆ ของ Microsoft เช่น Skype, OneDrive และ Outlook.com
  • ใช้การเก็บข้อมูลออนไลน์ OneDrive (ชื่อเก่าก็คือ SkyDrive) ของ Microsoft
  • ในบางประเทศจะได้รับสิทธิ์ใช้งาน Unlimited World Subscription จาก Skype เป็นเวลา 1 เดือนฟรี สามารถโทรเข้าเบอร์พื้นฐานในกว่า 60 ประเทศได้ทั่วโลก และโทรเข้ามือถือได้ใน 8 ประเทศทั่วโลกได้ฟรี ในระยะเวลา 1 เดือน
  • น่าจะมีแอพ Microsoft Office ตามมาด้วยในภายหลัง

คราวนี้เรามาดูสเปคคร่าวๆ ของแต่ละรุ่นกันครับ

Nokia X

  • ชิปประมวลผล Snapdragon S4 แบบ Dual-core ความเร็ว 1 GHz
  • แรม 512 MB
  • รอม 4 GB รองรับ MicroSD สูงสุด 32 GB
  • หน้าจอ IPS LCD ขนาด 4 นิ้ว ความละเอียด 800 x 480 รองรับการสัมผัส 2 จุด
  • มีเซ็นเซอร์วัดแสง วัดระยะและ Accelerometer
  • กล้องหลังความละเอียด 3 ล้านพิกเซล ไม่ออโต้โฟกัส ไม่มีแฟลช f/2.8
  • รองรับ 2 ซิม สามารถใช้งาน 3G ได้ (รองรับความถี่ 900 / 2100 MHz)
  • Bluetooth 3.0+HS
  • แบตเตอรี่ความจุ 1500 mAh
  • ระบบปฏิบัติการ Nokia X Platform 1.0
  • สามารถใช้เป็น WiFi Hotspot ได้
  • รองรับวิทยุ FM
  • มี A-GPS
  • ตัวเครื่องหนา 10.4 มิลลิเมตร หนัก 128.7 กรัม
  • ราคาเริ่มต้นที่ 89 ยูโร (ประมาณ? 4,000 บาท)
  • เริ่มวางจำหน่ายเดือนมีนาคมนี้

Nokia X+

  • สเปคเกือบทั้งหมดเหมือนกับ Nokia X
  • แรม 768 MB
  • ราคาเริ่มต้นที่ 99 ยูโร (ประมาณ 4,400 บาท)
  • เริ่มวางจำหน่ายภายในเดือนมีนาคมนี้

มาดูหน้าตาของ Nokia X กับ Nokia X+ นะครับ (หน้าตาเหมือนกัน) โดยเครื่องที่มาให้ได้ลองจับในงานครั้งนี้ ตัวซอฟต์แวร์ยังไม่ใช่เวอร์ชันสมบูรณ์ ดังนั้นจึงยังไม่สามารถรายงานอย่างละเอียดได้นะครับ อันที่จริงยังเป็นตัวเครื่องแบบ prototype อยู่ด้วยซ้ำไป

ปุ่มสั่งงานเป็นแบบ capacitive มีเพียงปุ่มย้อนกลับเพียงปุ่มเดียวเท่านั้น (ไม่มีไฟ LED ที่ปุ่ม)

ฝาหลังเป็นโพลีคาร์บอเนต ให้ความรู้สึกเดียวกับถือเครื่อง Nokia Lumia เลย หน้าตาเครื่องก็คล้ายๆ กันด้วย

การแกะฝาหลังก็ให้แงะทั้งจากขอบๆ ออกมาก่อนครับ ผมเริ่มจากขอบด้านบนเครื่อง แล้วค่อยๆ ดันขึ้นมา ก็ถือว่าแกะไม่ยากไม่ง่ายนัก

ภายในจะมีช่องให้ใส่ไมโครซิมอยู่สองช่อง และช่อง MicroSD หนึ่งช่อง แบตเตอรี่สามารถถอดออกได้

พอร์ตเชื่อมต่อและปุ่มสั่งงานต่างๆ โดยปุ่มเล็กคือปุ่ม Power ส่วนแถบยาวๆ จะแบ่งเป็นปุ่มเพิ่มกับลดเสียงตามมาตรฐานสมาร์ทโฟนทั่วไป พอร์ตเชื่อมต่อก็ใช้เป็น Micro USB ตามปกต

หน้าตาของหน้าโฮม Nokia X Platform ก็จะให้อารมณ์ที่คล้ายกับ Windows Phone ไม่น้อยทีเดียว ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือออกแบบมาให้ผู้ใช้สามารถปรับตัวเข้าหา Windows Phone จาก Nokia Lumia ได้ง่ายขึ้นในอนาคตนั่นเอง และอันที่จริงอินเตอร์เฟสแบบนี้ก็ช่วยให้สามารถสั่งงานได้ง่าย เพราะไอคอนมีขนาดใหญ่ สีสันชัดเจน จากภาพด้านบนสังเกตว่ามีแถบ Power Control ของ Android มาเป็น widget ให้เลือกใช้งานด้วย

สำหรับการใช้งานหน้าโฮมของ Nokia X Platform ก็จะเป็นการดึงข้อดีของ Tile ใน Windows Phone มาเลยครับ ผู้ใช้งานสามารถปรับย้ายตำแหน่งได้ตามต้องการ รวมถึงสามารถปรับขนาด Tile ให้มีขนาดเล็กใหญ่ตามที่ชอบได้เลย ซึ่งขนาดของ Tile ก็จะมีผลต่อการแสดง Tile คล้ายๆ กับใน Windows Phone ด้วย เช่น Tile ของแอพ Gallery ถ้าปรับให้มีขนาดใหญ่ ก็จะมีการพรีวิวภาพถ่ายให้ดูได้ด้วย

ในปีนี้ Nokia ประกาศแล้วว่าจะมี BBM มาให้ทั้งชาว Windows Phone และ Nokia X ได้ใช้งานด้วย

หน้าตาแอพโทรศัพท์และแอพกล้องครับ

สำหรับ Nokia X Platform ก็ยังคงมีการใช้งานแถบ Notifications ได้ด้วยการปาดหน้าจอจากด้านบนลงมาเช่นเดียวกับ Android เลย โดยจะมีทั้งส่วนการแจ้งเตือนและการปรับค่าที่สำคัญๆ ส่วนบนสุดยังสามารถใช้ปรับการใช้งานซิมการ์ดและการเชื่อมต่อได้ด้วย

หน้าตาของ Settings ที่เป็น Android ครับ เมนูต่างๆ ก็เหมือนกันเลย เรียกว่าใครเคยใช้งาน Android มาก่อนน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

การปลดล็อคหน้าจอสามารถทำได้เพียงแค่ปาดหน้าจอจากซ้ายไปขวา หรือจากขวาไปซ้ายก็ได้เช่นกัน

ข้อมูลตัวเครื่องนิดๆ หน่อยๆ ครับ อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นแล้วว่า ตัวเครื่องและซอฟต์แวร์ในขณะนี้ยังเป็นแค่ระดับ prototype เท่านั้น น่าจะมีการปรับปรุงอีกเล็กน้อยก่อนออกขายจริง

ถ่ายหมู่รวมกับสีอื่นๆ ซะหน่อย

Nokia XL

  • ชิปประมวลผล Snapdragon S4 แบบ Dual-core ความเร็ว 1 GHz
  • แรม 769 MB
  • รอม 4 GB รองรับ MicroSD สูงสุด 32 GB
  • หน้าจอ IPS LCD ขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด 800 x 480 รองรับการสัมผัสหลายจุด
  • มีเซ็นเซอร์วัดแสง วัดระยะและ Accelerometer
  • กล้องหลังความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ออโต้โฟกัส f/2.8
  • กล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล
  • รองรับ 2 ซิม สามารถใช้งานได้ 3G ได้ (รองรับความถี่ 900 / 2100 MHz)
  • Bluetooth 3.0+HS
  • แบตเตอรี่ความจุ 2000 mAh
  • ระบบปฏิบัติการ Nokia X Platform 1.0
  • สามารถใช้เป็น WiFi Hotspot ได้
  • รองรับวิทยุ FM
  • มี A-GPS
  • ตัวเครื่องหนา 10.9 มิลลิเมตร หนัก 190 กรัม
  • ราคาเริ่มต้นที่ 109 ยูโร (ประมาณ 4,800 บาท)
  • เริ่มวางจำหน่ายช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้

มาชมหน้าตาตัวจริง Nokia Lumia XL กัน

เทียบขนาดระหว่าง Nokia X (4 นิ้ว) กับ Nokia XL (5 นิ้ว) ครับ

ขนาดตัวเครื่อง Nokia XL ถือว่าใหญ่พอดีมือ ด้วยจอขนาด 5 นิ้วที่จัดว่าไม่ใหญ่เกินใช้งานและพกพา อินเตอร์เฟสต่างๆ ก็เหมือนกับใน Nokia X เลย เนื่องจากใช้งานระบบปฏิบัติการ Nokia X Platform เหมือนกัน

พอร์ตเชื่อมต่อหลักๆ ก็จะมีแค่ Micro USB กับช่องเสียบแจ็คหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรเท่านั้น รูปทรงเครื่องก็จะใกล้เคียงกับ Nokia X เลย ต่างกันแค่ขนาดเครื่อง

สำหรับแถบยาวๆ ด้านล่างคือช่องของลำโพงครับ ฝาหลังสามารถแกะออกได้เช่นกัน

หน้าตาตัวเครื่องด้านในก็แทบไม่แตกต่างไปจาก Nokia X มากนัก

Nokia X Platform รองรับการใช้งานฟีเจอร์ Glance Screen ด้วย ทั้งยังสามารถใช้การแตะหน้าจอติดๆ กันสองครั้งเพื่อปลดล็อคหน้าจอได้ด้วย

หน้าตาล็อคสกรีน ซึ่งจะมีการแจ้งเตือนต่างๆ ขึ้นมาให้อ่านได้ด้วย การเอาแถบแจ้งเตือนด้านล่างออก ก็ให้ปาดนิ้วเอาแถบการแจ้งเตือนดังกล่าวขึ้นไปด้านบนจอเท่านั้นเอง

รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับ Nokia XL ซึ่งทั้งนี้ตัวเครื่องและซอฟต์แวร์ยังไม่ใช่เวอร์ชันสมบูรณ์นะครับ

ทั้งส่วนของ Fastlane และ Glance ต่างก็สามารถปรับตั้งค่ากันได้นิดหน่อย โดยสามารถเข้าไปปรับได้จากในเมนู Settings ของเครื่องเลย

นอกเหนือจากกลุ่มของ Nokia X, Nokia X+ และ Nokia XL แล้ว ยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในไลน์ของ Nokia Asha และฟีเจอร์โฟนด้วยสองรุ่นนั่นคือ Nokia Asha 230 และ Nokia 220 โดยรายละเอียดคร่าวๆ ของแต่ละรุ่นก็มีดังนี้ครับ

Nokia 220

  • เป็นมือถือฟีเจอร์โฟนรุ่นที่สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ในราคาที่ย่อมเยาที่สุด เพียงแค่ 29 ยูโร (ประมาณ? 1,200 บาท) เท่านั้น
  • หน้าจอสีขนาด 2.4 นิ้ว
  • แป้นพิมพ์กันน้ำสาด กันฝุ่น
  • ติดตั้งแอพ Facebook, Twitter, ระบบการค้นหาของ Bing และเว็บเบราเซอร์เป็น Nokia Xpress Browser มาให้ในตัว
  • มีให้เลือกทั้งรุ่นซิมเดี่ยวและสองซิม
  • เริ่มขายทันที

Nokia Asha 230

  • หน้าจอสีขนาด 2.8 นิ้ว ความละเอียด 320 x 240
  • มีเซ็นเซอร์วัดระยะห่างและ Accelerometer
  • รองรับ MicroSD
  • ใช้งานซิมเดียว
  • กล้องหลังความละเอียด 1.3 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี่ความจุ 1020 mAh
  • ระบบปฎิบัติการ Nokia Asha software Platform 1.1.1
  • ติดตั้งแอพ Facebook, Twitter, LINE, WhatsApp และ WeChat มาให้ในตัว
  • รองรับการใช้งานร่วมกับ OneDrive โดยมีพื้นที่เก็บข้อมูลให้ฟรี 7 GB (ส่วน Asha รุ่นอื่นๆ ก็จะใช้งานได้ด้วยเช่นกัน หลังมีชุดอัพเดตออกมาในช่วงเดือนเมษายน)
  • ตัวเครื่องหนา 13.2 มิลลิเมตร หนัก 89.3 กรัม
  • เริ่มขายทันที
  • ราคาเริ่มต้นที่ 45 ยูโร (ประมาณ 2,000 บาท) ถือเป็นสมาร์ทโฟนจอสัมผัสในตระกูล Asha ที่มีราคาย่อมเยาที่สุด

ปิดท้ายด้วยน้องเป็ดเขียวที่ Nokia ใช้เป็นสัญลักษณ์ในครั้งนี้กันซักเล็กน้อย

1 Comments

  1.   Sep 13 - 20:02 ตอบกลับ

    สวยโครต_ _ _ _

    Guest

แสดงความคิดเห็น

*ข้อความหรือข้อความที่แสดงในโฟส เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นในระบบโดยอัตโนมัติจากสมาชิก ซึ่งทีมงานไม่ได้มีส่วนหรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ หากพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อดำเนินการต่อไป..