วิธีแก้โทรศัพท์ชาร์จแบตไม่เข้า ชาร์จแบตเข้าแต่ไม่ขึ้น แก้ยังไงได้บ้างทั้ง iPhone และ Android ปี 2025
ปัญหาโทรศัพท์ชาร์จแบตเตอรี่ไม่เข้า หรือชาร์จแบตเข้าแต่ไม่ขึ้น เป็นเรื่องที่หลายคนเคยเจอ และสร้างความกังวลใจไม่น้อย เพราะเมื่อแบตหมด แน่นอนว่าโทรศัพท์เราก็ไม่สามารถใช้งานต่อได้ และเมื่อชาร์จไม่เข้า หรือมีปัญหาเกี่ยวกับแบตเข้าไปอีก ก็ยิ่งทำให้การใช้งานในชีวิตประจำวันเกิดปัญหาตามมาอีกในหลายๆ ด้าน อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้มักมีวิธีแก้ไขเบื้องต้นที่สามารถทำเองได้โดยไม่ต้องส่งซ่อม โดยเราสามารถเช็คจากสาเหตุและแก้ไขในเบื้องต้นได้เลย วันนี้ทาง Specphone เลยจะมาแนะนำวิธีแก้โทรศัพท์ชาร์จแบตไม่เข้า ชาร์จแบตเข้าแต่ไม่ขึ้นว่าแก้ยังไงได้บ้างทั้ง iPhone และ Android ในปี 2025
สาเหตุและวิธีแก้โทรศัพท์ชาร์จแบตไม่เข้า ชาร์จแบตเข้าแต่ไม่ขึ้น
1. สายชาร์จหรือหัวชาร์จเสีย
หนึ่งในสาเหตุชาร์จแบตไม่เข้าที่พบได้บ่อยที่สุด ก็คือสายชาร์จหรือหัวชาร์จที่เสียหาย ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้อาจเสื่อมสภาพจากการใช้งานเป็นเวลานาน หรือเกิดความเสียหายจากอุปกรณ์เอง เช่น สายไฟขาดใน หรือหัวชาร์จไม่สามารถจ่ายไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือการลองเปลี่ยนสายชาร์จและหัวชาร์จใหม่ โดยเลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากผู้ผลิตโดยตรง และหลีกเลี่ยงการใช้สายชาร์จราคาถูก หรือของปลอมที่อาจทำให้เกิดปัญหาเพิ่มเติม หากพบว่าสายหรือหัวชาร์จใหม่ใช้งานได้ดี แสดงว่าปัญหาอยู่ที่อุปกรณ์เก่า
2. พอร์ตชาร์จสกปรกหรือเสียหาย
อีกหนึ่งสาเหตุของการชาร์จแบตไม่เข้า นั่นก็คือตัวพอร์ตชาร์จของโทรศัพท์มือถือเอง ที่ไม่ได้มีตัวปิดเอาไว้ ทำให้มีโอกาสสะสมฝุ่น ละออง หรือเศษเล็กๆ จากกระเป๋า เสื้อผ้า และอื่นๆ เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งสกปรกเหล่านี้จะกลายเป็นฝุ่นอุดตัน และส่งผลการเชื่อมต่อระหว่างสายชาร์จกับเครื่องมีปัญหาได้
วิธีแก้ไขคือการทำความสะอาดพอร์ตชาร์จ โดยใช้ไม้จิ้มฟัน หรือแปรงขนนุ่มค่อยๆ เขี่ยสิ่งสกปรกออกอย่างระมัดระวัง ห้ามใช้น้ำหรือของเหลวในการทำความสะอาด (ยกเว้นน้ำยาเฉพาะ) เพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม หากพอร์ตดูเสียหายมาก หรือไม่สามารถทำเองได้ ก็แนะนำว่าให้ร้านทำให้จะดีกว่า
3. แบตเตอรี่เสื่อม
สาเหตุของการชาร์จแบตไม่เข้า หรือชาร์จเข้าแต่ไม่ขึ้น ส่วนใหญ่จะเกิดกับโทรศัพท์ที่ใช้งานเป็นเวลานาน แบตเตอรี่อาจเสื่อมสภาพจนไม่สามารถรับไฟได้เต็มที่ ปัญหานี้มักพบในโทรศัพท์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 2 ปีหรือมากกว่านั้น วิธีตรวจสอบคือเข้าไปดูสถานะแบตเตอรี่ในระบบ
เช่น iPhone สามารถตรวจสอบได้ในเมนู “Battery Health” หากพบว่าแบตเตอรี่มีความจุสูงสุดต่ำกว่า 80% อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ หรือบางครั้งอาจเจอกับแบตหมดเร็วกว่าปกติ แบตวูบดับไปเลย อันนี้ก็เป็นอีกแบบที่เดาได้เลยว่าแบตเสื่อม แนะนำให้เปลี่ยนแบตเตอรี่กับศูนย์บริการ เพื่อให้มั่นใจว่าแบตเตอรี่ใหม่มีคุณภาพและปลอดภัย
4. ปัญหาซอฟต์แวร์ หรือตัวระบบเอง
บางครั้งปัญหาโทรศัพท์ชาร์จแบตไม่เข้าไม่ได้เกิดจากตัวเครื่อง แต่เป็นผลจากข้อผิดพลาดในระบบซอฟต์แวร์ เช่น ระบบปฏิบัติการไม่รองรับการทำงานของแบตเตอรี่ หรือแอพบางตัวสร้างความขัดข้องกับแบต จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราชาร์จแบตผิดปกติก็เป็นได้
วิธีแก้ไขคือการรีสตาร์ทเครื่องเพื่อรีเซ็ตระบบ หากยังไม่สามารถแก้ไขได้ ให้ตรวจสอบว่าระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดหรือไม่ โดยเข้าไปที่เมนู “Software Update” แล้วทำการอัพเดตใหม่อีกครั้ง หรือถ้าอัพเดทใหม่แล้วก็เจอปัญหานี้กันเยอะ ก็ต้องรอระบบอัพเดทแก้อีกครั้ง
5. โทรศัพท์โดนความชื้น หรือตกน้ำ
อีกหนึ่งสาเหตุคลาสสิคที่ทำให้โทรศัพท์ชาร์จแบตไม่เข้า นั่นก็คือเรื่องของความชื้น หรือการตกน้ำ ที่ถึงแม้ว่ารุ่นใหม่ๆ ในสมัยนี้จะกันน้ำกันฝุ่นได้ดีเยี่ยม แต่เมื่อใช้งานไปนานๆ ก็อาจมีอาการกันบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งเรื่องนี้สามารถส่งผลต่อระบบไฟฟ้าภายในเครื่อง ทำให้เกิดปัญหาในการชาร์จได้เช่นกัน
วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือทำให้เครื่องแห้งสนิท หรือถ้าโทรศัพท์เพิ่งหล่นน้ำ หรือจมน้ำมาก็ตาม ไม่ควรชาร์จแบตในทันทีเด็ดขาด ควรรอให้เครื่องแห้ง หรือวางทิ้งไว้ให้ความชื้นหมดเสียก่อน อย่างน้อยก็ 1-2 วันเพื่อความชัวร์ หากยังไม่สามารถใช้งานได้ อาจต้องส่งศูนย์บริการเพื่อตรวจสอบฮาร์ดแวร์เพิ่มเติม เช่น การเปลี่ยนพอร์ตหรือซ่อมเมนบอร์ด
6. เข้า Safe Mode เพื่อดูปัญหา
เมื่อชาร์จแบตไม่เข้า หรือว่าชาร์จแล้วแบตไม่ขึ้น การเข้า Safe Mode เพื่อแก้ปัญหาก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยตรวจสอบว่าปัญหานั้นเกิดจากซอฟต์แวร์หรือแอพอื่นๆ หรือไม่ เนื่องจากใน Safe Mode ระบบจะปิดการทำงานของแอพที่ติดตั้งเพิ่มเติมทั้งหมด และเปิดเฉพาะแอพพื้นฐานเท่านั้น ซึ่งช่วยให้สามารถดูปัญหาเบื้องต้นได้
วิธีเข้า Safe Mode บน Android
- ปิดเครื่อง: กดปุ่ม Power ค้างไว้จนปรากฏเมนูสำหรับปิดเครื่อง.
- เข้าสู่ Safe Mode: กดค้างที่คำว่า “Power Off” หรือ “ปิดเครื่อง” บนหน้าจอ (หรือกดปุ่มรีสตาร์ทค้าง) จนมีข้อความแจ้งเตือนว่า “Reboot to Safe Mode” หรือ “เข้าสู่เซฟโหมด”
- ยืนยันการเข้า Safe Mode: กด “OK” หรือ “ตกลง” จากนั้นโทรศัพท์จะรีสตาร์ทและเข้าสู่ Safe Mode
- ตรวจสอบสถานะ: เมื่อเข้าสู่ Safe Mode จะมีคำว่า “Safe Mode” หรือ “เซฟโหมด” แสดงอยู่ที่มุมล่างซ้ายของหน้าจอ
วิธีเข้า Safe Mode บน iPhone
สำหรับ iPhone ไม่มีโหมด Safe Mode เหมือน Android แต่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ได้ด้วยการใช้ Recovery Mode หรือการรีเซ็ตระบบ:
- ปิดเครื่อง iPhone.
- เชื่อมต่อ iPhone กับคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้ง iTunes (หรือ Finder ใน macOS เวอร์ชันใหม่)
- กดปุ่ม Power และ Volume Down (หรือ Home สำหรับรุ่นเก่า) ค้างไว้จนเข้าสู่ Recovery Mode
- ใช้ iTunes ในการตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดของระบบได้เหมือนกัน
Safe Mode ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร?
- ตรวจสอบแอพที่รบกวนการชาร์จ: หากมีแอปพลิเคชันที่ทำงานเบื้องหลัง และส่งผลต่อระบบพลังงาน เช่น แอพที่ใช้พลังงานสูงผิดปกติ การเข้า Safe Mode จะช่วยหยุดการทำงานของแอปเหล่านั้น ทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าปัญหาเกิดจากแอพไหน
- ลดภาระของระบบ: ใน Safe Mode ระบบจะทำงานเฉพาะฟังก์ชันพื้นฐาน ช่วยลดภาระของ CPU และแบตเตอรี่ ทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่า ปัญหาการชาร์จเกิดจากฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์
- แก้ไขข้อผิดพลาดของระบบ: หากระบบซอฟต์แวร์ทำงานผิดพลาด เช่น การจัดการพลังงานไม่สมบูรณ์ การรีบูทเข้าสู่ Safe Mode อาจช่วยรีเซ็ตการทำงานบางส่วนและแก้ไขข้อผิดพลาดได้
หลังจากออกจาก Safe Mode
เมื่ออยู่ใน Safe Mode หากพบว่าโทรศัพท์สามารถชาร์จแบตได้ตามปกติ แสดงว่าปัญหาอาจเกิดจากแอพของบุคคลที่สาม (ไม่ใช่แอพของเครื่อง) ให้ลองถอนการติดตั้งแอพที่น่าสงสัยทีละตัวจนกว่าจะแก้ปัญหาได้ หลังจากนั้น ให้รีสตาร์ทเครื่องเพื่อออกจาก Safe Mode และกลับสู่โหมดการใช้งานตามปกติอีกครั้งได้เลย
วิธีป้องกันการชาร์จแบตเตอรี่ไม่เข้า หรือชาร์จแบตเข้าแต่ไม่ขึ้น
1. ใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ได้มาตรฐาน
การใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น สายชาร์จปลอมหรือหัวชาร์จราคาถูก อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อแบตเตอรี่หรือระบบไฟฟ้าภายในโทรศัพท์ได้ อุปกรณ์เหล่านี้มักไม่มีระบบป้องกันไฟเกินหรือไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งอาจส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้น หรือเกิดอันตรายได้ ดังนั้นควรเลือกสายที่มีประสิทธิภาพอย่างเช่น สาย MFi สำหรับ iPhone หรือสายที่ได้รับมาตรฐานจากผู้ผลิต Android
2. หลีกเลี่ยงการชาร์จในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูง
การชาร์จแบตในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูง เช่น ภายในรถยนต์ที่จอดตากแดด หรือใกล้แหล่งความร้อน อาจทำให้แบตเตอรี่เกิดความร้อนสะสมจนส่งผลต่อการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ได้เร็วขึ้น และยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ชาร์จแบตเข้าแต่ไม่ขึ้นได้อีกด้วย รวมถึงการชาร์จไปเล่นไปก็อาจทำให้เครื่องร้อนและแบตไม่ขึ้นได้ด้วย
3. อย่าปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนถึง 0%
การปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนเหลือ 0% ถือว่าเป็นการทำให้แบตเสื่อมได้เหมือนกัน เนื่องจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีจำนวนรอบการชาร์จจำกัด การใช้จนหมดบ่อยๆ จะทำให้รอบการชาร์จถูกใช้งานเร็วกว่าปกติ ทางที่ดีควรเริ่มชาร์จเมื่อแบตเหลือประมาณ 10-20% และหยุดเมื่อถึง 80-90% ซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่และลดโอกาสเกิดปัญหาชาร์จไม่เข้าได้
4. หลีกเลี่ยงการชาร์จแบตข้ามคืน
แม้ว่าโทรศัพท์รุ่นใหม่จะมีระบบตัดไฟเมื่อแบตเต็ม แต่การเสียบสายชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืนยังคงเพิ่มความเสี่ยงต่อความร้อนสะสมในตัวเครื่อง ซึ่งส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น นอกจากนี้ หากใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ไม่มีคุณภาพ ระบบตัดไฟอาจทำงานผิดพลาดได้ เพื่อป้องกันปัญหา ควรถอดสายชาร์จทันทีเมื่อแบตเต็มก็ดีนะ
5. ทำความสะอาดพอร์ตชาร์จอย่างสม่ำเสมอ
พอร์ตชาร์จของโทรศัพท์เป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อกับสายชาร์จ หากมีฝุ่นหรือเศษสิ่งสกปรกสะสม อาจทำให้ขั้วแบตไม่แน่น ส่งผลให้เกิดปัญหาชาร์จไม่เข้าตามมาได้ การทำความสะอาดเป็นประจำก็พอช่วยให้ลดโอกาสเกิดปัญหาในระยะยาวได้
คำถามที่คนมักค้นหา (FAQ)
- ทำไมโทรศัพท์ถึงชาร์จแบตเตอรี่ไม่เข้า?
- ปัญหานี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น สายชาร์จหรือหัวชาร์จเสีย พอร์ตชาร์จสกปรก แบตเตอรี่เสื่อม หรือระบบซอฟต์แวร์มีข้อผิดพลาด
- โทรศัพท์ตกน้ำแล้วชาร์จแบตไม่ได้ชาร์จไม่เข้า ควรทำอย่างไร?
- หากโทรศัพท์ตกน้ำ ให้ปิดเครื่องทันทีและรอให้เครื่องแห้งสนิทก่อน ห้ามเสียบสายชาร์จจนกว่าจะแน่ใจว่าเครื่องแห้งสนิท หากยังใช้งานไม่ได้ ควรส่งศูนย์บริการเพื่อตรวจสอบ
- การรีสตาร์ทเครื่องช่วยแก้ปัญหาชาร์จแบตเตอรี่ไม่เข้าได้จริงหรือไม่?
- สามารถช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดจากซอฟต์แวร์ หรือข้อผิดพลาดของระบบได้
- การใช้ Safe Mode สามารถช่วยแก้ปัญหาชาร์จแบตเตอรี่ไม่เข้าได้อย่างไร?
- Safe Mode จะหยุดการทำงานของแอพที่ดาวน์โหลดมา ซึ่งช่วยตรวจสอบว่าแอพไหนเป็นต้นเหตุของปัญหา หากใน Safe Mode โทรศัพท์สามารถชาร์จแบตได้ตามปกติ อาจต้องลบแอพที่แปลกๆ ออก
- จำเป็นต้องใช้สายชาร์จแท้หรือไม่?
- ควรใช้สายชาร์จแท้หรือสายที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจะดีที่สุด
ทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีแก้ไขปัญหาเบื้องต้น สำหรับคนที่เจอปัญหาโทรศัพท์ชาร์จแบตไม่เข้า ทั้งในกรณีที่เกิดจากฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ พร้อมคำแนะนำในการดูแลรักษาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต การแก้ไขเบื้องต้น เช่น การเปลี่ยนอุปกรณ์ชาร์จ ทำความสะอาดพอร์ต หรือเข้า Safe Mode สามารถช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้ง่ายๆ หากยังไม่สามารถแก้ไขได้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือศูนย์บริการ เพื่อความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการใช้งานโทรศัพท์ต่อไป