หลังจากที่เปิดตัวไปเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อีกไม่กี่วันนี้ HUAWEI Mate 20 Series ก็จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ว โดยรุ่นท็อปสุดในซีรีส์นี้ได้แก่ HUAWEI Mate 20 Pro กับราคาค่าตัว 31,990 บาท ถือว่าเป็นการเปิดราคาได้ดีมาก ๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเรือธงยี่ห้ออื่น

สำหรับคู่เปรียบเทียบที่เหมาะสมกับ HUAWEI Mate 20 Pro คงหนีไม่พ้น iPhone XS Max สมาร์ทโฟนที่ถือเป็นรุ่นท็อปสุดของฝั่ง iOS โดยในบทความเปรียบเทียบนี้ จะเน้นไปที่การใช้งานจริง โดยยกมาเทียบด้วยกัน 3 หัวข้อ ได้แก่ แบตเตอรี่, กล้อง และฟีเจอร์ต่าง ๆ

สาเหตุที่ไม่หยิบประเด็นเรื่องชิปประมวลผล หรือสเปคของตัวเครื่องมาเปรียบเทียบ เพราะมันมีตัวแปรที่แตกต่างกันชัดเจนในเรื่องระบบปฏิบัติการ ทำให้ไม่สามารถเทียบกันตรง ๆ ได้ อีกทั้ง Kirin 980 และ Apple A12 ก็จัดเป็นชิปเซ็ตระดับท็อป ที่รองรับการประมวลผลหนัก ๆ ได้ทั้งคู่อยู่แล้ว

กล้องถ่ายรูป Mate 20 Pro vs iPhone XS Max

ความเปลี่ยนแปลงของกล้องหลัง Mate 20 Pro คือมาพร้อมกับกล้องหลัง LEICA 3 ตัว 3 ระยะ ประกอบไปด้วย เลนส์ Wide 27 mm. , Ultra-wide 16 mm. และ Telephoto 80 mm. ส่วนการซูม ด้วยเทคโนโลยี Hybrid Zoom ทำให้ Mate 20 Pro รองรับการซูมแบบไม่เสียรายละเอียดถึง 5 เท่า ที่ระยะ 105 mm. และ Digital Zoom ได้สูงสุด 10 เท่า เทียบได้กับระยะ 270 mm.

เท่ากับว่าในสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว สามารถถ่ายรูปได้ตั้งแต่ระยะ 16 มิลลิเมตร ไปจนถึง 270 มิลลิเมตร ถ้าเทียบกับเลนส์ซูมของกล้อง DSLR ก็คงต้องพกเลนส์ที่ใหญ่ และหนักเอามาก ๆ หรือถ้าเทียบกับเลนส์ฟิก ก็ต้องพกอย่างน้อย 5 ตัว ถึงจะได้ระยะครอบคลุมที่ Mate 20 Pro ทำได้ อีกทั้งเลนส์ LEICA Ultra-wide ของ Mate 20 Pro ยังสามารถถ่าย Macro ได้ระยะใกล้ถึง 2.5 เซนติเมตร

Mate 20 Pro ไม่เพียงแต่มีระยะการถ่ายภาพที่ครอบคลุมมากกว่า iPhone XS Max (รวมถึงสมาร์ทโฟนปกติทั่วไปแทบจะทุกยี่ห้อ) แต่ในด้านของคุณภาพรูปถ่าย ส่วนตัวผมมองว่าหาสมาร์ทโฟนที่จะสู้กับ Mate 20 Pro ยากมากครับ เพราะนอกจากฮาร์ดแวร์ที่ดีมากแล้ว Mate 20 Pro ยังมีซอฟท์แวร์ถ่ายภาพที่จัดอยู่ในระดับท็อปของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนเลยก็ว่าได้

AI ใน Mate 20 Pro เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้มันถ่ายรูปได้ดีขึ้นมาก โดย AI สามารถปรับเปลี่ยนโหมดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ หรือวัตถุที่ต้องการถ่ายภาพ ส่วนการถ่ายภาพกลางคืน ผมว่า Mate 20 Pro ถ่ายภาพกลางคืนได้ดีขึ้นมาก ถ้าไม่ได้มืดแบบไม่มีแสงไฟ ผมว่าไม่จำเป็นต้อง Night shot ด้วยซ้ำ

สำหรับการถ่ายภาพกลางคืนด้วยโหมด Night shot คิดว่าคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ ไปชมภาพถ่ายของจริงเลยดีกว่า

HUAWEI Mate 20 Pro Night Shot

ด้านการถ่ายวีดีโอ HUAWEI Mate 20 Pro มีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาก เริ่มจากความนิ่งในการถ่าย ส่วนตัวผมว่าการถือถ่ายด้วยมือเปล่า ให้ความนิ่งในระดับที่ดีมากแล้ว แต่สิ่งที่เหนือกว่าคู่แข่งเจ้าอื่น ๆ คือ การใช้ AI เข้ามาช่วยสร้างสรรค์การถ่ายวีดีโอมากขึ้น จากที่เมื่อก่อน AI ถูกใช้แค่เป็นระบบกันภาพสั่นไหวเท่านั้น (HUAWEI A.I.S.)

Mate 20 Pro มาพร้อมกับโหมดถ่ายวีดีโออย่าง AI Color ที่สามารถทำให้ตัวแบบเป็นภาพสี แล้วฉากหลังเป็นภาพขาวดำ หรือการละลายฉากหลังในขณะที่บันทึกวีดีโออย่าง Background blur รวมถึงการใส่ฟิลเตอร์สีแบบต่าง ๆ ในวีดีโอแบบ real-time ล้วนแต่เป็นโหมดที่ได้อานิสงส์จากการมี Dual AI ในชิป Kirin 980

ด้าน iPhone XS Max มาพร้อมกับกล้องหลังคู่เช่นเคย แต่มีการใช้ Neural Engine ช่วยในการประมวลผลภาพถ่าย รวมถึงมี Smart HDR ที่ช่วยให้ถ่ายภาพได้ดีขึ้น เก็บแสง เก็บรายละเอียดต่าง ๆ ในภาพถ่ายได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากเทียบในแง่ของระยะ และความยืดหยุ่นในการถ่ายภาพ HUAWEI Mate 20 Pro จะเหนือกว่าอย่างชัดเจน

ส่วนเรื่องคุณภาพของรูปถ่าย ผมมองว่าเป็นความชอบส่วนบุคคลครับ เพราะฉะนั้นให้ทุกคนตัดสินเอาเองดีกว่า ว่าชอบรูปถ่ายจาก HUAWEI Mate 20 Pro หรือ iPhone XS Max มากกว่ากัน

แบตเตอรี่และการจัดการพลังงาน

HUAWEI Mate 20 Pro: แบตเตอรี่อึด เป็นหนึ่งในจุดเด่นของ HUAWEI Mate Series มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ด้วยความจุระดับ 4,000 mAh ในรุ่นก่อน และถูกเพิ่มความจุใน Mate 20 Pro เป็น 4,200 mAh คือรุ่นก่อนหน้าอย่าง Mate 10 Pro ก็ใช้งานข้ามวันได้สบาย ๆ อยู่แล้ว แต่สำหรับ HUAWEI Mate 20 Pro เรียกว่าเป็นการ “ใช้งานหนัก” ข้ามวันได้เลย

ผมลองเปิดบอทเกม Ragnarok M: Eternal Love ด้วย Mate 20 Pro ต่อเนื่อง 5 ชั่วโมง พบว่าแบตเตอรี่ของ Mate 20 Pro หายไปประมาณ 20% หน่อย ๆ เท่านั้น หรือถ้าเล่น ROV ต่อเกมจะใช้แบตเตอรี่ประมาณ 5 – 7% เมื่อเทียบกับ iPhone XS Max หรือต่อให้เป็นสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ยี่ห้ออื่น HUAWEI Mate 20 Pro จะเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด

นอกเหนือจากความจุ 4,200 mAh แล้ว ชิป Kirin 980 ชิปเซ็ตระดับท็อปที่ HUAWEI พัฒนาขึ้นมาเอง ด้วยความที่เป็นชิปเซ็ต 7 นาโนเมตร และมี Dual AI คอยจัดการอยู่เบื้องหลังก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ จัดการพลังงานได้ดีเยี่ยม แล้วก็เป็นสมาร์ทโฟนที่แบตเตอรี่อึดเอามาก ๆ 2 วันชาร์จทีสบาย ๆ หรือจะลากไปถึง 3 วันก็ยังพอไหว

ด้านการชาร์จไฟ HUAWEI Super Charge ถือเป็นระบบชาร์จไฟที่อัดไฟได้เร็ว และปลอดภัยเป็นอันดับต้น ๆ ในโลกอยู่แล้ว การันตีด้วยมาตรฐาน TÜV Safe Fast-Charge System แต่สำหรับ Super Charge ใน Mate 20 Pro เหนือกว่าตรงที่เป็น Super Charge 40W อธิบายง่าย ๆ คือ ระบบชาร์จใน Mate 20 Pro จ่ายไฟได้แรงกว่ารุ่นก่อนหน้าเกือบ 2 เท่า

Super Charge 40W จ่ายไฟแบบ 10V: 4A เมื่อเทียบกับหัวชาร์จ PD ในตอนชาร์จไฟ ไม่เพียงแต่จ่ายไฟได้เร็วกว่า แต่ยังปล่อยความร้อนสะสมออกมาน้อยกว่าอย่างชัดเจน ส่วนความเร็วในการชาร์จ ตามที่ HUAWEI เคลมไว้คือ 0 – 70% ใช้เวลาเพียง 30 นาที

ส่วนตัวผมตั้งแต่ใช้ Mate 20 Pro มา แทบไม่เคยชาร์จไฟข้ามคืนเลยครับ เพราะตื่นเช้ามา เสียบสายชาร์จ แล้วไปอาบน้ำแต่งตัว, กินข้าวเช้า แบตเตอรี่ก็แทบจะเต็ม 100% แล้ว เลยไม่รู้จะเสียบสายชาร์จข้ามคืนทำไม

สำคัญคือ Super Charge 40W เป็นอุปกรณ์เสริมพื้นฐานของ Mate 20 Pro ครับ ไม่ต้องเสียเงินซื้อแยกเหมือน iPhone XS Max ด้วย

สำหรับการชาร์จไร้สาย Mate 20 Pro ก็รองรับเช่นเดียวกับ iPhone XS Max แต่ตามสเปคคือรองรับเป็น Wireless Fast Charge 15W มากกว่า iPhone XS Max ถึง 2 เท่า ส่วนตัวผมยังไม่ได้ลองชาร์จไร้สาย 15W เพราะแท่นชาร์จยังไม่วางจำหน่าย แต่เท่าที่ลองกับแท่นชาร์จไร้สาย 10W ผมว่าความเร็วมันอยู่ในระดับที่รับได้เลยล่ะครับ

นอกจากนี้ Mate 20 Pro ยังมีฟีเจอร์พิเศษอย่าง Reverse charging หรือการจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์อื่น ที่มีมาตั้งแต่ Mate Series รุ่นก่อน แต่ใน Mate 20 Pro เหนือกว่าตรงที่เป็น Wireless reverse charging สามารถจ่ายไฟให้กับมือถือเครื่องอื่นแบบไร้สายได้ หรืออธิบายให้เข้าใจง่าย คือ Mate 20 Pro สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นแท่นชาร์จไร้สายได้ด้วยนั่นเอง

iPhone XS Max: ในส่วนของแบตเตอรี่และการจัดการพลังงาน แต่ไหนแต่ไร iPhone ก็ไม่ได้โดดเด่นในเรื่องนี้อยู่แล้ว แม้ว่าตัวมันเองจะเป็นระบบปิด รวมถึงผลิตชิปเซ็ตใช้เอง ความเข้ากันได้ของฮาร์ดแวร์ย่อมดีกว่า ตามหลักก็ควรจะต้องจัดการพลังงานได้ดีกว่า

ปัญหาเดียวของ iPhone คือมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุน้อยมาก เมื่อเทียบกับฝั่งแอนดรอยด์ที่อัดแบตเตอรี่ความจุสูง แต่ไม่ใช่กับ iPhone XS Max ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่เปลี่ยนไป ทั้งชิปเซ็ต 7 นาโนเมตร รวมถึงแบตเตอรี่ที่มีความจุถึง 3,174 mAh สูงที่สุดเท่าที่ Apple เคยใส่มาใน iPhone

ผลก็คือ iPhone XS Max สามารถใช้งานหมดวันได้สบาย ๆ ไม่ต้องชาร์จไฟระหว่างวันเหมือน iPhone รุ่นก่อนแล้ว แต่ถ้าเป็นการใช้งานหนัก ๆ โดยเฉพาะการเล่นเกม สุดท้ายก็ต้องมีการชาร์จไฟ หรือพก Powerbank เหมือนเดิม

เมื่อแบตเตอรี่ไม่พอใช้งาน การชาร์จไฟจึงเป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ แม้ว่า iPhone XS Max จะรองรับการชาร์จเร็วมาตรฐาน USB-PD แต่ปัญหาคือ Apple ไม่ยอมแถมอะแดปเตอร์ชาร์จเร็วมาให้ในกล่อง ต้องซื้อเพิ่มเอง และถ้าใช้อะแดปเตอร์ที่แถม ก็ดันจ่ายไฟแค่ 5W กว่าจะชาร์จเต็มต้องมี 2 ชั่วโมงขึ้นเป็นอย่างต่ำ

การชาร์จรูปแบบอื่น iPhone XS Max รองรับการชาร์จไร้สายที่ 7.5W แต่ก็ยังช้ากว่าการชาร์จด้วยอะแดปเตอร์ 5W อยู่ดี ส่วนตัวผมมองว่าการชาร์จไร้สายของ iPhone จึงเหมาะกับการชาร์จตอนเข้านอน หรือชาร์จเรื่อย ๆ ระหว่างวันมากกว่า

ฟีเจอร์ และสิ่งอำนวยความสะดวก

หนึ่งในฟีเจอร์เด่นของ Mate 20 Pro ที่ถูกพูดถึงมากในงานเปิดตัวก็คือเทคโนโลยี HiVision ที่เป็นเหมือนผู้ช่วยคนสำคัญ สามารถระบุสถานที่ต่าง ๆ หรือแม้แต่การส่องสมาร์ทโฟนไปที่งานศิลปะ HiVision ก็สามารถระบุได้เลยว่า เป็นงานศิลปะชื่ออะไร อยู่ในยุคไหน และใครเป็นเจ้าของผลงาน

HiVision ยังสามารถใช้งานในโหมดอื่น ๆ เช่น การแปลภาษาแบบ real-time เพียงยกกล้อง แล้วส่งไปที่ข้อความ แต่สำหรับผม ฟีเจอร์ที่เจ๋งสุดของ HiVision ต้องยกให้การคำนวณแคลอรีในอาหารเลยครับ

ด้วยความที่กระแสคนรักสุขภาพกำลังมา หลายคนให้ความสนใจกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น และก็มีแอปพลิเคชันประเภทที่คำนวณแคลอรีออกมาให้เลือกใช้กันมากมาย แต่ส่วนมากก็จะเป็นการระบุแคลอรีตามฉลาก ถ้าเป็นการสั่งอาหารเป็นจาน ๆ อันนี้ก็ต้องคำนวณกันเอาเอง

ความเจ๋งของ HiVision คือมันสามารถระบุแคลอรีในอาหารได้ เพียงแค่ส่องกล้องไปที่อาหาร AI ก็จะทำการวิเคราะห์ขนาด และน้ำหนักของอาหาร จากนั้นก็จะคำนวณแคลอรีออกมาให้ทันที อย่างอาหารไทยหลายอย่างก็สามารถระบุแคลอรีได้ด้วย

นอกจากการระบุแคลอรีในอาหารแล้ว HiVision ยังสามารถระบุได้ด้วยว่า ของชิ้นนี้ ซื้อได้ที่ไหน ฟีเจอร์คล้าย ๆ กับ Google Lens แต่ HiVision ของ Mate 20 Pro เหนือกว่าตรงที่มีฐานข้อมูลเชื่อมกับ E-Commerce เจ้าใหญ่ในบ้านเราอย่าง Lazada* และ Shopee* ในขณะที่ Google Lens พอส่องแล้วก็จะลิงก์ไปที่ Amazon ซึ่งเป็นการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ

*อยู่ระหว่างการพัฒนา คาดว่าจะเปิดให้ใช้ในช่วงปลายปีนี้

นอกจาก HiVision ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตได้มากแล้ว HUAWEI PC Mode ก็เป็นอีกหนึ่งโหมดที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดย PC Mode จะเป็นการเปลี่ยนอินเทอร์เฟซเมื่อเชื่อมต่อกับหน้าจอ ให้มีความคล้ายกับคอมพิวเตอร์ สามารถต่อเมาส์, คีย์บอร์ดไร้สายได้ แต่ที่เจ๋งกว่าคือ PC Mode ของ Mate 20 Pro รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วยครับ

ฝั่ง iPhone XS Max หากพูดถึงฟีเจอร์อำนวยความสะดวกในการใช้งาน ผมก็นึกออกแค่ Siri ที่ใน iPhone XS Max ทำงานได้ไวขึ้น ไม่คิดนานเหมือนเมื่อก่อน แต่ข้อจำกัดของ Siri ก็คือการรองรับภาษาไทยนี่ล่ะครับ ส่วนอื่น ๆ ก็มักจะเป็นการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติมเอาเอง อย่าง Google Lens ก็มีใน iOS เช่นกัน

เรื่องความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ต่าง ๆ อันที่จริง iPhone กับพอร์ต Lightning ก็ทำได้ดีขึ้นในช่วงหลัง ที่มีอุปกรณ์รองรับมากขึ้น แต่ก็ไม่เท่ากับพอร์ต USB-C ของ Mate 20 Pro ที่ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นมาตรฐานของการเชื่อมต่อไปแล้ว อีกทั้งระบบปฏิบัติการ Android ก็มีความยืดหยุ่นมากกว่า

ส่วนการเชื่อมต่อ การถ่ายโอนข้อมูลกับคอมพิวเตอร์ แน่นอนว่า HUAWEI Mate 20 Pro ที่มีระบบปฏิบัติการพื้นฐานเป็น Android ย่อมทำได้ดีกว่า ในทางกลับกัน หากเป็นการเชื่อมต่อกับ MacOS จะเป็นเรื่องยากสำหรับมือถือระบบปฏิบัติการ Android แต่ไม่ใช่กับ HUAWEI Mate 20 Pro ที่มาพร้อมกับ HUAWEI Share 2.0 ทำให้การถ่ายโอนข้อมูลกับ MacOS ง่ายขึ้น เพราะเป็นการเชื่อมต่อแบบ Wi-Fi Direct นั่นเอง