เลือกซื้อฟิล์มโทรศัพท์แบบไหนดี มีกี่แบบ และแต่ละแบบต่างกันยังไง เลือกซื้อยังไงบ้างให้เหมาะกับการใช้งานในปี 2025
เชื่อว่าหลายคนที่ซื้อโทรศัพท์มือถือมาใหม่ๆ ต่างก็อยากให้หน้าจอดูใหม่ และไม่มีรอยขีดข่วน และแน่นอนว่าฟิล์มมือถือนั้นเป็นตัวเลือกที่เกือบทุกคนจำเป็นต้องมีไปแล้วในปัจจุบัน แต่ปัญหาคือ มีฟิล์มมือถือให้เลือกมากมายหลายประเภท แต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ทำให้หลายคนงงว่าควรเลือกฟิล์มแบบไหนดี ที่จะเหมาะกับการใช้งานและไลฟ์สไตล์ของตัวเอง วันนี้ทาง Specphone จะพาไปรู้จักกับประเภทของฟิล์มโทรศัพท์แต่ละแบบ พร้อมแนะนำวิธีเลือกฟิล์มให้เหมาะกับความต้องการ เพื่อให้หน้าจอมือถือของเราอยู่กับเรานานๆ มาดูกันว่าฟิล์มมือถือมีกี่แบบ แต่ละแบบมีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไร และควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับการใช้งานของเรามากที่สุด
ทำความรู้จักกับประเภทของฟิล์มโทรศัพท์
ก่อนจะไปเลือกซื้อฟิล์มแต่ละแบบ ว่าควรจะเลือกซื้อแบบไหนดีให้เหมาะกับตัวเอง หรือการใช้งานและไลฟ์สไตล์มากที่สุด เรามาทำความรู้จักกับประเภทของฟิล์มกันรอยที่มีในท้องตลาดกันก่อน เพื่อให้เข้าใจถึงความแตกต่างและคุณสมบัติเด่นของฟิล์มแต่ละประเภท ว่าแต่ละแบบมีข้อดีและข้อด้อยยังไงบ้าง

ฟิล์มโทรศัพท์แบบใส (Clear Film)
ฟิล์มแบบใสถือเป็นฟิล์มพื้นฐานที่หลายคนนิยมใช้ เพราะมีราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับฟิล์มประเภทอื่น ฟิล์มชนิดนี้ผลิตจากพลาสติกที่มีความบางเป็นพิเศษ โดยมีคุณสมบัติเด่นๆ ดังนี้
ข้อดี:
- ราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับฟิล์มประเภทอื่น และหาซื้อได้แทบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นตามร้านค้าทั่วไปหรือศูนย์จำหน่ายโทรศัพท์
- บางเบา บางรุ่นแทบไม่รู้สึกว่ามีฟิล์มติดอยู่
- ไม่เปลี่ยนแปลงสีสันและความคมชัดของหน้าจอ
- ช่วยกรอง UV ที่มาจากหน้าจอ ช่วยถนอมสายตาได้ในระดับหนึ่ง
ข้อเสีย:
- ป้องกันการกระแทกได้น้อย
- มีรอยนิ้วมือ คราบมัน คราบเหงื่อได้ง่าย ต้องเช็ดทำความสะอาดบ่อย
- อายุการใช้งานสั้นกว่าฟิล์มประเภทอื่น
เหมาะสำหรับ: คนที่ชอบความบางเบา ใช้มือถือดูหนัง เล่นเกม ที่ต้องการความคมชัดสูงสุด และคนที่ใช้งานมือถืออย่างระมัดระวัง ไม่ค่อยทำตก

ฟิล์มโทรศัพท์แบบด้าน (Matte Film)
ฟิล์มมือถือแบบด้านเป็นฟิล์มกันรอยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้สัมผัสที่แตกต่างจากฟิล์มแบบอื่นๆ โดยมีคุณสมบัติดังนี้
ข้อดี:
- เนื้อสัมผัสด้านคล้ายกระดาษ นิยมใช้ติดกับแท็บเล็ตหรือสมาร์ตโฟนที่สามารถใช้ปากกาได้
- ป้องกันรอยนิ้วมือและคราบมันได้ดีเยี่ยม
- ลดแสงสะท้อนจากหน้าจอได้ดีกว่าแบบใส ทำให้ถนอมสายตาดีขึ้นหน่อย
- ให้ความรู้สึกเหมือนเขียนบนกระดาษ เหมาะสำหรับการใช้งานกับปากกา
- ใช้งานกลางแจ้งได้สะดวก เพราะลดแสงสะท้อนได้มากกว่า
ข้อเสีย:
- อาจลดทอนความชัดของภาพ
- อาจทำให้สีเพี้ยนไปจากเดิมในกรณีที่ฟิล์มไม่มีคุณภาพ
- หากเลือกซื้อฟิล์มคุณภาพไม่ดี อาจทำให้การแสดงผลบนหน้าจอมีสีที่ผิดเพี้ยนได้
เหมาะสำหรับ: คนที่ใช้มือถือทำงาน จดโน้ต วาดภาพ ใช้ปากกา stylus บ่อยๆ คนที่ไม่ชอบรอยนิ้วมือ หรือคนที่ใช้มือถือกลางแจ้งเป็นประจำ

ฟิล์มกระจก (Tempered Glass)
ฟิล์มกระจกนิรภัย (Tempered Glass Screen Protector) เป็นฟิล์มยอดนิยมที่หลายคนเลือกใช้ นอกจากจะช่วยป้องกันรอยขีดข่วนเช่นเดียวกับฟิล์มกันรอยทั่วไปแล้ว ยังมีจุดเด่นหลักๆ คือ ช่วยป้องกันหน้าจอแตกจากแรงกระแทก โดยฟิล์มกระจกมีให้เลือกทั้งแบบเต็มจอและไม่เต็มจอ ซึ่งมีความแตกต่างกันคือ
- แบบไม่เต็มจอ: ฟิล์มจะยาวพอดีกับหน้าจอ และเหลือพื้นที่นิดหน่อย ซึ่งป้องกันได้เฉพาะกลางหน้าจอ และมีข้อดีตรงที่ไม่เกิดปัญหาการดันฟิล์มขึ้นมา
- แบบเต็มจอ: ปกป้องได้เต็มจอมากกว่า ตั้งแต่ด้านบนสุดถึงล่างและด้านข้างทั้งหมด แต่ก็มีปัญหาเล็กน้อย เพราะจะเกิดการดันฟิล์มจนเสียหายได้ในบางรุ่น และตัวฟิล์มจะดูเยอะเต็มจอกว่าปกติ
สำหรับการเลือกฟิล์มกระจก อีกหนึ่งอย่างที่ต้องมองหา คือ สัญลักษณ์ H ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกความแข็งแกร่งของฟิล์ม มีตั้งแต่ระดับ 1H ไปจนถึง 10H ยิ่งมีค่ามาก ก็จะยิ่งแข็งแรงทนทาน ช่วยป้องกันรอยขีดข่วนและลดแรงกระแทกได้ดี
ข้อดี:
- ป้องกันรอยขีดข่วนได้ดีเยี่ยม
- ป้องกันหน้าจอแตกจากการตกหรือกระแทกได้ดี และมีความแข็งแรงสูง
- ให้ความรู้สึกเหมือนใช้งานบนหน้าจอจริง ๆ
- มีให้เลือกทั้งแบบใสและแบบด้าน
ข้อเสีย:
- มีความหนามากกว่าฟิล์มประเภทอื่น
- ราคาสูงกว่าฟิล์มพลาสติกทั่วไป
- เมื่อมีรอยร้าวหรือแตก อาจมีเศษเล็กๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้
- อาจไม่สามารถใช้ร่วมกับเคสบางประเภทได้ (สำหรับฟิล์มกระจกแบบเต็มจอ)
เหมาะสำหรับ: คนที่มักทำมือถือตก หรือใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทก คนที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุดให้กับหน้าจอมือถือ
ฟิล์มไฮโดรเจล (Hydrogel Film)
ฟิล์มไฮโดรเจลเป็นนวัตกรรมฟิล์มกันรอยรูปแบบใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ด้วยคุณสมบัติพิเศษหลายอย่าง และมีข้อดีที่ต่างจากฟิล์มปกติ ดังนี้
ข้อดี:
- มีความบาง ใช้งานได้ดีเหมือนฟิล์มใส
- ให้ความคมชัดและสีสันเหมือนใช้หน้าจอโดยตรง
- มีความยืดหยุ่นสูง ติดเรียบเนียนสนิทไปกับหน้าจอ
- ช่วยป้องกันรอยขีดข่วนได้ดี และสามารถรับแรงกระแทกได้ในระดับหนึ่ง
- ไม่มีปัญหาฟิล์มขอบลอย หรือฟิล์มดันเคสโทรศัพท์ ยกเว้นแบบเต็มจอหรือจอโค้ง
ข้อเสีย:
- ระยะเวลาในการเซตตัว จะค่อนข้างช้ากว่าเมื่อเทียบกับการติดฟิล์มแบบอื่นๆ
- อาจมีการดันฟิล์มหากเป็นจอโค้ง และใส่เคสไม่ดี
- ถ้าติดไม่ดีจะไม่เรียบเนียน และเป็นคลื่นได้
- ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับฟิล์มพลาสติกทั่วไป
เหมาะสำหรับ: คนที่ต้องการความบางเบาแต่ยังต้องการความแข็งแรงทนทาน คนที่ใช้เคสมือถือหลายแบบและต้องการฟิล์มที่ไม่มีปัญหาเรื่องขอบลอยหรือดันเคส ในกรณีที่เป็นจอแบนไม่ใช่จอโค้ง

ฟิล์มกันรอยถนอมสายตา (Blue Light Filter Film)
ฟิล์มกันรอยถนอมสายตา เป็นหนึ่งในประเภทของฟิล์มกันรอยมือถือที่มีคุณสมบัติพิเศษในการกรองแสงสีฟ้า (Blue Light) ที่ออกมาจากหน้าจอโทรศัพท์ ที่อาจส่งผลเสียต่อดวงตาในระยะยาว ซึ่งฟิล์มถนอมสายตาในท้องตลาดมีให้เลือกหลายรูปแบบ ทั้งแบบฟิล์มใส ฟิล์มด้าน และฟิล์มกระจก โดยแต่ละแบบมีประสิทธิภาพในการกรองแสงสีฟ้าแตกต่างกันไป บางยี่ห้อสามารถกรองแสงสีฟ้าได้ถึง 70-99% เลยทีเดียว
ข้อดี:
- ช่วยลดความเมื่อยล้าของดวงตาเมื่อใช้มือถือเป็นเวลานาน
- ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมในระยะยาว
- ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น หากใช้มือถือก่อนนอน
- มีให้เลือกทั้งแบบฟิล์มใส ฟิล์มด้าน และฟิล์มกระจก
ข้อเสีย:
- อาจทำให้สีของหน้าจอเปลี่ยนไปเล็กน้อย (มักมีโทนสีเหลืองหรือสีฟ้าอ่อน)
- ราคาสูงกว่าฟิล์มกันรอยทั่วไป
- บางยี่ห้ออาจทำให้ความคมชัดของหน้าจอลดลง
เหมาะสำหรับ: คนที่ใช้มือถือเป็นเวลานาน ทำงานกับหน้าจอตลอดทั้งวัน คนที่มีปัญหาเรื่องอาการปวดตา หรือคนที่ชอบใช้มือถือก่อนนอน
ฟิล์มแบบป้องกันความเป็นส่วนตัว หรือฟิล์มกันเสือก (Privacy Film)
ฟิล์มกันรอยแบบป้องกันความเป็นส่วนตัว หรือที่เรียกกันติดปากว่าฟิล์มกันเสือก เป็นฟิล์มที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ จำกัดมุมมองของหน้าจอ ทำให้สามารถมองเห็นหน้าจอได้เฉพาะคนที่อยู่ด้านหน้าเท่านั้น หากมองจากมุมด้านข้าง จะเห็นเป็นหน้าจอสีดำ
ข้อดี:
- เพิ่มความเป็นส่วนตัว ป้องกันการมองเห็นหน้าจอจากสายตาของคนรอบข้าง
- ไม่เกิดรอยนิ้วมือและคราบมันบนเนื้อฟิล์ม
- ส่วนใหญ่จะเป็นแบบกระจก ช่วยป้องกันรอยขีดข่วนได้ดี
ข้อเสีย:
- ราคาค่อนข้างสูงและหาซื้อได้ยากกว่าฟิล์มกันรอยธรรมดา
- อาจทำให้ความสว่างของหน้าจอลดลง ต้องเพิ่มความสว่างของหน้าจอขึ้น
- มุมมองการใช้งานจำกัด ไม่เหมาะกับการดูหน้าจอร่วมกับผู้อื่น
เหมาะสำหรับ: คนที่ทำงานกับข้อมูลที่เป็นความลับ คนที่ใช้มือถือในที่สาธารณะบ่อย ๆ หรือคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง
วิธีเลือกซื้อฟิล์มโทรศัพท์ให้เหมาะกับการใช้งาน
การเลือกฟิล์มให้เหมาะกับการใช้งานเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยให้เราได้ฟิล์มที่ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคุณมากที่สุด โดยวิธีการเลือกซื้อฟิล์มแต่ละแบบก็ควรจะต้องดูจากหลายๆ อย่างประกอบเข้าด้วยกันได้แก่
พิจารณาตามลักษณะการใช้งาน
- สำหรับคนที่ใช้มือถือทั่วไป: ฟิล์มใสหรือฟิล์มกระจกธรรมดาก็เพียงพอ เพราะช่วยป้องกันรอยขีดข่วนได้ดี และยังคงความคมชัดของหน้าจอด้วย
- สำหรับคนที่ใช้มือถือทั้งวัน: ไม่ว่าจะเล่นเกม ท่องโซเชียล หรือทำงาน แนะนำให้ติดฟิล์มกันรอยถนอมสายตา ช่วยปกป้องหน้าจอไปพร้อมๆ กับปกป้องสายตาของผู้ใช้งาน
- สำหรับคนที่มักทำมือถือตกบ่อยๆ: ควรเลือกฟิล์มกระจกที่มีความแข็งระดับ 9H หรือสูงกว่า เพื่อช่วยป้องกันการแตกร้าวของหน้าจอเมื่อเกิดการกระแทก
- สำหรับคนที่ทำงานกลางแจ้ง: ฟิล์มด้านจะช่วยลดแสงสะท้อนบนหน้าจอ ทำให้สามารถมองเห็นหน้าจอได้ชัดเจนแม้อยู่กลางแจ้ง หรือใช้จอด้านก็ได้
- สำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว: ฟิล์มกันรอยแบบป้องกันความเป็นส่วนตัวเป็นตัวเลือกที่ดี โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้มือถือในที่สาธารณะบ่อยๆ
พิจารณาตามคุณสมบัติพิเศษที่ต้องการ
- ความแข็งแรงทนทาน: ดูที่ค่าความแข็ง (H) ยิ่งมีค่ามาก ก็จะยิ่งแข็งแรงทนทาน ช่วยป้องกันรอยขีดข่วนและลดแรงกระแทกได้ดี ฟิล์มกระจกที่มีความแข็งระดับ 9H จะให้การป้องกันที่ดีที่สุด
- การถนอมสายตา: เลือกฟิล์มที่มีคุณสมบัติกรองแสงสีฟ้า (Blue Light Cut) ซึ่งจะช่วยลดความเมื่อยล้าของดวงตาเมื่อใช้มือถือเป็นเวลานาน
- การป้องกันรอยนิ้วมือ: หากไม่ชอบเห็นรอยนิ้วมือบนหน้าจอ ควรเลือกฟิล์มที่มีคุณสมบัติ Anti-Fingerprints Coating ซึ่งจะช่วยลดรอยนิ้วมือ คราบมัน และคราบสิ่งสกปรก
- ความบางและน้ำหนัก: หากต้องการความบางเบา ไม่รู้สึกว่ามีฟิล์มติดอยู่ ฟิล์มน้ำหรือฟิล์มไฮโดรเจลจะเป็นตัวเลือกที่ดี
พิจารณาตามงบประมาณ
ฟิล์มมือถือนั้นมีราคาแตกต่างกันไปตามประเภทและคุณภาพ ได้แก่
- ฟิล์มพลาสติกใส (PET, TPU): ราคาถูกที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด
- ฟิล์มกระจก: ราคาปานกลาง ให้การป้องกันที่ดีกว่าฟิล์มพลาสติก
- ฟิล์มไฮโดรเจล: ราคาค่อนข้างสูง แต่ให้ความบางเบาและการป้องกันที่ดี
- ฟิล์มถนอมสายตา และฟิล์มป้องกันความเป็นส่วนตัว: ราคาสูง เนื่องจากมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มเติมมากกว่าปกติ
ข้อควรระวังในการเลือกซื้อฟิล์มมือถือ
- ตรวจสอบความเข้ากันได้กับรุ่นโทรศัพท์: ฟิล์มบางประเภทอาจไม่เหมาะกับโทรศัพท์บางรุ่น โดยเฉพาะโทรศัพท์ที่มีหน้าจอโค้ง
- พิจารณาการใช้งานร่วมกับเคส: ฟิล์มกระจกแบบเต็มจออาจไม่สามารถใช้ร่วมกับเคสบางประเภทได้ เพราะอาจทำให้เกิดการดันฟิล์ม
- เลือกซื้อจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ: ฟิล์มคุณภาพต่ำอาจทำให้การแสดงผลบนหน้าจอมีสีที่ผิดเพี้ยน หรือลดความไวในการตอบสนองของหน้าจอสัมผัส
- ตรวจสอบประสิทธิภาพในการกรองแสงสีฟ้า: สำหรับฟิล์มถนอมสายตา ควรเลือกที่สามารถกรองแสงสีฟ้าได้อย่างน้อย 70% เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการปกป้องดวงตา
สรุป
การเลือกฟิล์มกันรอยโทรศัพท์ที่เหมาะสมจะช่วยปกป้องหน้าจอมือถือและตอบโจทย์การใช้งานของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสรุปแล้วสามารถเลือกซื้อได้ตามการใช้งานได้ดังนี้
- ฟิล์มใส: เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความคมชัดสูงสุด ใช้มือถือดูหนัง เล่นเกม
- ฟิล์มด้าน: เหมาะสำหรับคนที่ใช้งานกลางแจ้ง ไม่ชอบรอยนิ้วมือ หรือใช้ปากกา stylus
- ฟิล์มกระจก: เหมาะสำหรับคนที่ต้องการการป้องกันสูงสุด แลัมักทำมือถือตกบ่อยๆ
- ฟิล์มไฮโดรเจล: เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความบางเบาแต่ยังต้องการความแข็งแรงทนทาน
- ฟิล์มถนอมสายตา: เหมาะสำหรับคนที่ใช้มือถือเป็นเวลานาน หรือมีปัญหาเรื่องอาการปวดตา
- ฟิล์มป้องกันความเป็นส่วนตัว: เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง ใช้มือถือในที่สาธารณะบ่อย ๆ
เลือกฟิล์มโทรศัพท์ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และการใช้งานของตัวเอง จะช่วยให้เราได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้งานมือถือ และช่วยยืดอายุการใช้งานของหน้าจอมือถือได้อีกด้วย
คำถามที่คนมักค้นหา (FAQ) เกี่ยวกับฟิล์มโทรศัพท์
- ฟิล์มโทรศัพท์มีกี่ประเภท และแต่ละประเภทมีข้อดีอย่างไร?
- ฟิล์มโทรศัพท์มี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ฟิล์มกระจกนิรภัย (Tempered Glass) แข็งแรงทนทาน ป้องกันรอยขีดข่วนและรับแรงกระแทกได้ดี, ฟิล์ม TPU (Thermoplastic Polyurethane) ที่มีความยืดหยุ่นสูง และฟิล์ม PET (Polyethylene Terephthalate) ที่บางเบา ให้การป้องกันรอยขีดข่วนขั้นพื้นฐานในราคาประหยัด
- ควรเปลี่ยนฟิล์มบ่อยแค่ไหน?
- เมื่อพบรอยแตกร้าว รอยขีดข่วนลึก หรือเมื่อฟิล์มเริ่มหลุดลอก โดยทั่วไปฟิล์มกระจกจะมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าฟิล์มพลาสติก
- ฟิล์มมีผลต่อความไวในการสัมผัสหน้าจอหรือไม่?
- ส่วนใหญ่ไม่ส่งผลกระทบต่อความไวในการสัมผัสหน้าจอ แต่ถ้าฟิล์มที่หนาเกินไป (มากกว่า 0.15 มม.) อาจทำให้ความไวในการตอบสนองลดลงเล็กน้อย หรือสแกนลายนิ้วมือยาก
- สามารถติดฟิล์มบนหน้าจอที่มีรอยแตกร้าวได้หรือไม่?
- ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของรอยแตก หากมีรอยแตกเล็กน้อย การติดฟิล์มอาจช่วยป้องกันไม่ให้รอยแตกเพิ่มได้ แต่ถ้ารุนแรง ฟิล์มอาจติดไม่สนิทและไม่สามารถแก้ไขปัญหาจอแตกได้อีก
- วิธีติดฟิล์มให้ไม่เกิดฟองอากาศทำอย่างไร?
- การติดฟิล์มให้ไม่เกิดฟองอากาศ ควรทำความสะอาดหน้าจอให้ดี ใช้สติกเกอร์หรือเทปกาวเพื่อกำจัดฝุ่น จัดตำแหน่งฟิล์มให้ตรงกับหน้าจอ และใช้บัตรหรือที่รีดฟองอากาศค่อยๆ ไล่ฟองอากาศจากตรงกลางออกสู่ขอบ ถ้าทำไม่ได้จริงๆ แนะนำให้ติดกับผู้ที่มีความชำนาญดีกว่า