ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วสำหรับการเปิดตัวมือถือเรือธงรุ่นใหม่ของ Samsung ที่ยังคงมีข่าวลือสเปคออกมาเรื่อยๆ รวมถึงวันเปิดตัวที่ยังคงไม่แน่นอน ถึงแม้ว่าหลายสำนักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันก็ตาม โดยครั้งนี้จะยังคงเปิดตัวออกมาพร้อมกัน 3 รุ่นเหมือนเดิมคือ Samsung Galaxy S26, S26+ และรุ่นท็อป S26 Ultra พร้อมกับสเปคที่พอจะยืนยันได้แล้วหลายอย่าง จากข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่หลุดออกมา มาดูกันว่าว่าที่เรือธงรุ่นใหม่นี้จะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ และมีตรงไหนที่ได้อัปเกรดใหม่บ้าง
โดยรุ่นที่วางขายในปัจจุบันนี้คือ Samsung Galaxy S25 ราคา 23,990 บาท (Shopee/ Lazada) รุ่น S25+ ราคา 30,900 บาท (Shopee/ Lazada) และรุ่น S25 Ultra เริ่มต้นที่ 39,900 บาท (Shopee/ Lazada)
8 การอัปเกรดบน Samsung Galaxy S26, S26+ และ S26 Ultra มีอะไรใหม่บ้าง
1. ดีไซน์ใหม่สำหรับรุ่น Ultra และการปรับโมดูลกล้องใหม่


เริ่มกันด้วยดีไซน์ภายนอกของ Samsung Galaxy S26 Series รุ่นใหม่นี้กันก่อนเลย ที่รุ่นพี่ใหญ่อย่าง Galaxy S26 Ultra จะเปลี่ยนมุมตัวเครื่องให้มีความโค้งมนมากขึ้น ช่วยให้การถือเล่นมือเดียว หรือว่าใช้งานทั่วไปกระชับมือและสบายกว่าเดิม แม้ว่าหลายๆ คนที่ใช้งานบอกว่าอยากได้ความเหลี่ยมคม ที่เป็นเอกลักษณ์แบบเดิมมาตั้งแต่ Note Series ก็ตาม
นอกจากนี้ทุกรุ่นรวมถึง Galaxy S26 และ S26 Plus จะมีการปรับดีไซน์บริเวณโมดูลกล้องเล็กน้อย โดยเลนส์กล้องจะไม่แยกตัวโดดๆ หรือที่เป็นเลนส์ฝังแล้วในรุ่นนี้ แต่จะมีฐานโมดูลกล้องขึ้นมาคล้ายๆ กับของ Z Fold 7 ที่เปิดตัวออกมาก่อนแล้ว ทำให้ภาพรวมดูสวยงามเข้ากันหมดทุกรุ่นมากขึ้น
2. ตัวเครื่องบางลง แต่หนักขึ้นเล็กน้อย
นอกจากเรื่องของโมดูลกล้องแล้ว Samsung ก็ยังพยายามลดความหนาของ Galaxy S26 ให้บางลงไปอีก ตามข่าวลือที่ออกมานั้นอาจบางลงไปจนเหลือเพียง 6.9 มม. (จากรุ่นเดิม 7.2 มม.) ถือว่าบางมากสำหรับมือถือยุคนี้ แต่อาจจะต้องแลกมาด้วยน้ำหนักตัวเครื่องที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยไม่กี่กรัม อาจจะไม่รู้สึกแตกต่างมากนักในการใช้งานจริง อีกอย่างก็คือแบตที่ใหญ่ขึ้นเลยอาจทำให้มีน้ำหนักมากขึ้นนิดนึงนั่นเอง
3. หน้าจอใหญ่ขึ้น สว่างขึ้น และประหยัดพลังงานกว่าเดิม
สำหรับรุ่นปกติและรุ่นจอใหญ่ทั้งสองรุ่นอย่าง Samsung Galaxy S26 และ S26+ มีข่าวว่าจะได้ขยายขนาดหน้าจอให้ใหญ่ขึ้น โดยรุ่นเริ่มต้นอาจเพิ่มจาก 6.2 นิ้ว เป็น 6.3 นิ้ว และรุ่น Plus จาก 6.7 นิ้ว เป็น 6.9 นิ้ว นอกจากนี้ยังมีความสว่างสูงสุดที่อาจพุ่งไปถึง 3,000 nits ในรุ่นมาตรฐาน ซึ่งมากกว่ารุ่นเดิมถึง 400 nits เลยทีเดียวจากการที่ปรับเปลี่ยนแผง OLED ใหม่
ส่วนรุ่น Samsung Galaxy S26 Ultra คาดว่าจะใช้เทคโนโลยีจอ OLED แบบใหม่ที่เรียกว่า M14 Panel ที่มีจุดเด่นคือการประหยัดพลังงานได้มากขึ้น และยังทำความสว่างได้มากกว่าเดิมด้วย
4. นวัตกรรมหน้าจอ Privacy Display กันคนมองเห็นด้านข้าง
หนึ่งในฟีเจอร์ที่น่าสนใจที่สุดสำหรับหน้าจอก็คือข่าวลือของฟีเจอร์ Privacy Display ใน Samsung Galaxy S26 Ultra ที่ฟีเจอร์นี้จะเปลี่ยนการใช้งานไปเลย เพราะไม่จำเป็นต้องติดฟิล์มกันรอยแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่นี่คือเทคโนโลยีหน้าจอที่ได้ AI เข้ามาช่วย โดยหน้าจอจะสามารถตรวจจับได้ว่ามีคนรอบข้างกำลังแอบมองจอเราอยู่หรือไม่ และจะทำการเบลอหรือซ่อนเนื้อหาเฉพาะส่วนไม่ให้คนอื่นเห็นได้ทันที ข้อดีคือเราจะได้ความปลอดภัยโดยไม่ต้องติดฟิล์มกันเผือก ที่มักจะทำให้หน้าจอมืดหรือสีเพี้ยนไปด้วยนั่นเอง
5. ชิปเซ็ต 2 ค่าย แบ่งตามภูมิภาคเหมือนเดิม

ในด้านประสิทธิภาพก็ดูเหมือนว่า Samsung จะยังคงใช้กลยุทธ์การแบ่งชิปเป็น 2 ตัวเหมือนเดิม ซึ่งในภูมิภาคและอาจรวมถึงไทยเราอาจจะได้ใช้ชิป Exynos 2600 ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรม 2nm ของ Samsung เอง ส่วนภูมิภาคอื่นๆ (เช่น สหรัฐอเมริกา) จะได้ใช้ Snapdragon 8 Gen 5 Elite จาก Qualcomm ล้วนๆ ทั้ง 3 รุ่น แม้จะมีข่าวลือว่า Snapdragon อาจจะมีสเปคที่ดีกว่าเล็กน้อยในบางการทดสอบ แต่ทั้งคู่ต่างก็เป็นชิปเรือธงที่มีประสิทธิภาพระดับท็อปเหมือนกัน
6. แบตเตอรี่อึดขึ้น เพิ่มความจุมากกว่าเดิม
ข่าวดีสำหรับคนที่ใช้งานหนักๆ และเป็นสิ่งที่แฟนๆ หลายคนต้องการมากที่สุดแล้ว ก็คือแบตเตอรี่ที่ครั้งนี้มีข่าวว่าจะมีความจุเพิ่มขึ้นเกือบทุกรุ่น โดยรุ่น Galaxy S26 ที่เป็นรุ่นเริ่มต้นคาดว่าจะเพิ่มเป็นความจุ 4,300mAh (จากเดิม 4,000mAh) และรุ่น Ultra จะขยับไปที่ 5,200mAh (จากเดิมที่มี 5,000mAh) ถึงแม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่ไม่เยอะมาก แต่ก็ช่วยให้การใช้งานจริงยาวนานขึ้นได้แล้ว
7. ชาร์จไวขึ้นอีกเยอะ
อีกหนึ่งข่าวดีที่ตามมากับการอัปเกรดความจุแบตเตอรี่ก็คือ Samsung ได้เริ่มขยับการชาร์จไวได้สักที หลังจากที่คงการชาร์จไวเอาไว้หลายรุ่น โดยรุ่นท็อปสุดอย่าง Galaxy S26 Ultra มีข่าวลือว่าจะรองรับการชาร์จไวด้วยสายที่ 60W และไร้สาย 25W (จากเดิม 45W และ 15W) ซึ่งล่าสุดก่อนหน้านี้ก็มีอะแดปเตอร์ 60W เปิดตัวออกมารองรับก่อนแล้วด้วย ส่วนรุ่นเล็กอย่าง Galaxy S26 เองก็มีข่าวลือล่าสุดออกมาเหมือนกัน ว่าจะได้รับการอัปเกรดให้รองรับชาร์จไวได้ 45W จากเดิมที่มี 25W เท่านั้น
8. กล้อง Ultra ที่ถ่ายแสงน้อยได้เทพกว่าเดิม

สุดท้ายคือเรื่องของกล้องหลัง ที่สายถ่ายภาพต้องถูกใจสิ่งนี้ เพราะกล้องหลักและกล้อง Telephoto 5x ของ Samsung Galaxy S26 Ultra จะได้รับการอัปเกรดรูรับแสง (Aperture) ให้กว้างขึ้น ส่งผลให้การถ่ายรูปในที่แสงน้อยทำได้ดีขึ้น ลด Noise ในภาพได้ดีขึ้น และยังช่วยให้การถ่ายภาพ Portrait ละลายหลังที่สวยงามเป็นธรรมชาติมากขึ้นอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะมีข่าวลือก่อนหน้านี้ว่าจะปรับเปลี่ยนเซ็นเซอร์ใหม่ แต่ก็มีข่าวกลบไปแล้วว่ายังไม่ได้มาในรุ่นนี้ แต่อาจได้เห็นกันในรุ่นถัดไปแทน
วันเปิดตัวและราคาที่ต้องลุ้น
สำหรับกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Samsung Galaxy S26 Series คาดว่าจะเป็นวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ช้ากว่ากำหนดการปกติของ Samsung เล็กน้อย (ปกติจะช่วงปลายมกราคม) และจะวางขายจริงในช่วงต้นเดือนมีนาคมนู่นเลย ส่วนเรื่องราคานั้นก็ยังไม่แน่นอนว่าจะเป็นยังไงกันแน่ เพราะบางกระแสบอกว่าอาจมีการปรับขึ้น $50-$100 เนื่องจากการต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้น แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ Samsung จะยังคงราคาเดิมไว้เพื่อรักษาฐานลูกค้า และอาจไปลดต้นทุนในส่วนอื่นๆ แทน
ข้อมูลจาก phonearena


