Samsung Galaxy S26 FE สมาร์ทโฟนในซีรีส์เรือธงในรุ่น Fan Edition ที่เน้นในเรื่องความคุ้มค่าและการใช้งานที่ยาวนาน แต่ยังมาพร้อมสเปคระดับเรือธงที่มีทั้งการถ่ายภาพ ประสิทธิภาพการทำงาน ความทนทาน อายุการใช้งาน ระยะเวลาในการอัปเดตที่ยาวนาน และ Galaxy AI ที่ครบครันในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดใน Galaxy S Series

สเปคของ Samsung Galaxy S26 FE
- หน้าจอ : Dynamic AMOLED 2X, ขนาด 6.7 นิ้ว, ความละเอียด FHD+ (1080 x 2340 พิกเซล), Refresh Rate 120Hz, สว่างสูงสุด 1,900 nits, กระจก Corning Gorilla Glass Victus+
- ชิปประมวลผล : Samsung Exynos 2500 (3nm)
- แรม : 8GB (LPDDR5X)
- ความจุ : 128GB / 256GB (UFS 4.0)
- กล้องหลัง :
- เลนส์หลัก 50MP, f/1.8, OIS
- เลนส์ Ultra-Wide 12MP, f/2.2, มุมกว้าง 123°
- เลนส์ Telephoto 8MP, f/2.4, Optical zoom 3x, OIS
- กล้องหน้า : 12MP, f/2.2
- แบตเตอรี่ : 4,900mAh, ชาร์จไว 45W, ชาร์จไร้สาย 15W, รองรับ Wireless PowerShare
- ระบบปฏิบัติการ : One UI 9.0 (Android 17)
- การเชื่อมต่อ : 5G, Wi-Fi 6E, Bluetooth 5.4, NFC, OTG, USB Type-C 2.0
- เซ็นเซอร์ : สแกนลายนิ้วมือใต้จอ/ Accelerometer/ Barometer/ Gyro/ Geomagnetic/ Hall Sensor/ Light Sensor/ Proximity
- มาตรฐานทนน้ำ-ทนฝุ่น : IP68
- ขนาด : 161.6 x 76.9 x 7.4 มม.
- น้ำหนัก : 193 กรัม
- สี : สีน้ำเงิน Blueberry, สีเทา Graphite และสีเขียว Pistachio
ดีไซน์และความทนทาน



Samsung Galaxy S26 FE มาด้วยดีไซน์แบบเดียวกับใน Galaxy S26 Series ด้านหลังเรียบๆ ไม่มีการเล่นลวดลายอะไร มาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัวบนโมดูลกล้องยกสูงขึ้นมาจากหลังเครื่องเล็กน้อยและมีการวางไฟแฟลชไว้ด้านข้างโมดูลกล้อง โดยตัว Galaxy S26 FE จะมีสีสันมาให้เลือกด้วยกัน 3 สีคือ สีน้ำเงิน Blueberry, สีเทา Graphite และสีเขียว Pistachio ซึ่งสีที่เราได้มารีวิวนั้นคือสีน้ำเงิน Blueberry นั่นเอง

แต่ความน่าสนใจคือแม้ตัวเครื่องจะมาพร้อมหน้าจอที่ใหญ่ถึง 6.7 นิ้ว แต่กลับมาความหนาเพียง 7.4 มม. และหนักเพียง 193 กรัมเท่านั้น ด้วยความบางและน้ำหนักที่ไม่มากเกินไป ทำให้การจับถือและการพกพาสะดวกพอสมควรเลยครับ

ในเรื่องของความทนทานนั้นก็นับได้ว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะตัวเครื่องมาพร้อมกระจกที่ทั้งบนหน้าจอและฝาหลังเครื่องเป็นกระจก Corning Gorilla Glass Victus+ ซึ่งสามารถกันรอยขีดข่วนและแรงกระแทกได้ดีกว่าเดิมถึง 4 เท่า พ่วงด้วยกรอบอะลูมิเนียมอัลลอยด์ที่แข็งแรงทนทาน และมาตรฐานทนน้ำ-ทนฝุ่นระดับ IP68 ที่สามารถลงน้ำลึก 1.5 เมตรได้นานถึง 30 นาที จะใช้งานกลางฝนหรือเผลอทำตกน้ำก็สบายใจได้เลยครับ
ประสิทธิภาพระดับเรือธง

ในด้านประสิทธิภาพนั้น Galaxy S26 FE มาพร้อมกับชิปประมวลผล Exynos 2500 ซึ่งเป็นชิปขนาด 3nm ที่เป็นชิประดับเรือธงของ Samsung ในปีที่แล้วและมีการใช้อยู่ใน Galaxy Z Flip7 ด้วยเช่นกัน ทำให้สามารถประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบาย และใช้เล่นเกมกินสเปคหนักๆ ได้อีกด้วย โดยเกมที่ได้ลองเล่นจะมีทั้ง MLBB, PUBG Mobile และ Genshin Impact ซึ่งทุกเกมสามารถปรับกราฟิกสูงสุดแล้วเล่นแบบลื่นๆ ได้สบายเลย โดยเฉพาะ Genshin Impact ที่สามารถปรับกราฟิกสูงสุดและเปิด 60fps เล่นได้แบบลื่นตา ภาพไม่มีอาการสะดุดเลยแม้แต่น้อย

ในส่วนของหน้าจอนั้นก็เรียกได้ว่าจัดเต็มด้วยหน้าจอ Dynamic AMOLED 2X แบบเดียวกับรุ่นพี่ที่ให้สีสันที่สวยสดที่สุดของ Samsung พร้อมด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 6.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ และมีอัตรารีเฟรชสูงถึง 120Hz ทำให้ได้ภาพที่สวยสด ลื่นไหล และเต็มตามากครับ และที่สำคัญคือความสว่างหน้าจอสูงสุดที่ให้มามากถึง 1,900 nits สามารถสู้แสงแดดเมื่องไทยได้อย่างแน่นอนครับ

และหากเป็นห่วงว่าจะสามารถใช้งานได้จนหมดวันไหมก็ต้องบอกว่าหายห่วงเลยครับ เพราะถึงแม้ตัวเครื่องจะหนาเพียง 7.4 มม. แต่ก็มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4,900mAh ที่สามารถเปิดดู Youtube ได้ยาวนานสูงสุดถึง 29 ชั่วโมง แต่ถ้าเผลอใช้งานหนักเกินไปและต้องรีบใช้ต่อก็ไม่ต้องห่วง เพราะ Galaxy S26 FE นั้นรองรับการชาร์จไวสูงสุดที่ 45W ซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่กลับมาได้ถึง 70% ในเวลาเพียง 30 นาที และยังรองรับการชาร์จไร้สายสูงสุด 15W ด้วยครับ
กล้องถ่ายภาพที่ครบครัน

ในด้านการถ่ายภาพ Galaxy S26 FE นั้นให้กล้องถ่ายภาพมาแบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็น
- กล้องหลัก ความละเอียด 50MP ที่มาพร้อมระบบกันสั่น OIS และเทคโนโลยี ProVisual Engine ที่ช่วยให้ภาพคมชัด สีสันสมจริง และถ่ายภาพในที่แสงน้อย (Nightography) ได้สว่างใสไร้แสงรบกวน
- กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 12MP ที่มีมุมกว้างมากถึง 123 องศา ทำให้สามารถเก็บภาพหมู่หรือภาพทิวทัศน์ได้อย่างครบถ้วน และที่สำคัญภาพมุมกว้างขอบไม่เบี้ยวด้วย
- กล้อง Telephoto ความละเอียด 8MP ที่รองรับการซูมแบบ Optical 3x และรองรับการซูมไกลแบบ Digital สูงสุดที่ 30x ทำให้สามารถถ่ายภาพระยะไกลได้ด้วย

และจากที่ได้เอาไปลองถ่ายภาพมานั้นต้องบอกเลยว่ากล้องของ Galaxy S26 FE นั้นรองรับการใช้งานได้ทุกรูปแบบจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพทั่วไป, การถ่ายวิวทิวทัศน์ หรือแม้แต่การถ่ายภาพพอร์ตเทรต ก็สามารถทำออกมาได้ดีทั้งหมด และที่สำคัญคือตัวกล้องรองรับการบันทึกวิดีโอสูงสุดที่ระดับ 8K 30fps หรือ 4K 60fps ทำให้สามารถเอาไปใช้ถ่ายทำคอนเทนต์ได้ด้วยเช่นกัน

ส่วนใครที่ชื่นชอบการเซลฟี่หรือถ่าย VLOG กล้องหน้าของ Galaxy S26 FE ก็ใช้งานได้ดีเช่นกันด้วยกล้องความละเอียด 12MP ที่รองรับการบันทึกวิดีโอสูงสุดที่ 4K 60fps แถมสกินโทนก็ดูเป็นธรรมชาติขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ จนเริ่มใกล้เคียงกับรุ่นพี่ใน Galaxy S26 Series แล้ว
ตัวอย่างภาพถ่าย


















Galaxy AI

สำหรับในเรื่อง Galaxy AI นั้นใน Galaxy S26 FE จะมาพร้อม One UI 9 ที่เป็น Android 17 ทันทีที่ออกจากกล่อง ทำให้ได้ฟีเจอร์ใหม่เป็นรุ่นแรกๆ ใน Galaxy S26 Series เลย (Galaxy S26 Series รุ่นอื่นๆ ยังเป็น One UI 8 อยู่ ต้องรออัปเดตในภายหลัง) และที่สำคัญคือ Galaxy S26 FE นั้นจะได้รับการอัปเดตระบบปฏิบัติการ Android และความปลอดภัยยาวนานถึง 7 ปี ทำให้สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานมากว่าที่เคย



สำหรับฟีเจอร์ AI ที่นับว่าเป็นตัวชูโรงคือ

Horizontal Lock: ระบบกันสั่นอัจฉริยะสำหรับงานวิดีโอในระดับมืออาชีพ ที่จะช่วยล็อกเส้นขอบฟ้าให้ตรงเป๊ะ ไม่ว่าคุณจะหมุน เอียง หรือเหวี่ยงกล้องขณะถ่ายทำก็ตาม ภาพวิดีโอที่ได้ก็จะยังคงนิ่งและตั้งตรงได้ระดับอยู่เสมอ

My Fan Cam: ฟีเจอร์ผู้ช่วยอัจฉริยะที่เกิดมาเพื่อสายคอนเทนต์หรือผู้ที่ชอบถ่ายวิดีโอศิลปินทั้งในงานแฟนมีตหรืองานคอนเสิร์ต โดยตัว AI จะทำการล็อกโฟกัสและครอปติดตามใบหน้าหรือตัวบุคคลที่คุณเลือกแบบอัตโนมัติ ทำให้คุณไม่พลาดช็อตสำคัญแม้ศิลปินจะเดินไปมาบนเวที และยังช่วยให้คุณสามารถสร้างวิดีโอเฉพาะศิลปินที่คุณชื่นชอบได้อีกด้วย

สรุปการรีวิว Samsung Galaxy S26 FE
Samsung Galaxy S26 FE คือสมาร์ทโฟนระดับเรือธงตัวเริ่มต้นสำหรับคนที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพและความคุ้มค่าแต่งบไปไม่ถึงเรือธงจริงๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ วัสดุ ประสิทธิภาพ และ AI ต่างก็ทัดเทียมกับรุ่นเรือธงแทบทั้งหมด เรียกได้ว่าตอบโจทย์ทั้งเรื่องราคาและความครบครันอย่างแท้จริง
เหมาะกับใคร: Galaxy S26 FE รุ่นนี้ตอบโจทย์อย่างยิ่งสำหรับกลุ่มนักศึกษา วัยทำงานที่เริ่มต้นหาเงิน หรือสายคอนเทนต์ ที่อยากได้สมาร์ทโฟนสเปคแรงๆ ถ่ายรูปถ่ายวิดีโอได้นิ่งและสวยงาม ใช้งานได้ยาวๆ และต้องการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ใหม่ล่าสุดจาก Samsung ภายใต้งบประมาณที่คุ้มค่าที่สุด
ราคา โปรโมชั่น และการวางจำหน่าย

Samsung Galaxy S26 FE มีมาให้เลือกด้วยกัน 2 ขนาดความจุ ได้แก่
พิเศษสุด! กับโปรเปิดตัว ซื้อก่อนคุ้มกว่ารับส่วนลดและของแถมรวมสูงสุด 9,590 บาท

เมื่อซื้อทาง Samsung Experience Store และร้านค้าที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม 2569 – 27 กันยายน 2569 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)
- ฟรี ประกันกระจกหน้า-หลังแตกร้าวจากอุบัติเหตุ 1 ครั้งภายใน 1 ปี* นับจากวันเปิดใช้งาน (ไม่รวมกับความเสียหายของตัวเครื่อง ขอบเฟรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่น ๆ) และไม่เกี่ยวข้องกับบริการ Samsung Care+
- อัปความจุ 2 เท่า ฟรี! (มูลค่า 4,000 บาท) รับสิทธิ์อัปเกรดเป็นรุ่น 256 GB (จ่ายราคา 128 GB ได้ 256 GB)
- ดาวน์เริ่มต้น 0 บาท สูงสุดไม่เกิน 10% เมื่อซื้อ Samsung S26 FE ขนาดความจุ 128GB หรือผ่อน Samsung Finance+ เริ่มเดือนละ 626 บาท นาน 24 เดือน
- พิเศษ! แถมฟรี 45W Power Adapter (มูลค่า 1,090 บาท) สำหรับการจองใน 10 วันแรก (วันที่ 28 สิงหาคม 2569 – 6 กันยายน 2569)
- ทดลองใช้ Google AI Pro ฟรี 6 เดือน (มูลค่า 4,500 บาท) และ Cloud Storage 5TB (ข้อเสนอสิ้นสุดวันที่ 1 สิงหาคม 2570)
- รับสิทธิแลกซื้อลดทันที 30% เมื่อซื้อ Galaxy Watch หรือ Galaxy Buds ที่ร่วมรายการ เมื่อซื้อคู่กับ Galaxy S26 FE
และสำหรับคนที่อยากรู้ว่า Samsung Galaxy S26 FE นั้นแตกต่างจาก Galaxy รุ่นอื่นๆ อย่างไรบ้าง สามารถกดเข้าไปดูเปรียบเทียบได้ตามลิ้งด้านล่างนี้ได้เลยครับ
