ก่อนหน้านี้ทาง HMD ได้เคยเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่ แต่มีดีไซน์คลาสสิคออกมาก่อนแล้วในประเทศจีนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา นั่นก็คือ HMD Touch AI ฟีเจอร์โฟนหน้าจอสัมผัสขนาดกะทัดรัด ที่มีดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปแบบของ Nokia Lumia เตรียมออกวางจำหน่ายในตลาด Global อย่างเป็นทางการ และหนึ่งในนั้นก็ดูเหมือนจะมีฝั่งไทยด้วยที่จะเข้ามาเปิดตัววางขาย
ส่วนรุ่นที่วางขายในไทยตอนนี้คือ HMD ARC2 ในราคา 3,190 บาท สั่งซื้อที่ Shopee/ Lazada
สเปค HMD Touch AI
สำหรับ HMD Touch AI รุ่นนี้ทำออกมาเป็นฟีเจอร์โฟน ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความคลาสสิกและสมัยใหม่ ด้วยระบบปฏิบัติการที่เน้นความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และใช้งานได้อย่างปลอดภัย เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องสำรอง ให้ผู้สูงอายุใช้งาน คนที่มองหาโทรศัพท์ไว้ใช้แบบไม่ต้องคิดอะไรมากนัก หรือคนที่อยากใช้ฟีเจอร์ AI ได้นิดหน่อย


ตัวเครื่องรุ่นนี้มีหน้าจอแบบสัมผัสขนาด 3.2 นิ้ว ขนาดกะทัดรัดพกพาสะดวก มีสัมผัสออกแนวเดียวกับ Nokia Lumia ในอดีต มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 1,950 mAh ที่รองรับการชาร์จผ่านพอร์ต USB Type-C ตัวเครื่องรองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดบนเครือข่าย 4G และสามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้ในตัว
จากข้อมูลของแหล่งข่าวหลุดชื่อดังอย่าง @smashx_60 บน X บอกว่าการวางขายในระดับ Global รวมถึงประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย จะมาพร้อมแพ็กเกจของแถมสุดคุ้มภายในกล่อง ทั้งการ์ด MicroSD ความจุ 8GB, เคสกันรอย และฟิล์มกันรอยหน้าจอด้วย

แม้จะเป็นฟีเจอร์โฟนที่เน้นความเรียบง่าย แต่ HMD ก็ยังได้อัปเกรดความสามารถให้เหนือกว่ารุ่น HMD Touch 4G ที่เคยเปิดตัวในประเทศอินเดียเมื่อเดือนตุลาคมปี 2025 โดยรุ่นนี้จะรองรับการใช้งาน Taobao AI แบบไม่มีค่าบริการเพิ่มเติม พร้อมฟังก์ชันสแกน QR Code และการรองรับระบบชำระเงินผ่าน Alipay ในตัว ต่างจากเวอร์ชั่นขายในจีนที่ใช้ AI ของ ByteDance อย่าง Doubao AI ที่ต้องสมัครสมาชิกและให้ทดลองใช้ฟรีเพียง 180 วัน ก็เป็น AI แบบเบาๆ ให้ใช้สะดวกขึ้น
ราคา
ในส่วนของงานดีไซน์ในเวอร์ชั่น Global คาดว่าจะมีสีฟ้า, สีน้ำเงินเข้ม, สีขาว และสีทอง เพิ่มเข้ามาให้ดูพรีเมียมขึ้น แม้ว่าในประเทศจีนจะเปิดตัวด้วยราคาย่อมเยาเพียง 469 หยวน (หรือประมาณ 2,300 บาท) แต่ราคาสำหรับตลาด Global และในประเทศไทยยังต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการอีกครั้ง แต่ก็คงไม่เกินหรือโดดไปมากกว่านี้เท่าไหร่หรอก
ที่มา: gizmochina
