Infinix เดินหน้าเปิดตัว Infinix Hot 70 Pro 5G อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ก็ได้เปิดตัว Infinix Hot 70 รุ่นธรรมดาออกมาก่อนแล้ว และแน่นอนว่ารุ่นนี้ก็ได้สเปคที่อัปเกรดขึ้นมาจากรุ่นปกติด้วย แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ที่ก่อนหน้านี้ได้ใช้งานบน Hot 70 ด้วย นั้นก็คือดีไซน์ฝาหลังที่มีให้เลือกถึง 6 สไตล์ และมีอยู่ 4 สีที่เป็นเวอร์ชั่นพิเศษ คือลูกเล่นอย่างการเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิ และการเรืองแสงในที่มืดได้ด้วย
ส่วนรุ่นล่าสุดที่วางขายบ้านเราก็คือ Infinix NOTE 60 Pro ราคาเริ่มต้น 12,999 บาท สั่งซื้อ Shopee/ Lazada และ Infinix NOTE EDGE ราคาเริ่มต้น 7,777 บาท สั่งซื้อ Shopee/ Lazada
สเปค Infinix Hot 70 Pro 5G


สำหรับสีของตัวเครื่อง Infinix Hot 70 Pro 5G รุ่นใหม่นี้จะมีการแบ่งการออกแบบฝาหลังออกเป็น 2 แบบหลักๆ คือ สีพิเศษที่มีพื้นผิวและลูกเล่นเฉพาะตัว 4 สีคือ สีส้ม Thermo Orange (เปลี่ยนเป็นสีเข้มได้), สีเขียว Mirage Green (เรืองแสงเมื่อโดน UV), สีม่วง Silk Glow Purple (เป็นผลึกนาโนแวววาว) และสีขาว Depth Ring White (มีเอฟเฟกต์ภาพสามมิติ) ส่วนอีกแบบเป็นสีคลาสสิก 2 สี ได้แก่ สีดำ Night Pulse และสีน้ำเงิน Dive Blue
ทั้งนี้ตัวเครื่อง Infinix Hot 70 Pro 5G ทุกสีจะมีน้ำหนักเท่ากันที่ 205 กรัม แต่จะมีความหนาต่างกันเล็กน้อย โดยพวกสีทั่วไปและสีส้มจะหนา 7.85 มิลลิเมตร ส่วนที่เป็นสีพิเศษที่เหลือจะหนาขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 7.95 มิลลิเมตร เพราะมีเลเยอร์ของพื้นผิวฝาหลังเพิ่มเข้ามา สามารถกันน้ำกันฝุ่นได้ที่ IP68 และทนทานระดับ MIL-STD-810 อีกด้วย

สเปคภายในของ Infinix Hot 70 Pro 5G นี้จะได้หน้าจอ IPS LCD ขนาด 6.76 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ที่มาพร้อมกับ Adaptive Refresh Rate สูงถึง 144Hz สามารถปรับสลับความลื่นไหลได้ตามการใช้งาน ตั้งแต่ 45-60-90-120 ไปจนถึง 144fps

ส่วนชิปจะใช้ตัว MediaTek Dimensity 7100 สถาปัตยกรรมระดับ 6 นาโนเมตร รองรับการใช้งานเครือข่าย 5G เต็มรูปแบบ พร้อมกับ RAM LPDDR4X ขนาด 8GB และมีความจุแบต 5,600mAh หรือสูงสุด 6,000mAh ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศที่วางขาย และรองรับชาร์จไว 45W แถมมีหัวชาร์จแถมมาให้ในกล่องเลย ไม่ต้องซื้อแยก
ตัวกล้องของรุ่นนี้จะมีกล้องหลังตัวหลัก 50MP ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX882 ขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.95 นิ้ว และกล้องตัวที่ 2 ความละเอียด 8MP แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นกล้องอะไรในตอนนี้ นอกจากนี้ในตัวเลนส์อีกอันนึงจะมีการใส่จอ LED เล็กๆ เอาไว้ด้วย เพื่อแสดงสถานะหรือเอฟเฟกต์ไฟต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีปุ่ม AI ที่ตัวเครื่องฝั่งขวาสำหรับเรียกใช้งาน Folax AI ผู้ช่วยอัจฉริยะของทาง Infinix ช่วยให้สั่งการและใช้งานฟีเจอร์ AI ได้อย่างรวดเร็ว ตัวเครื่องทำงานบนระบบ Android 16 ครอบทับด้วย XOS 16 พร้อมอัพเดทได้ยาวๆ 3 เวอร์ชั่น รวมถึงแพตช์ความปลอดภัยได้ถึง 5 ปีเลยทีเดียว
ในส่วนของราคาและกำหนดการวางจำหน่ายในแต่ละประเทศรวมถึงประเทศไทย ตอนนี้ทาง Infinix ยังไม่ได้เปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ ต้องรออัปเดทการวงาขายอีกครั้ง
ที่มา: gsmarena
