สิ้นสุดการรอคอยสำหรับแฟนๆ แบรนด์มือถือสุดอินดี้ ที่มีดีไซน์และหน้าตาต่างไปจากรุ่นอื่นๆ ในตลาดอย่าง Nothing Phone ที่ล่าสุดได้เปิดตัวมือถือซีรีส์ใหม่ล่าสุด Nothing Phone (4a) และ Nothing Phone (4a) Pro อย่างเป็นทางการแล้วทั้งสองรุ่น ที่รอบนี้มาพร้อมกับการอัปเกรดสเปคครั้งใหม่ในหลายๆ ด้าน และมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์บางส่วนเพื่อความแปลกใหม่ ไปดูกันว่ามีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้างในรุ่นนี้
ส่วนรุ่นที่วางขายอยู่ในบ้านเราตอนนี้คือ Nothing Phone (3a) ราคาเริ่มต้น 10,499 บาท (Shopee/ Lazada) และตัวท็อปราคา 12,999 บาท (Shopee/ Lazada)
สเปคเปิดตัว Nothing Phone (4a) และ Phone (4a) Pro

เริ่มที่รุ่นมาตรฐานคือ Nothing Phone (4a) ที่มาพร้อมกับหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียดระดับ 1224×2720 พิกเซล และรองรับอัตรารีเฟรชเรต 120Hz และได้อัปเกรดกระจกหน้าจอมาเป็น Gorilla Glass 7i ที่แข็งแรงทนทานกว่ากระจก Panda Glass ในรุ่นก่อนหน้า และใช้ชิป Snapdragon 7s Gen 4 ที่มี RAM เริ่มต้น 8GB และสูงสุดถึง 12GB ส่วนความจุตัวเครื่องก็ได้อัปเกรดเป็นแบบ UFS 3.1 ที่มีความจุเริ่มต้น 128GB และสูงสุด 256GB ใช้งานต่างๆ ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ตัวสีของ Nothing Phone (4a) รุ่นนี้จะมีสีเพิ่มเข้ามาคือสีชมพูและสีฟ้า นอกจากสีเดิมๆ ที่มีสีขาวและสีดำ พร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP64 และทำงานบนระบบ Android 16 ตั้งแต่แกะกล่อง พร้อมอัปเดตความปลอดภัยได้นานถึง 6 ปี รวมถึงมีการปรับปรุงฟีเจอร์ Essential Space ให้รองรับการเข้าถึงผ่านคลาวด์ได้ด้วย
ทั้งนี้ลูกเล่นฝาหลังจะเป็นไฟแบบ Glyph Bar มาพร้อมกับ mini-LED จำนวน 63 ดวง แบ่งเป็น 7 โซน สามารถใช้แสดงแจ้งเตือน สถานะแบต หรือทำงานร่วมกับฟีเจอร์ Live Updates ของ Android 16 ได้ ด้านกล้องหลังมีตัวกล้องหลัก 50MP, กล้อง Telephoto 3.5x ความละเอียด 50MP และกล้อง Ultrawide พร้อมกล้องหน้าเจาะรูความละเอียด 32MP

ส่วนทางด้าน Nothing Phone (4a) Pro ตัวท็อปนั้นมีการอัปเกรดใหญ่ โดยมีสีให้เลือกคือสีดำ สีเงิน และสีชมพู พร้อมกับดีไซน์ด้านหลังที่เปลี่ยนไปจากเดิมพอสมควร โดยมีการนำไฟแบบ Glyph Matrix ที่คล้ายกับ Phone (3) มาใช้งาน ด้วยไฟ LED 137 ดวง แต่สิ่งที่ตัดออกไปเลยก็คือฝาหลังแบบใสที่เป็นเอกลักษณ์ได้หายไปด้วย เหลือจุดที่ใสๆ แค่ตรงแถบกล้องหลังที่ดูคล้ายกับดีไซน์ของฝั่ง iPhone เท่านั้น
ตัวเครื่องของรุ่น Pro จะใช้วัสดุโลหะ Unibody ที่บางเพียง 7.95 มม. และสามารถกันน้ำกันฝุ่นได้ IP68 พร้อมกล้องหลังจัดเต็มด้วยกล้อง 50MP ทั้งสามตัวคือกล้องหลัก (Sony LYT700c), กล้อง Periscope Telephoto 3.5x และกล้อง Ultrawide รองรับการซูมแบบไฮบริด 140x และการถ่ายวิดีโอ 4K Ultra XDR หรือ Dolby Vision

หน้าจอใหญ่ขึ้นเป็น 6.83 นิ้ว ด้วยจอแบบ AMOLED ที่มีอัตรารีเฟรชเรต 144Hz พร้อมความสว่างที่สูงขึ้น และอัปเกรดมาใช้ชิป Snapdragon 7 Gen 4 ที่ทรงพลังและรองรับ AI ได้ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับชิปรุ่น s ทั้งสองรุ่นมาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 5,080 mAh รองรับชาร์จไวผ่านสาย 50W และการันตีอัปเดต Android นาน 3 ปี และแพตช์ความปลอดภัย 6 ปี เช่นกัน
สเปค Nothing Headphone (a)
นอกจากการเปิดตัวมือถือซีรีส์ใหม่แล้ว ก็ยังมีหูฟัง Nothing Headphone (a) ที่เปิดตัวออกมาด้วย โดยหูฟังรุ่นนี้มาพร้อมกับดีไซน์ที่เน้นความเบาสบาย น้ำหนักเพียง 310 กรัม กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP52 และมีฟองน้ำรองหูฟังแบบเมมโมรีโฟมที่นุ่มสบาย โดยมีให้เลือก 4 สี ได้แก่ ขาว, ดำ, ชมพู และสีเหลือง (Limited Edition) จุดเด่นคือการใช้ปุ่มกดแบบ Physical ทั้งแบบลูกกลิ้ง (Roller), ก้านโยก (Paddle) และปุ่มกดธรรมดาในการควบคุมระดับเสียง การเล่นเพลง การสลับโหมด ANC และยังมีโหมดพิเศษที่ใช้ปุ่มเป็นรีโมตชัตเตอร์สำหรับถ่ายรูปบนมือถือได้ด้วย


คุณภาพเสียงของ Headphone (a) จะใช้ไดรเวอร์ไดนามิกเคลือบไทเทเนียมขนาด 40 มิลลิเมตร ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Hi-Res Audio Wireless และรองรับ Codec คุณภาพสูงอย่าง LDAC พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนแบบอแดปทีฟไฮบริด (Hybrid Adaptive ANC) ที่สามารถตัดเสียงรบกวนได้สูงสุดถึง 40dB และไมโครโฟน 3 ตัวที่ทำงานร่วมกับ AI ช่วยแยกเสียงพูดให้คมชัดขึ้น
ตัวแบตรุ่นนี้สามารถใช้ได้สูงสุด 135 ชั่วโมง (เมื่อปิด ANC และใช้ Codec AAC) ต่อการชาร์จเพียงหนึ่งครั้ง ที่ถือว่านานที่สุดกว่าทุกอุปกรณ์ของ Nothing แล้ว แถมยังรองรับชาร์จไวได้ด้วย ชาร์จเพียง 5 นาที ก็ฟังเพลงต่อได้ถึง 8 ชั่วโมง (เมื่อปิด ANC)
ราคาและการวางขาย
สำหรับราคาของ Nothing Phone (4a) Series ทั้งสองรุ่นนั้นเปิดตัวออกมาถูกกว่าเดิมลงไปอีก โดยเปิดพรีออเดอร์แล้วตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคมเป็นต้นไป และจะเริ่มวางจำหน่ายทั่วไปในวันที่ 13 มีนาคม 2026 ในขณะที่รุ่น Phone (4a) Pro จะเริ่มเปิดพรีออเดอร์ในวันที่ 13 มีนาคม และวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 มีนาคม โดยมีราคาดังนี้ (ราคาภาษียุโรปจะสูงกว่าฝั่งบ้านเราพอสมควรนะ)
- Nothing Phone (4a)
- 8/128GB: ราคา £349 หรือประมาณ 14,800 บาท
- 8/256GB: ราคา £379 หรือประมาณ 16,000 บาท
- 12/256GB: ราคา £399 หรือประมาณ 16,900 บาท
- Nothing Phone (4a) Pro
- 8/128GB: ราคา £499 หรือประมาณ 21,200 บาท
- 12/256GB: ราคา £549 หรือประมาณ 23,300 บาท
- Nothing Headphone (a)
- ราคา £149 หรือประมาณ 6,300 บาท
ที่มา: 9to5google, fonearena
