แม้ว่า Apple จะกำลังเดินหน้าทำตลาด iPhone 17 Series รุ่นปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง แต่ข่าวลือของ IPhone รุ่นถัดไปก็ได้ถูกเปิดเผยออกมาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องทุกเดือน จนล่าสุดในตอนนี้ก็ทำให้เราได้เห็นภาพรวม และพอจะรู้ได้ว่า iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max รุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวปลายปีนี้ออกมาอย่างชัดเจนตั้งแต่ตอนนี้ สำหรับใครที่กำลังลังเลว่าจะเปลี่ยนมือถือใหม่ดีหรือไม่ในตอนนี้ หรือจะรอสิ้นปีนี้ดี นี่คือ 10 เหตุผลสำคัญที่อาจทำให้เห็นว่า iPhone 18 Pro อาจเป็นการอัปเกรดที่คุ้มค่าที่สุดก็เป็นได้
ส่วนรุ่นปัจจุบันตอนนี้คือ iPhone 17 Pro ราคาเริ่มต้น 43,900 บาท Shopee/ Lazada และ iPhone 17 Pro Max ราคาเริ่มต้น 48,900 บาท Shopee/ Lazada

1. ดีไซน์ใหม่ ไม่แยกสีฝาหลังแล้ว
จากข่าวลือระบุว่า iPhone 18 Pro จะยังคงจะทำดีไซน์ และขนาดหน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว และ 6.9 นิ้วไว้เหมือนเดิม คล้ายกับรุ่น iPhone 17 Pro Series แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนไปคือฝาหลัง ที่จะบอกลาดีไซน์ฝาหลังแบบทูโทน และจะหันมาใช้กระบวนการผลิตกระจกหลังแบบใหม่ ที่ช่วยลดความแตกต่างของสีระหว่างกระจก Ceramic Shield 2 และกรอบอะลูมิเนียม เพื่อให้ตัวเครื่องมีความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันและดูพรีเมียมมากขึ้น
2. แบตเตอรี่ที่อึดที่สุดเท่าที่เคยมีมา
แหล่งข่าวจากประเทศจีนอย่าง Digital Chat Station เปิดเผยว่า iPhone 18 Pro Max จะมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุระดับ 5,100 ถึง 5,200 mAh ที่ถือว่าใหญ่ที่สุดเท่าที่ Apple เคยทำมา แม้การเพิ่มความจุนี้อาจทำให้ตัวเครื่องหนา และมีน้ำหนักขยับไปอยู่ที่ราว 243 กรัม (หนักกว่า iPhone 14 Pro Max เล็กน้อย) ก็หนักขึ้นพอสมควรในแบบที่ว่าหนักที่สุดเท่าที่เคยมีมาเช่นกัน แต่ก็แลกมากับการใช้งานที่ยาวนานข้ามวันได้อย่างสบายๆ

3. รอยบาก Dynamic Island ที่เล็กลง
เราอาจได้เห็นจุดเปลี่ยนสำคัญบนหน้าจอด้วย จากข่าวลือก่อนหน้าที่บอกว่าจะเปลี่ยนเป็นแบบเจาะรูที่กล้องหน้า และจะย้ายไปอยู่ด้านข้าง จากการที่ Apple พัฒนาเทคโนโลยี Face ID ใต้หน้าจอ แต่ดูท่าจะไม่ได้พัฒนาไปถึงขั้นนั้น เพราะจากข่าวลือล่าสุดก็ได้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารอยบากที่ Dynamic Island จะยังมีอยู่ แต่ว่าถูกลดขนาดความกว้างลงกว่าเดิมถึง 35% (เหลือประมาณ 13.5 มิลลิเมตร) เพื่อเพิ่มพื้นที่การแสดงผลให้กว้างมากขึ้น

4. ขุมพลังชิป A20 Pro สถาปัตยกรรม 2nm
iPhone 18 Pro จะเป็น iPhone รุ่นแรกที่ขยับไปใช้ชิปเซ็ต A20 Pro ที่ผลิตบนเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมขนาด 2 นาโนเมตรของ TSMC ซึ่งการที่ทำให้สถาปัตยกรรมนี้เล็กลง จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์ ส่งผลให้มีความเร็วเพิ่มขึ้นราว 15% และจัดการพลังงานได้ดีขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับชิปเจเนอเรชันก่อนหน้า นอกจากนี้ยังมีการผสาน RAM เข้ากับตัวชิปโดยตรงเพื่อการประมวลผล Apple Intelligence ให้รวดเร็วมากที่สุด
5. ชิปโมเด็ม C2 ของตัวเอง (C2 Modem)
Apple เตรียมนำชิปโมเด็ม 5G ที่พัฒนาขึ้นเองในชื่อ C2 Modem มาใช้งานแทนที่ชิปจาก Qualcomm อย่างเต็มรูปแบบ โดยชิปรุ่นนี้จะถูกพัฒนาต่อยอดให้รองรับความเร็วที่สูงขึ้น ประหยัดพลังงานได้ดีกว่าเดิม และที่สำคัญคือรองรับคลื่นความถี่ความเร็วสูงอย่าง mmWave 5G ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ขาดหายไปในโมเด็มรุ่นแรกของ Apple มาก่อนหน้านี้แล้ว

6. เซ็นเซอร์กล้องใหม่จาก Samsung
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตัวกล้อง หลังจากที่มีรายงานว่า Apple จะหันมาใช้เซ็นเซอร์ภาพแบบซ้อนทับสามชั้น (Three-layer stacked) จากทาง Samsung ที่พัฒนาขึ้นสำหรับ iPhone 18 โดยเฉพาะ โดยเซ็นเซอร์ตัวนี้จะช่วยลด Noise ของภาพถ่าย เพิ่มการตอบสนองในการถ่ายรูปได้รวดเร็ว และให้ช่วงการรับแสงหรือ Dynamic Range ที่กว้างขึ้น และแน่นอนว่าจะต้องแยกทางกับ Sony ที่เป็นผู้ผลิตเซ็นเซอร์หลักมาอย่างยาวนาน
7. กล้องปรับรูรับแสงได้
อีกหนึ่งไฮไลต์ด้านตัวกล้อง และการถ่ายภาพคือการใส่ฟีเจอร์กล้องปรับรูรับแสงได้ลงในกล้องหลัก Fusion 48MP ระบบนี้จะช่วยให้เราสามารถปรับขนาดรูรับแสงได้ตามต้องการ (คล้ายกับเลนส์ของกล้อง DSLR) เพื่อควบคุมระยะความชัดลึก (Depth of field) สำหรับการถ่ายรูปหน้าชัดหลังเบลอให้ดูเป็นธรรมชาติ หรือเปิดรับแสงให้กว้างที่สุดสำหรับการถ่ายภาพในเวลากลางคืนได้ง่ายๆ

8. อินเทอร์เน็ต 5G ผ่านดาวเทียม
เทคโนโลยีการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมบน iPhone จะไม่ได้จำกัดแค่การส่งข้อความขอความช่วยเหลือฉุกเฉินอีกต่อไป โดยมีรายงานระบุว่า Apple เตรียมรองรับระบบเครือข่าย 5G ผ่านดาวเทียมอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้โดยตรงจากมือถือ แม้อยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีเสาสัญญาณก็ตาม เพิ่มช่องทางการเชื่อมต่อและการใช้งานให้กว้างขึ้น
9. ปุ่ม Camera Control ที่เรียบง่ายขึ้น
เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต และลดค่าซ่อมแซมในระยะยาว รวมถึงเสียงจากผู้ใช้งานจริงที่บอกว่าปุ่ม Camera Control ที่ใส่มาให้ตั้งแต่ iPhone 16 เผลอไปโดนบ่อย ดังนั้นก็เลยมีข่าวว่า Apple มีแผนที่จะปรับปรุงดีไซน์ปุ่ม Camera Control ใหม่ โดยจะถอดชั้นเซ็นเซอร์รับการสัมผัสแบบ Capacitive ออก และพึ่งพาเพียงเซ็นเซอร์รับแรงกดเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงสามารถใช้งานฟังก์ชันการควบคุมกล้องทั้งหมดได้ครบถ้วนเหมือนเดิม ก็ดูเหมือนจะเป็นการลดพื้นที่ในตัวเครื่องลงด้วยนั่นเอง

10. สีใหม่สุดพรีเมียม
Apple กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบสีสันใหม่ 3 สีสำหรับรุ่น Pro ได้แก่ สีแดงเบอร์กันดี (Burgundy) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของตระกูล Pro ที่จะมีเฉดสีแดงให้เลือก (หากไม่นับรวม Product RED ในรุ่นมาตรฐาน) รวมถึงสีน้ำตาล (Brown) ที่ไม่เคยทำมาก่อน และสีม่วง (Purple) ที่อาจถูกนำกลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง แต่อาจจะมีการเลือกเพียง 1 สีให้เพิ่มเข้ามาใหม่เพียงสีเดียวก็เป็นได้
จากข้อมูลทั้งหมดที่หลุดออกมาทำให้เห็นว่า iPhone 18 Pro จะมีการอัปเกรดครั้งสำคัญของ Apple ที่เตรียมปรับเปลี่ยน iPhone ให้ดีขึ้นไปอีกขั้น ทั้งชิป 2 นาโนเมตร การแก้ปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนาน ไปจนถึงกล้องที่เข้าใกล้ความเป็นกล้องมืออาชีพมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นข่าวทั้งหมดก็ยังเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น ยังอีกหลายเดือนกว่าจะมีการเปิดตัว และอาจมีการเปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่างจากในตอนนี้
โดย iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max จะเปิดตัวตามไทม์ไลน์เดิมในช่วงเดือนกันยายน 2026 นี้ ถ้าใครที่ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ การอดใจรอรุ่นใหม่เพื่อไปสัมผัสกับเทคโนโลยีที่อัดแน่น และสมบูรณ์แบบในช่วงปลายปี 2026 ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่าแก่การรอคอย และน่าจะตอบโจทย์การใช้งานในระยะยาวได้แน่นอน ขอบคุณข้อมูลจาก macrumors
