ใครที่กำลังเล็งแท็บเล็ตเครื่องใหม่ในปีนี้ เชื่อว่าต้องมีลังเลระหว่างสองรุ่นนี้แน่นอนครับ คือ Samsung Galaxy Tab A11+ เจ้าตลาดที่เน้นความเสถียรและระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง กับ Redmi Pad 2 Pro ผู้ท้าชิงสเปคแรง ซึ่งบอกเลยว่าทั้งคู่มีดีคนละแบบ แต่ถ้าต้องควักเงินจ่ายจริงๆ รุ่นไหนจะตอบโจทย์การใช้งานจริงของคุณได้มากกว่ากัน?
บทความนี้เราหยิบเอา รุ่น WiFi มาเทียบกันให้ชัดๆ (ทั้งคู่มีโมเดล 5G ให้เลือกด้วยนะ ถ้าใครเน้นพกออกไปข้างนอกบ่อยๆ) ไปดูเทียบสเปคกันก่อนเลยครับ

ตารางเทียบสเปค Samsung Galaxy Tab A11+ vs Redmi Pad 2 Pro
| หัวข้อ | Samsung Galaxy Tab A11+ | Redmi Pad 2 Pro |
| ขนาดตัวเครื่อง | 257.1 x 168.7 x 6.9 มม. | 280.0 x 181.9 x 7.5 มม. |
| น้ำหนัก | 482 กรัม | 610 กรัม |
| หน้าจอ | 11 นิ้ว TFT LCD (1920 x 1200) 90Hz | 12.1 นิ้ว IPS LCD (2.5K) 120Hz |
| ชิปประมวลผล | MediaTek Dimensity 7300 | Qualcomm Snapdragon 7s Gen 4 |
| แรม & ความจุ | 6GB/128GB (รองรับ microSD 2TB) | 6GB/128GB 8GB/256GB |
| กล้องหลัง | 8MP (มี Auto Focus) | 8MP |
| กล้องหน้า | 5MP | 8MP (Ultra-wide) |
| แบตเตอรี่ | 7,040 mAh ชาร์จไว 25W | 12,000 mAh ชาร์จไว 33W |
| การเชื่อมต่อ | Wi-Fi 5, BT 5.3, USB-C | Wi-Fi 6, BT 5.4, USB-C |
| ฟีเจอร์เด็ด | Samsung DeX, Knox Security | รองรับปากกา Stylus, จอใหญ่ |
หน้าจอและความบันเทิง: ใหญ่สะใจ หรือ พอดีมือ?

ถ้าดูแค่ตัวเลข Redmi Pad 2 Pro ชนะเรื่องความใหญ่ครับ จอ 12.1 นิ้ว รีเฟรชเรท 120Hz นี่เอามาดูหนังตั้งโต๊ะคือฟินมาก แต่… ในการใช้งานจริงต้องยอมรับว่ามัน “หนัก” และ “เทอะทะ” พอสมควรครับ การจะนอนถือดูซีรีส์บนเตียงหรือถืออ่าน E-book มือเดียวแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

กลับกัน Samsung Galaxy Tab A11+ เลือกใช้ขนาด 11 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดที่ลงตัวมาก คือจอใหญ่พอจะทำงานหรือดูหนังได้เต็มตา แต่ยังเบาพอที่จะถือไปไหนมาไหนได้สะดวก นอกจากนี้ Samsung ขึ้นชื่อเรื่องการจูนสีหน้าจอครับ แม้ตามสเปคจะเป็น LCD เหมือนกัน แต่โทนสีของ Samsung จะมีความนวลตา ดูนานๆ แล้วไม่ล้าสายตาเท่า ซึ่งเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ส่งผลต่อความรู้สึกระยะยาวครับ
ประสิทธิภาพและการเล่นเกม: สเปคกระดาษ vs ประสบการณ์จริง

ต้องยอมรับตามตรงว่าชิป Snapdragon ใน Redmi นั้นแรงจริงในแง่ของตัวเลขและการปั่นเฟรมเรตเกมหนักๆ แต่สิ่งที่หลายคนอาจลืมคิดไปคือเรื่องของซอฟต์แวร์ครับ

ตรงนี้ต้องยกเครดิตให้ Samsung Galaxy Tab A11+ ที่มีอาวุธลับอย่าง One UI และ Samsung DeX ซึ่งมันคือ Game Changer ของจริง ระบบ DeX เปลี่ยนหน้าตาแท็บเล็ตให้กลายเป็น PC ย่อมๆ ได้เลย คุณสามารถเปิดหน้าต่างลอยไปมา ทำงานเอกสารพร้อมกับตอบแชทได้แบบไม่ติดขัด ความลื่นไหลและความเสถียรของแอปพลิเคชันบน Samsung นั้นไว้ใจได้มากกว่า ไม่ค่อยเจออาการแอปเด้งหรือบั๊กจุกจิกกวนใจ นี่คือความเก่งที่สเปคกระดาษบอกไม่ได้ครับ
กล้อง: เน้นประชุม หรือ เน้นใช้งานเอกสาร?

ถ้าคุณเป็นสาย Zoom หรือ Google Meet ทั้งวัน กล้องหน้า Ultra-wide ของ Redmi จะตอบโจทย์กว่าเพราะเก็บภาพกว้างและจัดเฟรมให้เราดูดี

แต่ถ้าคุณเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือคนทำงานที่ต้อง “สแกนเอกสาร” ส่งงานบ่อยๆ Samsung Galaxy Tab A11+ คือคำตอบครับ เพราะกล้องหลังใส่ระบบ Auto Focus (AF) มาให้ ซึ่งสำคัญมาก! แท็บเล็ตส่วนใหญ่ในเรทราคานี้มักให้กล้อง Fixed Focus มา (ถ่ายใกล้แล้วเบลอ) แต่ Samsung ถ่ายชีทเรียน ถ่ายใบเสร็จ หรือถ่ายกระดานไวท์บอร์ดได้คมกริบ เอาไปใช้งานต่อได้จริงครับ
แบตเตอรี่: อึดถึกทน หรือ เบาสบายพกง่าย?

แบตเตอรี่ 12,000 mAh ของ Redmi นั้นอึดจริงครับ ใช้งานข้ามวันได้สบาย แต่ก็แลกมาด้วยน้ำหนักเครื่องที่ทะลุ 6 ขีด (ยังไม่รวมเคส) พกใส่เป้นานๆ มีปวดไหล่แน่นอน

ส่วน Samsung Galaxy Tab A11+ เลือกใส่มา 7,040 mAh ซึ่งอาจดูน้อยกว่า แต่ด้วยชิปเซ็ตและการจัดการพลังงานที่ฉลาดมากของ Samsung ทำให้ใช้งานเช้าจรดเย็นได้สบายๆ โดยที่ไม่ต้องแบกน้ำหนักส่วนเกิน ข้อดีคือเครื่องบางและเบามาก ใส่ถุงผ้าพกไปคาเฟ่ได้ชิลๆ แบบไม่รู้สึกเป็นภาระครับ
สรุป: ฟันธง! รุ่นไหนที่ใช่สำหรับคุณ?
มาถึงตรงนี้ ถ้าคุณยังตัดสินใจไม่ได้ ผมขอสรุปให้เห็นภาพชัดๆ แบบนี้ครับ:

ถ้าคุณมองหาแท็บเล็ตไว้ “ประจำการอยู่ที่บ้าน” เน้นตั้งดูหนัง เล่นเกมกราฟิกหนักๆ หรือจำเป็นต้องใช้ปากกาในการวาดรูป จดบันทึก Redmi Pad 2 Pro คือตัวเลือกที่ดีครับ

แต่… ถ้าคุณไม่ได้ใช้ปากกา และมองหา “ความคุ้มค่าระยะยาว” ที่ “User Experience ดีกว่า” ผมเชียร์ Samsung Galaxy Tab A11+ ครับ เหตุผลเพราะ:
- มันคือแท็บเล็ตที่ใช้งานได้จริง: แม้จะไม่มีปากกา แต่ด้วย Samsung DeX มันใช้ทำงานพิมพ์เอกสาร ตอบอีเมล หรือจัดการไฟล์แทนคอมพิวเตอร์พื้นฐานได้ดีเยี่ยม
- ความไว้ใจได้: ซอฟต์แวร์เสถียรกว่า แอปฯ รองรับดีกว่า และ Samsung การันตีอัปเดต Android ให้ยาวนาน ซื้อปีนี้ อีก 3-4 ปีเครื่องก็ยังไม่ตกรุ่น
- ความคล่องตัว: น้ำหนักที่เบากว่าทำให้เราหยิบมาใช้บ่อยกว่าครับ (เครื่องหนักมักจะจบที่วางไว้เฉยๆ)
- Ecosystem: ถ้าคุณใช้มือถือ Samsung หรือหูฟัง Galaxy Buds อยู่แล้ว การทำงานร่วมกันมันสมูทมาก แบบที่แบรนด์อื่นให้ไม่ได้
ดังนั้น ถ้าโจทย์ของคุณคือ “ซื้อทีเดียวจบ ครบทุกด้าน (ยกเว้นวาดรูป) ใช้งานยาวๆ แบบไม่มีปัญหาจุกจิก” Samsung Galaxy Tab A11+ คือการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าครับ
ราคาและอุปกรณ์เสริม
Samsung Galaxy Tab A11+
- รุ่น WiFi (6GB/128GB): 7,990 บาท (Shopee / Lazada)
- รุ่น 5G (6GB/128GB): 8,990 บาท (Shopee / Lazada)
- อุปกรณ์เสริมแท้ Samsung:
- Samsung Galaxy Tab A11+ Book Cover: 1,390 บาท
Redmi Pad 2 Pro
- รุ่น WiFi (6GB/128GB): 7,999 บาท (Shopee)
- รุ่น 5G (8GB/256GB): 13,990 บาท (Shopee)
- อุปกรณ์เสริมแท้:
- Keyboard: 1,999 บาท
- Smart Pen: 1,999 บาท
- Cover: 1,199 บาท
