
ซื้อมือถือมือสองรุ่นไหนดีในปี 2025 รุ่นไหนยังน่าใช้บ้าง สเปคแรง และไปต่อได้อีกยาวๆ
สำหรับคนที่ต้องการซื้อมือถือไว้ใช้งานในราคาที่ถูกลง และอยากได้ความคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่าย มือถือแบบมือสองนั้นเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่คนมองหา เพราะว่าบางรุ่นนั้น ยังคงมีทั้งสเปค คุณภาพ และยังอัพเดทระบบไปต่อได้อีกหลายปี แน่นอนว่าส่วนใหญ่มักจะเป็นมือถือเรือธง โดยเฉพาะในปี 2025 ที่ตลาดมือถือมือสองยังคงมีตัวเลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่รุ่นเรือธงของปีก่อน ไปจนถึงรุ่นระดับกลางที่ยังใช้งานได้ดี วันนี้ทาง Specphone ก็เลยจะมาแนะนำว่าจะซื้อมือถือมือสองรุ่นไหนดีในปี 2025 รุ่นไหนยังน่าใช้บ้าง พร้อมวิธีเลือกซื้อ และจุดเด่นกับข้อควรรู้สำหรับแต่ละรุ่นด้วย
ทำไมถึงควรเลือกมือถือมือสอง?
- ราคาถูกกว่าเครื่องใหม่: มือถือแบบมือสองมีราคาที่ถูกกว่ามือหนึ่งค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะรุ่นเรือธงที่เปิดตัวมาแล้ว 1-2 ปี ก็จะมีราคาที่ถูกลงไปอีก
- สเปคยังแรง: หลายรุ่นที่เคยเป็นเรือธงยังคงมีประสิทธิภาพสูง รองรับการใช้งานทั่วไปและเกมหนักๆ ได้สบาย
- ความหลากหลาย: สามารถเลือกซื้อรุ่นที่เหมาะกับงบประมาณและความต้องการของตัวเองได้ง่าย
- ตั้งงบในการซื้อได้ง่าย: ด้วยรุ่นที่หลากหลายและราคาที่สามารถเลือกซื้อได้ตามสภาพของเครื่อง เราจึงตั้งงบประมาณในการซื้อได้ง่ายกว่า
สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนซื้อ:
- ความเสี่ยงเรื่องสภาพเครื่อง: เครื่องมือสองอาจมีรอยขีดข่วนหรือปัญหาการใช้งานจากการใช้งานก่อนหน้า
- การรับประกัน: มักไม่มีการรับประกันเหมือนเครื่องใหม่ หรืออาจมีระยะเวลาประกันที่สั้นลง
- แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ: มือถือมือแบบสองอาจมีแบตเตอรี่ที่เสื่อมจากการใช้งานก่อนหน้ามาแล้ว
- เครื่องติดล็อกหรือปัญหาซอฟต์แวร์: ต้องระวังเครื่องที่ติดล็อก iCloud หรือ Google Account ถ้าติดไม่ควรซื้อเด็ดขาด
- ความล้าสมัยของเทคโนโลยี: รุ่นเก่าอาจไม่รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น 5G หรือฟีเจอร์ล่าสุดอย่าง AI
วิธีเลือกมือถือมือสองให้คุ้มค่า
- ตรวจสอบสภาพเครื่อง
- เช็กหน้าจอว่าไม่มีรอยแตกหรือจุดเสีย
- ตรวจสอบปุ่มกด พอร์ตชาร์จ และลำโพงว่ายังใช้งานได้ปกติ
- ดูประวัติการใช้งาน
- ขอทราบข้อมูลจากผู้ขาย เช่น อายุการใช้งาน ข้อมูลการตกหล่น ถามถึงข้อเสียของรุ่น หรือเหตุผลที่ต้องการขายก่อนทุกครั้ง
- เลือกรุ่นที่ยังได้รับการอัพเดตซอฟต์แวร์
- ควรมองหารุ่นที่ยังรองรับการอัพเดตระบบปฏิบัติการต่อได้อย่างน้อยอีก 2-4 ปีจะช่วยให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น
- ตรวจสอบราคา
- เปรียบเทียบราคาจากหลายแหล่ง เช่น ร้านค้าออนไลน์ หรือร้านขายมือถือมือสอง
- หาร้านค้าหรือคนขายที่เชื่อถือได้
- ควรตรวจสอบข้อมูลของร้านค้าที่ขาย ดูรีวิว หรือถ้าซื้อจากคน แนะนำว่าให้ซื้อโดยการไปรับเครื่องเอง เพื่อดูเครื่องจริงก่อนตัดสินใจ และป้องกันการโดนโกงในกรณีที่ซื้อออนไลน์ด้วย
ข้อควรระวังในการซื้อมือถือมือสอง
- หลีกเลี่ยงเครื่องติดล็อก (iCloud Lock หรือ Google Lock)
- ตรวจสอบ IMEI เพื่อดูว่าเป็นเครื่องแท้หรือไม่จากตัวกล่อง และตัวเครื่อง
- ซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น ร้านค้าชื่อดัง หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีระบบประกันสินค้า หรือจากคนด้วยการกันเองโดยการรับเครื่องกับมือจะดีที่สุด
ซื้อมือถือมือสองรุ่นไหนดีในปี 2025

1. iPhone 13 Pro Series: ราคาประมาณ 16,900 – 25,900 บาท
เริ่มกันด้วย iPhone 13 Pro Series ที่ตอนนี้หาซื้อมือถือหนึ่งได้ยากมากๆ แล้ว แต่ว่าถ้าเป็นมือถือมือสองก็ยังหาซื้อได้ โดนรุ่นนี้ถือว่าเป็นรุ่นที่ยังคงได้รับความนิยม ด้วยชิปเซ็ต A15 Bionic ที่ยังทรงพลังและการออกแบบที่ทันสมัย มาพร้อมกล้องคู่ที่ให้ภาพถ่ายคุณภาพสูง และระบบปฏิบัติการ iOS ล่าสุดที่สามารถอัปเดตต่อได้อีกหลายปี ซึ่งข่าวของ iOS19 ก็เผยออกมาแล้ว คาดว่าจะได้อัพเดทต่อไปอีก นอกจากนี้ยังมีหน้าจอที่ไหลลื่น ถ่ายรูปได้สวยด้วยกล้องหลัง 3 ตัวรองรับ Apple ProRAW และ Cinematic Mode ด้วย
- หน้าจอ: Super Retina XDR OLED ขนาด 6.1 นิ้ว และ 6.7 นิ้ว/ ProMotion 120Hz
- ชิปเซ็ต: A15 Bionic
- RAM/ROM: RAM 6GB / ROM 128GB, 256GB, 512GB, 1TB
- กล้องหน้า: 12MP
- กล้องหลัง: 12MP + 12MP + 12MP
- แบตเตอรี่และการชาร์จไว: 3095 mAh และ 4352 mAh รองรับ MagSafe และ Qi Wireless Charging
- ระบบที่อัปเดตต่อได้: ล่าสุด iOS 19 (รองรับการอัปเดตต่อเนื่อง)

2. Samsung Galaxy S23 Ultra: ราคา 16,500 – 20,900 บาท
มือถือเรือธงที่ยังคงได้รับความนิยมรุ่นต่อมาจาก Samsung รุ่นนี้ยังน่าสนใจอยู่เหมือนกัน ด้วยดีไซน์หรูหราและประสิทธิภาพที่ยังใช้งานได้ดีเยี่ยม มาพร้อมหน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ขนาดใหญ่ เป็นจอโค้งรุ่นสุดท้าย จุดเด่นคือกล้องหลังความละเอียดสูงถึง 200MP พร้อมฟีเจอร์ Space Zoom 100x ที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพระยะไกล ซึ่งรุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นรุ่นที่หลายคนยังให้การยอมรับในเรื่องของการถ่ายภาพ ส่วนความแรงทั้งจากชิปและระบบก็ยังทำงานต่อได้อีกยาว นอกจากนี้ยังมี S Pen สำหรับการจดบันทึกหรือวาดภาพ และ Galaxy AI ที่อัพเดทได้อยู่ด้วย
- หน้าจอ: Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.8 นิ้ว/ Refresh Rate 1-120Hz
- ชิปเซ็ต: Snapdragon 8 Gen 2
- RAM/ROM: 8GB/12GB ความจุ 256GB/512GB/1TB
- กล้องหน้า: 12MP
- กล้องหลัง: 200MP + 12MP + 10MP + 10MP
- แบตเตอรี่และการชาร์จไว: 5000mAh ชาร์จไว 45W
- ระบบที่อัปเดตต่อได้: 4 เวอร์ชั่น (จาก Android 13)/ ความปลอดภัย 5 ปี

3. Xiaomi 13 Pro: ราคาประมาณ 13,500 – 14,900 บาท
มือถือมือสองที่อยากแนะนำจาก Xiaomi รุ่นนี้เป็นตัวเรือธงที่เด่นด้วยกล้องระดับโปรที่พัฒนาร่วมกับ Leica พร้อมเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ถึง 1 นิ้ว ทำให้ภาพถ่ายมีคุณภาพสูง และยังใช้ถ่ายได้ดีเยี่ยมทั้งการถ่ายทั่วไป และการซูม หน้าจอยังคมชัดเล่นได้ลื่นไหลในระดับ 2K มาพร้อมชิปเซ็ตเรือธงที่มีประสิทธิภาพรวดเร็ว รองรับการเล่นเกมและงานหนักได้ดี นอกจากนี้ยังรองรับชาร์จไวได้ถึง 120W เป็นอีกรุ่นที่สเปคครบและยังใช้ต่อได้ยาวๆ
- หน้าจอ: AMOLED ขนาด 6.73 นิ้ว/ Refresh Rate 1-120Hz
- ชิปเซ็ต: Snapdragon 8 Gen 2
- RAM/ROM: 12GB ความจุ 256-512GB
- กล้องหน้า: 32MP
- กล้องหลัง: 50MP + 50MP + 50MP
- แบตเตอรี่และการชาร์จไว: 4820mAh ชาร์จไว 120W
- ระบบที่อัปเดตต่อได้: 4 เวอร์ชั่น (จาก Android 13)/ ความปลอดภัย 5 ปี

4. vivo X90 Pro: ราคาประมาณ 13,500 – 15,500 บาท
มือถือมือสองที่ยังน่าใช้งานจาก vivo รุ่นเรือธงที่มีจุดเด่นในเรื่องของกล้อง ที่ทำร่วมกับ ZEISS ทำให้สามารถถ่ายรูปได้อย่างมืออาชีพ โดยเฉพาะการถ่ายภาพกลางคืนที่ทำได้ดีทีเดียว มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาดใหญ่ใช้งานได้เต็มที่และเล่นได้อย่างไหลลื่น ตัวชิปยังคงมีประสิทธิภาพใช้งานต่อได้อีกยาวๆ ถึงแม้ว่าระบบจะอัพเดทได้เพียง 3 เวอร์ชั่น แต่ถ้าซื้อมือสองมาใช้ตอนนี้ก็ยังถือว่าไปต่อได้อีกพอสมควรเลย ทั้งการเล่นเกม หรือการถ่ายภาพและประสิทธิภาพที่ยังดีอยู่ด้วย
- หน้าจอ: AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว/ Refresh Rate 120Hz
- ชิปเซ็ต: Dimensity 9200
- RAM/ROM: 12GB/ 256GB
- กล้องหน้า: 32MP
- กล้องหลัง: 50MP + 50MP + 12MP
- แบตเตอรี่และการชาร์จไว: 4870mAh ชาร์จไว 120W
- ระบบที่อัปเดตต่อได้: 3 เวอร์ชั่น (จาก Android 13)/ ความปลอดภัย 4 ปี

5. HONOR Magic 5 Pro: ราคาประมาณ 13,500 – 15,900 บาท
มือถือตัวเรือธงที่ยังน่าใช้งาน และหาซื้อได้ไม่ยากนักถ้าเป็นมือถือมือสองก็คือรุ่น Magic 5 Pro ที่มีดีไซน์หรูหราและฟีเจอร์การใช้งานครบในราคาที่ไม่แรงมาก มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่มาก เล่นได้ไหลลื่นเช่นกัน จุดเด่นของรุ่นนี้ก็ได้ทั้งกล้องหลังสามตัวความละเอียด 50MP ที่ถ่ายภาพระดับโปร สามารถซูมแบบ Periscope Telephoto สูงสุดถึง 100x ส่วนกล้องหน้าจะมีตัวกล้องสแกนหน้า 3D ที่แยกจากกล้องถ่ายรูปอีกที เซลฟี่ได้สวยๆ เหมาะสำหรับการใช้งานที่ครบเครื่องทั้งด้านการถ่ายภาพ การใช้งานทั่วไป หรือเล่นเกม
- หน้าจอ: LTPO OLED ขนาด 6.81 นิ้ว/ Refresh Rate 120Hz
- ชิปเซ็ต: Snapdragon 8 Gen 2
- RAM/ROM: 12GB/ 512GB
- กล้องหน้า: 12MP + 3D Depth
- กล้องหลัง: 50MP + 50MP + 50MP
- แบตเตอรี่และการชาร์จไว: 5100mAh ชาร์จไว 66W
- ระบบที่อัปเดตต่อได้: 3 เวอร์ชั่น (จาก Android 13)/ ความปลอดภัย 5 ปี

6. OnePlus 11 5G: ราคาประมาณ 11,500 – 13,900 บาท
มือถือมือสองที่เอาไว้เล่นเกมได้ดี หรือจะเน้นถ่ายรูปก็ยังคุ้ม ซึ่งตัว OnePlus 11 5G รุ่นนี้เป็นตัวเรือธงที่เปิดตัวออกมาช่วงต้นปี 2023 ก็จะได้รับการอัพเดทระบบที่ยาวนานกว่ารุ่นก่อนหน้า ทำให้สามารถใช้งานได้ต่อได้อีกยาวพอสมควรเลย ถ้าใครที่อยากได้มือถือเรือธงไว้เล่นเกมในราคาประหยัดรุ่นนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเลยแหละ ส่วนเรื่องกล้องก็ดีงามไม่แพ้กันด้วยกล้องหลังสามตัวจาก Hasselblad ถ่ายรูปออกมาได้สวยงามทั้งการถ่ายทั่วไป ถ่ายพอร์ตเทรต หรือการซูมที่ทำได้ไม่แพ้รุ่นอื่นๆ เลย
- หน้าจอ: AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว/ Refresh Rate 120Hz
- ชิปเซ็ต: Snapdragon 8 Gen 2
- RAM/ROM: 16GB/ 256GB
- กล้องหน้า: 16MP
- กล้องหลัง: 50MP + 48MP + 32MP
- แบตเตอรี่และการชาร์จไว: 5000mAh ชาร์จไว 100W
- ระบบที่อัปเดตต่อได้: 4 เวอร์ชั่น (จาก Android 13)/ ความปลอดภัย 5 ปี

7. Redmi Note 13 Pro+: ราคาประมาณ 6,500 – 8,500 บาท
มาดูที่มือถือมือสองในรุ่นระดับกลางๆ กันบ้างที่รุ่นนี้ก็มาพร้อมฟีเจอร์ระดับพรีเมียม ด้วยชิปเซ็ตตัวแรงมีประสิทธิภาพสูง ใช้เล่นเกมหรือใช้งานทั่วไปได้สบายๆ หน้าจอมีความละเอียดสูงเล่นได้ไหลลื่น จุดเด่นอยู่ที่กล้องหลังความละเอียดถึง 200MP พร้อมระบบกันสั่น OIS จะถ่ายรูปกลางคืนก็ทำได้ดี หรือจะเน้นถ่ายวิดีโอก็ทำได้ถึง 4K มาแบตอึดและชาร์จไวขั้นสุด เรียกได้ว่าราคาถูกและสเปคดีงามในราคาคุ้มมากๆ แถมอัพเดทได้อีกยาวๆ ด้วย
- หน้าจอ: AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว/ Refresh Rate 120Hz
- ชิปเซ็ต: Dimensity 7200 Ultra
- RAM/ROM: 8GB/12GB และ 256GB/512GB
- กล้องหน้า: 16MP
- กล้องหลัง: 200MP + 8MP + 2MP
- แบตเตอรี่และการชาร์จไว: 5000mAh ชาร์จไว 120W
- ระบบที่อัปเดตต่อได้: 3 เวอร์ชั่น (จาก Android 13)/ ความปลอดภัย 4 ปี

8. OPPO Reno 11 Pro: ราคาประมาณ 7,000 – 9,900 บาท
มือถือมือสองรุ่นสเปคกลางๆ ที่ยังน่าใช้ เพราะมีราคามือสองที่ถูกกว่าตอนเปิดตัวเกือบครึ่ง โดยรุ่นนี้มีดีไซน์ที่สวยงาม และเน้นเรื่องการถ่ายรูปพอร์ตเทรตเป็นหลัก ด้วยกล้องหลังสามตัวความละเอียด 50MP พร้อมกันสั่น OIS ถ่ายได้อย่างคมชัดสวยงาม รวมถึงกล้องหน้าที่เซลฟี่ได้สวยๆ อีกด้วย หน้าจอมีขนาดใหญ่เป็นจอโค้งเล่นได้ไหลลื่น มาพร้อมชิปที่มีประสิทธิภาพใช้งานได้ดี และมีความจุที่เยอะ ซึ่งรุ่นนี้มากับ Android 14 แล้ว จึงไปต่อได้อีกยาวพอตัวเลย
- หน้าจอ: AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว/ Refresh Rate 120Hz
- ชิปเซ็ต: Dimensity 8200
- RAM/ROM: 12GB/ 256GB
- กล้องหน้า: 32MP
- กล้องหลัง: 50MP + 32MP + 8MP
- แบตเตอรี่และการชาร์จไว: 4600mAh ชาร์จไว 80W
- ระบบที่อัปเดตต่อได้: 2 เวอร์ชั่น (จาก Android 14)/ ความปลอดภัย 4 ปี

9. Samsung Galaxy A54 5G: ราคา 4,000 – 5,400 บาท
ปิดท้ายด้วยมือถือมือสองน่าใช้ในปี 2025 ด้วยมือถือสเปคกลางของ Samsung ที่มีฟีเจอร์ครบๆ สามารถใช้งานได้ทั้งเล่นเกม ใช้งานทั่วไป หรือว่าจะเย้ยถ่ายรูปก็ทำได้ในราคาที่ไม่สูงมาก ที่สำคัญคือการอัพเดทระบบที่ไปได้ไกลมาก ถ้าเทียบกับสเปคกลางแบบเดียวกัน รุ่นนี้มีจอที่ไหลลื่นมาพร้อมชิปที่ยังแรง เล่นเกมได้ดี มีกล้องหลังสามตัวพร้อมระบบกันสั่น OIS ทำให้การถ่ายภาพและวิดีโอได้อย่างคมชัด กล้องหน้าเซลฟี่ได้สวย นอกจากนี้ยังมีแบตอึดและกันน้ำกันฝุ่นได้ที่ IP67 อีกด้วย
- หน้าจอ: Super AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว/ Refresh Rate 120Hz
- ชิปเซ็ต: Exynos 1380
- RAM/ROM: 8GB/ 256GB
- กล้องหน้า: 32MP
- กล้องหลัง: 50MP + 12MP + 5MP
- แบตเตอรี่และการชาร์จไว: 5000mAh ชาร์จไว 25W
- ระบบที่อัปเดตต่อได้: 4 เวอร์ชั่น (จาก Android 13)/ ความปลอดภัย 5 ปี
คำถามที่คนมักค้นหา (FAQ)
- ซื้อมือถือแบบมือสองจากไหนดีที่สุด?
- ควรซื้อจากร้านค้าที่เชื่อถือได้ ดูรีวิว หรือซื้อต่อจากคนจริงๆ
- มือถือมือสองรุ่นไหนน่าใช้ในปี 2025?
- ตามรุ่นที่แนะนำยังมีสเปคแรงและรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์อีกไกล
- วิธีตรวจสอบมือถือก่อนซื้อคืออะไร?
- ตรวจสอบสภาพเครื่อง เช่น หน้าจอ ปุ่มกด พอร์ตชาร์จ และกล้อง รวมถึงเช็ก IMEI เพื่อดูว่าเป็นเครื่องแท้หรือไม่
- มือถือมือสองรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ได้นานแค่ไหน?
- ขึ้นอยู่กับรุ่นและแบรนด์ ส่วนใหญ่จะได้ 3-4 ปี
- ซื้อมือถือแบบมือสองควรระวังอะไรบ้าง?
- ระวังเครื่องติดล็อก iCloud หรือ Google Account สภาพแบตเตอรี่เสื่อม และปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้
การเลือกซื้อมือถือมือสองในปี 2025 เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและช่วยให้เราได้มือถือคุณภาพดีในราคาถูกๆ โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นเรือธง และรุ่นระดับกลางๆ ที่ยังไปต่อหรืออัพเดทระบบได้ไกล อย่างน้อยๆ ก็ถึง Android 16 มีสเปคแรงและรองรับการใช้งานได้อีกหลายปี อย่างไรก็ตาม ก่อนซื้อควรตรวจสอบสภาพเครื่อง ประวัติการใช้งาน และเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต การเลือกมือถือแบบมือสองให้เหมาะกับความต้องการจะช่วยให้เราประหยัดเงินและได้มือถือที่ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด หรือจะซื้อเป็นเครื่องที่สองก็ยังได้