ช่วงนี้จะมีข่าวเกี่ยวกับ Redmi 7 Series สมาร์ตโฟนระดับกลางรุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวเยอะหน่อย เนื่องจากใกล้วันเปิดตัวของโทรศัพท์รุ่นนี้แล้ว โดยกำหนดการเปิดตัวเป็นวันที่ 10 มกราคม 2562 ที่ประเทศจีน และด้วยความที่ใกล้วันเปิดตัวมาก ๆ เลยทำให้เรามีข้อมูลของรุ่นนี้พอสมควร

ในบทความนี้ผมจะมาสรุป 5 สิ่งที่จะพบได้ใน Redmi 7 Series จากข้อมูลที่หลุด ๆ มาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามข้อมูล ณ ตอนที่เขียนบทความ ยังไม่ใช่ข้อมูลจากทาง Official นะครับ ตอนเปิดตัวจริงอาจมีความเปลี่ยนแปลงได้

 

บทความสรุปสเปค Redmi Note 7 แบบ Official มาแล้ว 

เปิดตัว Redmi Note 7 กล้อง 48 ล้านตามคาด ราคาเริ่มต้นแบบช็อก ๆ 4,600 บาท

 

1. มาพร้อมกล้องหลังความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิกเซล

ข้อมูลตรงนี้ค่อนข้างชัดเจนมากถึงมากที่สุด สำหรับความละเอียดกล้องหลัง Redmi 7 เป็นข้อมูลจากโปสเตอร์ที่หลุดมาก่อนหน้านี้ ในภาพจะเป็นตัวเครื่อง Redmi 7 และตัวหนังสือที่ระบุถึงจุดเด่นอย่างกล้องหลัง 48 ล้านพิกเซล ให้ความละเอียดที่มากกว่ากล้องหลังปกติถึง 4 เท่า (น่าจะเทียบกับ 12 ล้านพิกเซล)

สำหรับเซ็นเซอร์​ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล คาดว่าจะใช้เป็นรุ่น IMX 586 ของทาง Sony ที่เปิดตัวไปเมื่อกลางปี 2018 เป็นเซ็นเซอร์ตัวเดียวกับใน HUAWEI nova 4, Honor View 20 จุดเด่นของเซ็นเซอร์ตัวนี้ก็คือมีขนาดพิกเซลอยู่ที่ 0.8 ไมครอน และมาพร้อมกับแผงฟิลเตอร์แบบ Quad Bayer ทำให้ได้ภาพที่สว่างกว่า แถมยังมี Noise น้อยกว่าเซ็นเซอร์ 12 ล้านพิกเซล

อีกกรณีสำหรับกล้องหลัง Redmi 7 ก็มีความเป็นไปได้อีกเช่นกัน ที่จะไม่ได้ใช้เซ็นเซอร์ความละเอียดจริง 48 ล้านพิกเซล แต่เป็นการถ่ายภาพซ้อนจนได้ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล

 

2. ชิปเซ็ตรุ่นใหม่ Qualcomm Snapdragon 675

Redmi 7 จะใช้ชิปประมวลผลรุ่นใหม่อย่าง Snapdragon 675 ก็ด้วยข่าวลือที่หลุด ๆ มา รวมถึงเหตุผลข้อ 1 ที่ว่ามันใช้กล้องหลังความละเอียด 48 ล้านพิกเซลนั่นล่ะครับ เพราะการที่จะรีดประสิทธิภาพของเซ็นเซอร์ได้ ISP (Image Signal Processor) ต้องรองรับด้วย

สำหรับชิปประมวลผลของ Qualcomm ในรุ่น Snapdragon 675 ตามสเปคคือ ISP รองรับการถ่ายภาพที่ความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล (Snapshot) และรองรับกล้องเดี่ยวที่ความละเอียด 25 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องคู่จะรองรับที่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซลทั้ง 2 ตัว

จากสถิติที่ผ่านมาใน Redmi รุ่นก่อน ๆ ก็ล้วนแต่ใช้ชิปประมวลผลซีรี่ส์ 600 ของ Qualcomm ด้วยกันทั้งสิ้น อย่าง Redmi Note 6 Pro, Redmi Note 5 ก็ใช้ Snapdragon 636 จึงมีความเป็นไปได้ว่า Snapdragon 675 จะถูกใช้ใน Redmi 7 ด้วยเช่นกัน

 

3. ฝาหลังแบบไล่เฉด หน้าจอติ่งหยดน้ำ

ในส่วนของการออกแบบ หรือการดีไซน์ ก็น่าจะไม่มีอะไรพลิกโผไปจากโปสเตอร์ที่หลุดมา รวมถึงข้อมูลก่อนหน้านี้ของ Redmi 7 ที่หลุดจากทาง TENAA (คล้าย ๆ กสทช. บ้านเรา) ตัวเครื่องจะมีการไล่เฉดที่ฝาหลัง มีด้วยกัน 3 สี ได้แก่ สีดำ, สีน้ำเงิน – ม่วง และสีแดง – ม่วง

ส่วนหน้าจอก็ชัดเจนแล้วว่า Redmi 7 จะใช้หน้าจอที่เป็นติ่งแบบหยดน้ำ Waterdrop เนื่องจากกินพื้นที่ด้านบนหน้าจอน้อยกว่า notch screen แบบปกติทั่วไป อีกอย่างถ้าไม่ได้ใส่เซ็นเซอร์สแกนหน้า 3D ก็ยิ่งไม่มีความจะเป็นที่ต้องมีติ่งหน้าจอใหญ่ ๆ เหมือนรุ่นก่อนด้วย

 

4. Redmi 7 Series น่าจะมีหลายรุ่น หลายราคา

สืบเนื่องจากข้อมูลที่หลุดมาทาง TENAA มีสมาร์ตโฟน Redmi จำนวน 3 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ M1901F7C, M1901F7E และ M1901F7T คาดว่าจะเป็น Redmi 7, Redmi Note 7 และ Redmi Pro 2

ส่วนตัวผมเองมองว่าอาจจะซอยออกเป็น 3 รุ่น แต่มาในชื่อ Redmi 7 กับ Redmi Note 7 ส่วนรหัสที่ 3 คงเป็นรุ่นที่มาพร้อมกับกล้องหลัง 48 ล้านพิกเซล และชิป Snapdragon 675

ส่วนอีก 2 รุ่นคงใช้ชิป Snapdragon 660 เนื่องจากมีข้อมูลหลุดมาจาก Geekbench แสดงชัดเจนว่าเป็นชิปรุ่นนี้

 

5. Redmi 7 ราคาไม่เกินหมื่น

เรื่องสุดท้าย เป็นข้อมูลเกี่ยวกับราคา Redmi 7 Series ส่วนตัวผมมองว่าราคาไม่น่าจะเปิดตัวเกินหมื่นบาทไทย เนื่องจากเป็นซีรี่ส์ราคาประหยัด อย่างรุ่นก่อนหน้า Redmi Note 6 Pro ก็มีราคาเปิดตัวอยู่ที่ 6,990 บาทเท่านั้น อีกอย่างชิป Snapdragon 660 ที่คาดว่าจะใช้ใน Redmi 7 รุ่นเริ่มต้น ปัจจุบันก็อยู่ในสมาร์ตโฟนราคาไม่เกิน 7,000 บาทอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้สูงเช่นกันว่า Redmi 7 รุ่นกล้องหลัง 48 ล้านพิกเซล อาจจะมีราคาสูงกว่ารุ่นปกติ เพราะเซ็นเซอร์กล้องหลังมีความละเอียดสูง แถมชิปประมวลผลก็น่าจะเป็นคนละตัวกับรุ่นเริ่มต้น อาจจะมีราคาพุ่งไปเกือบ ๆ หนึ่งหมื่นบาท หรือหมื่นนิด ๆ ก็เป็นได้เช่นกัน

อีกเคสที่จะทำให้ราคาของ Redmi 7 รุ่นท็อปสุดราคาเกินหมื่น อาจมาจากการที่ Redmi แยกตัวเป็นแบรนด์ลูกของ Xiaomi เพราะในงานดังกล่าว มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นการแยกแบรนด์ Redmi ออกมาทำตลาดต่างหาก เป็น Redmi by Xiaomi ถ้ารุ่นท็อปสุดของ Redmi จะเกินหมื่น ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกสักเท่าไหร่