รีวิว Lenovo A1000 แท็บเล็ต Dual-core พร้อมพลังเสียง Dolby โทรได้ในราคาเพียง 3,990 บาท

BY ZeroSystem | POSTED ON 6, 08, 2013 07:08pm | VIEWS
รีวิว Lenovo A1000 แท็บเล็ต Dual-core พร้อมพลังเสียง Dolby โทรได้ในราคาเพียง 3,990 บาท

หลังจาก Lenovo เปิดตัวสมาร์ทโฟนในไทยไป ซึ่งก็ได้กระแสตอบรับที่ดีในหลายๆ รุ่น เนื่องด้วยสเปคดีในราคาคุ้มค่า คราวนี้ก็มาถึงกลุ่มของแท็บเล็ตกันบ้าง ซึ่งด้านของแท็บเล็ตที่ Lenovo เลือกเข้ามาจำหน่ายในไทยนั้น ก็ยังคงมีความใกล้เคียงกับกลุ่มสมาร์ทโฟนครับ นั่นคือเน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก ซึ่งในครั้งนี้เราก็ได้รับเอาแท็บเล็ตรุ่นเล็กสุดอย่าง Lenovo A1000 มารีวิวให้ทุกท่านได้ชมกัน มาดูกันเลยดีกว่าครับว่าจะมีอะไรน่าสนใจบ้างสำหรับรีวิว Lenovo A1000 ตัวนี้

Lenovo A1000 เป็นแท็บเล็ตรุ่นเล็กสุดในบรรดา 3 รุ่นที่ Lenovo นำเข้ามาจำหน่ายกลุ่มแรกในไทย โดยตั้งใจจะมาตีตลาดแท็บเล็ตจีนราคาถูกที่จัดว่าเป็นตลาดแข็งสุดในไทย ก่อนจะไปชมส่วนของรีวิว Lenovo A1000 เรามาชมสเปคกันครับ

สเปค Lenovo A1000

  • ชิปประมวลผล MediaTek MT8317T Dual-core ความเร็ว 1.2 GHz มาพร้อมชิปกราฟิก PowerVR SGX531
  • แรม 1 GB
  • หน้าจอพาเนล TFT ขนาด 7 นิ้ว ความละเอียด 1024 x 600 พิกเซล
  • Android 4.1.2
  • ความจุ ROM ในตัว 4 GB รองรับ microSD สูงสุด 32 GB
  • รองรับ 2G สามารถโทรได้ ใช้ซิมขนาดปกติ (Mini SIM)
  • ไม่รองรับการใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่าน 3G
  • มีแค่กล้องหน้า ความละเอียดสูงสุด 1.3 ล้านพิกเซล
  • มาพร้อมระบบเสียง Dolby Digital Plus
  • แบตเตอรี่ความจุ 3500 mAh
  • น้ำหนัก 340 กรัม
  • ราคา 3,990 บาท
  • สเปค Lenovo A1000 เต็มๆ

หากมองในเรื่องของสเปคทั่วไป A1000 ก็จะอยู่ในระดับเดียวกับแท็บเล็ตจีนส่วนใหญ่ในตลาดครับ แต่ถ้ายกไปเทียบกับกลุ่มอินเตอร์แบรนด์ที่เป็นแบรนด์ใหญ่ๆ ด้วยกัน จะกลายเป็นว่า Lenovo A1000 มีคุณสมบัติบางข้อมากกว่าด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะความสามารถในการเป็นโทรศัพท์ในตัว ทำให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องพกอุปกรณ์หลายๆ เครื่อง ซึ่งในรายของอินเตอร์แบรนด์ ถ้าจะหาแท็บเล็ต 7 นิ้ว โทรได้ ราคาก็คงมากกว่านี้ราวๆ 2 เท่าเลยทีเดียว

ด้านของอุปกรณ์ในกล่อง ก็มีมาให้ตามมาตรฐานครับ ได้แก่ ตัวเครื่อง A1000 เอง,? สาย Micro USB, อะแดปเตอร์ชาร์จไฟ รวมไปถึงเอกสารคู่มือและการรับประกัน เรียกว่าให้มาตามมาตรฐานเฉพาะของจำเป็นจริงๆ ส่วนหูฟังนั้นไม่มีให้ในกล่อง ถ้าต้องการใช้งานสมอลล์ทอล์ค ก็สามารถหาซื้อได้ตามใจชอบเลยครับ หรือจะใช้หูฟังแบบ Bluetooth ก็ทำได้เช่นเดียวกัน

ด้านหน้าของ Lenovo A1000 ก็ใช้กระจกปิดแทบทั้งแผ่นตามลักษณะของแท็บเล็ตทั่วไป จะแปลกตานิดหน่อยก็คือการนำโลโก้ Lenovo มาไว้ด้านล่าง เพราะสมาร์ทโฟนแต่ละรุ่นของ Lenovo เองจะใช้การวางโลโก้ไว้ด้านบนของจอ ใกล้ๆ กันน้ันก็เป็นแถบของลำโพง

ส่วนบนเหนือจอก็มีอุปกรณ์ต่างๆ พื้นฐาน ได้แก่กล้องหน้าความละเอียด 1.3 ล้านพิกเซล,? แถบเซ็นเซอร์ที่ใช้สำหรับตรวจจับและปิดหน้าจออัตโนมัติเวลานำเครื่องแนบใบหน้าระหว่างโทรศัพท์ ด้านบนสุดก็เป็นแถบลำโพงสนทนา ทำให้รวมแล้ว A1000 กลายเป็นแท็บเล็ตที่มีลำโพงสองตำแหน่ง ซึ่งคุณภาพเสียงที่ได้ก็จัดว่าค่อนข้างโอเคในระดับแท็บเล็ตด้วยกัน แต่ที่เหนือกว่าก็คือเรื่องของระดับความดังของเสียงที่ดังถึงใจมาก เปิดหน้าบ้าน หลังบ้านก็คงได้ยินได้สบายๆ ส่วนระบบเสียง Dolby Digital Plus นั้น จากที่รีวิว A1000 มา พบว่าสามารถเพิ่มอรรถรสและพลังเสียงให้ได้จริงครับ แต่สามารถใช้ได้เฉพาะตอนเสียบหูฟังหรือลำโพงภายนอกผ่านช่องเสียบแจ็ค 3.5 มิลลิเมตรเท่านั้น ไม่สามารถเปิดระบบเสียง Dolby ขณะใช้งานลำโพงของตัวเครื่องได้

มาดูส่วนหน้าจอกันบ้าง เท่าที่ลองใช้งานและรีวิว Lenovo A1000 เครื่องนี้มา ส่วนของหน้าจอนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นไปตามช่วงราคาตัวเครื่องครับ หลายๆ จุดนั้นก็คืออยู่ในระดับเดียวกับแท็บเล็ตราคาประหยัดหลายรุ่นในตลาด โดยเฉพาะพาเนลจอที่เลือกใช้เป็นแบบ TFT ที่มีมุมมองของจอค่อนข้างแคบ มองเอียงนิดหน่อยก็สีเพี้ยนไปจากความเป็นจริงแล้ว รวมไปถึงกระจกหน้าจอที่ค่อนข้างสะท้อนแสงพอสมควร ถ้าจำเป็นต้องใช้งานกลางแจ้ง อาจจะมีปัญหาในการมองภาพบนจอไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังไม่มีระบบการปรับความสว่างหน้าจออัตโนมัติด้วย ใครที่จำเป็นต้องสลับการใช้งานระหว่างในร่มกับกลางแจ้งบ่อยๆ คงต้องขยันเข้าไปปรับความสว่างจอกันซักหน่อยล่ะนะ แต่เท่าที่ผมรีวิว Lenovo A1000 ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการใช้งานในที่ร่ม จึงไม่เจอปัญหาเรื่องนี้มากนัก จะเจอก็แต่เรื่องกระจกจอสะท้อนแสงไฟมากหน่อย

แต่กับปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นนั้น อันที่จริงมีแท็บเล็ตหลายรุ่นในตลาดที่ราคาแพงกว่านี้แต่ก็ประสบปัญหาดังกล่าวเหมือนกันครับ ดังนั้นก็คงจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่นักใน Lenovo A1000 เครื่องนี้

จอมีมุมมองที่ไม่ค่อยกว้างนักครับ สังเกตได้ว่าสีภาพเปลี่ยนไปพอสมควรเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของพาเนลจอแบบ TFT

พลิกมาดูด้านหลังของ A1000 กันบ้างครับ วัสดุที่ใช้จะเป็นพลาสติกผิวลื่น สีดำ ให้สัมผัสที่ค่อนข้างนุ่มสบายมือ เนื่องด้วยรูปร่างโดยรวมที่เรียบและโค้งมนตรงมุม ทำให้การจับถือเครื่องใช้งานเป็นไปได้อย่างสบายมือ ส่วนสติ๊กเกอร์ตรงกลางเครื่องสามารลอกออกได้นะครับ แต่สติ๊กเกอร์ด้านล่าง แนะนำว่าติดไว้จะดีกว่า เพราะมันมีเลข serial number และ IMEI อยู่ด้วย

ซึ่งสติ๊กเกอร์ตรงกลางนั้น มีข้อมูลบอกไว้ด้วยว่าช่องฝาปิดฝั่งไหนต้องใส่การ์ดอะไร อย่างฝั่งซ้าย (รูปซ้าย) จะเป็นช่องสำหรับใส่ microSD เพื่อเพิ่มความจุหน่วยความจำในเครื่อง ส่วนฝั่งขวาจะเป็นช่องสำหรับใส่ซิมการ์ด ซึ่งทิศทางการใส่ microSD และซิมการ์ดก็คือตามสติ๊กเกอร์บนเครื่องเลยครับ ซึ่งเท่าที่ผมรีวิว A1000 เครื่องนี้มา พบว่าบางครั้งส่วนโคนของฝาปิดช่องใส่ซิมมีอาการเหมือนจะปิดไม่สนิทอยู่บ้าง ต้องขยับหามุมปิดดีๆ หน่อย แต่ถ้ามองโดยรวม ก็จัดว่า Lenovo A1000 มีงานประกอบที่อยู่ในเกณฑ์ดีเลยทีเดียว ตัวเครื่องดูแน่นหนา แข็งแรงพอตัว



ส่วนด้านข้างของ Lenovo A1000 เรามาเริ่มจากด้านบนก่อน ก็จะมีปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง (ถ้าหันจอเข้าหาหน้าเรา ปุ่มจะอยู่ฝั่งขวามือ) ถัดมาก็เป็นช่องเสียบแจ็คหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร ใกล้ๆ กันนั้นก็เป็นช่อง Micro USB สำหรับชาร์จไฟและซิงค์ข้อมูล ด้านล่างไม่มีพอร์ตใดๆ มีแต่ช่องรับเสียงของไมค์สนทนาช่องเล็กๆ เท่านั้น

ฝั่งขวาของเครื่องมีเพียงช่องใส่ microSD กับปุ่มเพิ่ม/ลดเสียง ซึ่งถ้าหากถือใช้งานเครื่องอยู่ ก็จะอยู่บริเวณนิ้วหัวแม่มือขวาพอดี ปิดท้ายด้วยด้านซ้ายที่มีช่องใส่ซิมอย่างที่บรรยายไปด้านบนแล้ว

ลองจับ Lenovo A1000 จอ 7 นิ้ว เทียบกับ iPad mini จอ 7.9 นิ้วให้พอเห็นขนาดดูครับ

ตัวอย่างอินเตอร์เฟสหน้าจอในรีวิว Lenovo A1000

ตัวอย่างอินเตอร์เฟสหน้าจอในรีวิว Lenovo A1000

สำหรับใครที่สงสัยว่า Lenovo A1000 จะมีพื้นที่เก็บข้อมูลเหลือให้ใช้เท่าไร ก็ตามสองภาพสุดท้ายในชุดบนนี้เลยครับ คือพื้นที่ในเครื่องจะเหลือราวๆ 408 MB บวกกับพื้นที่ USB Storage ภายในเครื่องสำรองไว้ให้อีก 2.03 GB ซึ่งตรงพื้นที่ USB Storage นี้ สามารถนำมาใช้เก็บแอพได้เหมือนกัน โดยสามารถย้ายแอพมาได้ด้วยในตัว Android เอง จากการเข้าไปที่ Settings > Apps > เลือกแอพที่ต้องการ > กดที่ปุ่ม Move to USB storage แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวแอพด้วยว่าสามารถย้ายด้วยตัวระบบเองได้หรือเปล่านะครับ ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าเป็นเกมหรือแอพใหญ่ๆ มักจะย้ายได้

เรื่องการย้ายแอพมาลงใน microSD นั้น คงต้องหาทูลประเภท APP2SD ช่วย เพราะระบบ Android ใน A1000 เองไม่สามารถย้ายได้

ส่วนหัวข้อ Default Write Disk ตรงข้างบนสุดของรูปซ้าย จะเป็นการเลือกว่าพวกภาพถ่าย วิดีโอ ไฟล์ต่างๆ ถ้ามีการสร้างขึ้นจะให้ไปเก็บที่ไหน ไม่เกี่ยวกับการลงแอพนะครับ

ผลทดสอบประสิทธิภาพประกอบรีวิว Lenovo A1000

เท่าที่ลองทดสอบประสิทธิภาพของ Lenovo A1000 ดู คะแนนออกมาจัดว่าอยู่ในระดับไม่สูงมากนัก แต่ถ้าเทียบกับเครื่องในกลุ่มใกล้เคียงกัน พบว่าน่าพอใจทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น

  • ทดสอบ SunSpider ผลออกมาใกล้เคียงกับ Lenovo A390 และใช้เวลามากกว่า Lenovo S920 ที่ใช้ชิปรุ่นสูงกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (ยิ่งใช้เวลาน้อยยิ่งดี)
  • ทดสอบ BrowserMark ผลออกมาใกล้เคียงกับ ASUS Fonepad แถมยังดีกว่า Lenovo A706 อยู่นิดหนึ่งด้วย
  • ด้านการทดสอบพลังประมวลผลกราฟิกด้วย GFXBench นั้น ผลออกมาไม่ค่อยดีเท่าไรครับ แต่เท่าที่ลองเล่นเกมดู ก็เล่นได้ลื่นดีนะ อย่างบรรดาเกมวิ่งๆ ทั้งหลาย เช่น Temple Run, Minion Rush หรือจะ Subway Surfer ก็ไม่มีปัญหา ส่วนเกมใหญ่ๆ หนักๆ เครื่อง อันนี้คงลำบากหน่อย เพราะนอกจาก GPU จะไม่แรงมากแล้ว พื้นที่ในเครื่องเองก็ค่อนข้างน้อยด้วย อาจจะต้องหาทางย้ายแอพแบบ App2SD เอาครับ

ซึ่งในช่วงที่ทำการรีวิว Lenovo A1000 เครื่องนี้ ผมได้ลองใช้งานทั่วๆ ไป เปิดเน็ต เล่นเว็บ เล่นโซเชียล เล่นเกม ก็พบว่าระบบสามารถตอบสนองได้ดีพอตัว เผลอๆ อาจจะลื่นกว่าสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นที่ราคาแพงกว่านี้ซะด้วยซ้ำ การใช้งานโทรศัพท์ก็สามารถทำได้ดี สามารถปิดหน้าจอได้อัตโนมัติเมื่อนำเครื่องมาแนบหู ส่วนระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่นั้น ถ้าใช้งานทั่วๆ ไป พร้อมเปิดใช้งาน ?2G ด้วย รับรองว่าใช้งานได้เกินวันแน่นอน เพราะแบตในตัวที่มากถึง 3500 mAh กับอุปกรณ์ในตัวที่กินไฟไม่ค่อยมาก รวมๆ แล้วก็สามารถใช้งานได้ดี ถ้าไม่ได้เป็นคนเปิดแอพหนักๆ เยอะๆ แล้วสลับแอพไปมาบ่อย ก็น่าจะใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา

สรุปรีวิว Lenovo A1000

นับว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจทีเดียวครับ สำหรับ Lenovo A1000 เนื่องด้วยเป็นแท็บเล็ตโทรได้ที่มีราคาคุ้มค่ามากๆ สามารถตัดสินใจซื้อได้ง่าย เพราะราคาที่เปิดมาเพียง 3,990 บาท ฟีเจอร์อื่นๆ ภายในก็ไม่แพ้คู่แข่งในช่วงราคาใกล้เคียงกันเลย เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนจอใหญ่ๆ ในราคาไม่แพง หรือผู้ที่ไม่อยากพกอุปกรณ์หลายๆ ชิ้น แต่ทั้งนี้ตัว A1000 เองก็มีข้อจำกัดที่จัดว่าค่อนข้างหนักสำหรับหลายๆ ท่านอยู่ นั่นคือมันไม่รองรับการเชื่อมต่อ 3G ทำให้ถ้าหากเราใช้งานอินเตอร์เน็ตของมือถือ ก็จะได้แค่ความเร็วระดับ EDGE (2G) เท่านั้น แต่ถ้าใครที่ใช้งานในบริเวณที่มี WiFi ให้ใช้งานได้อยู่แล้วก็คงไม่มีปัญหาครับ เพราะตัวเครื่องสามารถใช้งาน WiFi ได้ดีเลยทีเดียว

ถ้าให้เทียบกับคู่แข่งที่ใกล้เคียงกัน ก็คงหนีไม่พ้น ASUS Fonepad ที่เรียกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ไลน์เดียวกันเป๊ะๆ เลยก็ว่าได้ ด้วยความเป็นแท็บเล็ตโทรได้เหมือนๆ กัน ขนาดหน้าจอก็เท่ากัน แต่ราคาห่างกันเป็นเท่าตัว ซึ่งช่วงราคาที่ห่างกันนี้ ก็แลกมาด้วยการตัดหลายๆ อย่างออกไป เช่น กล้องหลัง, 3G, จอภาพ อันนี้ก็แล้วแต่ตามใจชอบเลยครับ

โดยในขณะนี้ คาดว่า Lenovo A1000 น่าจะทยอยวางจำหน่ายตามร้านจำหน่ายมือถือและร้านตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Lenovo แล้วในหลายๆ แห่ง ซึ่งน่าจะเริ่มทั่วถึงตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคมแล้วนะครับ อาจจะเห็นวางจำหน่ายในบิ๊กซี โลตัสใกล้บ้านท่านเร็วๆ นี้ด้วย?

ข้อดี

  • ราคาคุ้มค่า เหมาะสำหรับผู้ต้องการได้แท็บเล็ตโทรได้ จอใหญ่ๆ ไม่เน้นเล่นเน็ต 3G
  • งานประกอบดี เมื่อเทียบกับช่วงราคานี้ สามารถจับถือได้สะดวก
  • ระบบเสียง Dolby Digital Plus ช่วยให้ฟังเพลงได้สนุกขึ้น ดูหนังได้มันส์กว่าระบบเสียงปกติ (แต่ต้องต่อหูฟังหรือลำโพงนอก ถึงจะทำงานได้)

ข้อสังเกต

  • ใช้งานได้เฉพาะ 2G เท่านั้น
  • พื้นที่เก็บข้อมูลในตัวค่อนข้างน้อยตามราคา อาจต้องเลือกลงเฉพาะแอพที่จำเป็น
Comments
© SPECPHONE.COM Made with in Bangkok. - All rights reserved.