OPPO F9 เป็นสมาร์ทโฟน OPPO ในซีรีย์ F รุ่นล่าสุด ที่มาพร้อมจุดเด่นกล้องหน้าเซลฟี่เหมือนเดิม พ่วงด้วยหน้าจอแสดงผลรอยบากหยดน้ำ 6.3 นิ้ว กล้องหลังคู่ AI 16+2 ล้านพิกเซล และที่สำคัญคือนวัตกรรมชาร์จไว VOOC Flash Charge โดยจะมีให้เลือก 3 สีไล่เฉด สีแดง (Sunrise Red) สีน้ำเงิน (Twilight Blue) และสีม่วง (Starry Purple) จะเริ่มวางจำหน่ายภายหลังในเดือนกันยายน) ในราคา 10,990 บาท ในตอนนี้เปิดให้จองแล้วตั้งแต่วันที่ 11 – 29 ส.ค. ที่ OPPO Brand Shop ซึ่งในรีวิวนี้เราได้สีแดงร้อนแรง Sunrise Red มารีวิว ไปดูตัวเครื่องกันได้เลยครับ

รีวิว OPPO F9

รายละเอียดสเปค OPPO F9

  • หน้าจอ TFT-LTPS ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ 1080 x 2340 พิกเซล
  • ขนาดตัวเครื่อง 156.7 x 74.0 x 7.99  มม. หนัก 169 กรัม
  • ชิปประมวลผล Mediatek MT6771 Helio P60 CPU Octa-core (4×2.0 GHz Cortex-A73 & 4×2.0 GHz Cortex-A53) พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G72 MP3
  • RAM 6 GB
  • ความจุ 64 GB
  • รองรับ microSD สูงสุด 256 GB
  • กล้องหลัง Dual Camera ความละเอียด 16+2 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้างสุด f/1.8
  • กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้างสุด f/2.0
  • รองรับซิมแบบ Triple Slot
  • พอร์ตเชื่อมต่อ microSD
  • แบตเตอรี่ความจุ 3500 mAh พร้อมกับฟีเจอร์ VOOC Flash Charge 5V4A , 20W
  • ระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo
  • มีสามสีคือ Sunrise Red, Twilight Blue, Starry Purple
  • ราคา 10,990 บาท

Design

สำหรับการออกแบบตัวเครื่องมาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 6.3 นิ้ว ที่มีรอยบากรูปแบบใหม่ เป็นรูปแบบหยดน้ำ จากรุ่นเดิมที่เป็นแถบหนาขนาดใหญ่ ซึ่งการใช้รอยบากแบบหยดน้ำทำให้พื้นที่หน้าจอเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม โดยมีพื้นที่หน้าจอแสดงผลอยู่ที่ 90.8 % จาก OPPO F7 ที่มีพื้นที่หน้าจออยู่ที่ 88 %

บริเวณรอยบากจะประกอบไปด้วยกล้องหน้า และเซ็นเซอร์ต่าง ๆ จะอยู่ใกล้ ๆ กล้องหน้า ส่วนพื้นที่ด้านล่างจะมีขอบเครื่องหนาเล็กน้อย โดยปุ่ม Navigation จะอยู่ด้านในของเครื่อง

ส่วนด้านหลังของ OPPO F9 บอกเลยว่าเป็นหนึ่งในจุดเด่นของรุ่นนี้ โดยมากับการผสมสีไล่เฉดที่ฝาหลังอย่างลงตัวที่มากับลวดลายกลีบดอกไม้เปล่งประกายตามมุมที่สวยงาม

มากับกล้องหลัง Dual Camera แนวนอนพร้อมกับLED Flash และเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือสีตามตัวเครื่อง

ส่วนด้านล่างที่เห็นเป็นอีกสี ไม่ใช่เป็นคนละเครื่อง แต่เป็นการไล่โทนสีจากแดงไปเป็นสีม่วง ซึ่งด้านล่างของตัวเครื่องประกอบไปด้วยพอร์ตเชื่อมต่อ microUSB ลำโพงขับเสียง ไมค์สนทนา และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.

ด้านซ้ายจะเป็นปุ่มเพิ่มเสียงและลดเสียง พร้อมกับถาดใส่ซิมแบบใช้เข็มจิ้ม ซึ่งรองรับ Dual SIM แบบ Triple Slot คือสามารถใส่ซิมพร้อมกับ 2 ซิมพร้อมกับใส่ microSD ได้ด้วย

ส่วนปุ่ม Power อยู่ด้านขวาของตัวเครื่อง

ดูการไล่สีจากด้านบนของตัวเครื่องซึ่งไม่ได้ไล่สีเฉพาะฝาหลัง แต่ไล่สีรวมถึงขอบของตัวเครื่องด้วย ถือว่าเป็นรุ่นแรกที่ใช้เทคนิคการไล่สีที่ขอบตัวเครื่องแบบนี้

  

Software

ในส่วนของซอฟต์แวร์ ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 8.1 พร้อมกับ ColorOS 5.2 ใช้ชิปประมวลผล MTK P60 Octa-core 2.0 GHz ที่มีประสิทธิภาพบวกกับแรมขนาด 6 GB ซึ่งแรมเยอะขนาดนี้ทำให้การใช้งานสลับไปมาทำงานได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องโหลดใหม่ ถึงแม้จะเป็นเกมใหญ่ ๆ อย่าง Asphalt 9 หรือ ROV ก็สลับไปมาได้ในทันที

Feature

โหมดแยกหน้าจอ

การแยกหน้าจอ เหมือนกับฟีเจอร์แบ่งการทำงานเป็นสองหน้าจอเหมือนกับ Android รุ่นอื่น ๆ ที่ใช้หน้าจอยาว โดยขั้นตอนการเปิดใช้งานก็คือเข้าแอปพลิเคชั่นหลัก แล้วใช้สามนิ้วรูดขึ้น ก็จะขึ้นหน้าเมนูให้เปิดหน้าต่างอีกหนึ่งแอปพลิเคชั่นด้านล่างทันทีเหมือนกับวิดีโอด้านล่าง และสามารถปิดโหมดนี้ได้เลยเพียงกดมุมบนขวาที่หน้าจอ

 

VOOC Flash Charge

OPPO F9 เป็นสมาร์ทโฟนซีรีย์ F รุ่นแรกที่มาพร้อมเทคโนโลยี VOOC Flash Charge ด้วยแรงดันไฟฟ้าต่ำแต่รองรับกำลังไฟฟ้าสูง สนับสนุนการชาร์จไฟ 5V/4A ทำให้ชาร์จเพียง 5 นาที สามารถคุยสายได้นาน 2 ชั่วโมง ที่สำคัญมีความปลอดภัยตั้งแต่ตัวอะแดปเตอร์ไปจนถึงช่องเสียบชาร์จแบตเตอรี่และวงจรภายในตัวเครื่องสมาร์ทโฟน ทำให้สามารถเล่นเกมขณะชาร์จไฟได้อย่างไม่ต้องกังวลว่าเครื่องจะร้อน เราจึงทดสอบชาร์จไฟมาให้ดูกันจากแบตเตอรี่ 15 % ชาร์จไว้ 30 นาที แบตเพิ่มไปเป็น 68 % ถือว่าชาร์จไวมาก ที่สำคัญไม่ร้อนด้วยนะ ชาร์จไปเล่นเกมไปได้เลย

 

 

Performance

ชิปประมวลผล ประมวลผล Mediatek MT6771 Helio P60 CPU Octa-core (4×2.0 GHz Cortex-A73 & 4×2.0 GHz Cortex-A53) พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G72 MP3 จัดเป็นชิประดับที่ให้ความแรงเท่ากับ Snapdragon 660 ฉะนั้นหายห่วงเรื่องเกมได้เลย เท่าที่ทดสอบ OPPO F9 สามารถเล่นเกมได้อย่างลื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกมเก่า หรือเกมใหม่ที่กินสเปคก็ยังสามารถเล่นได้ หายห่วง แถมยังได้รับภาพสีสันสดใสด้วยหน้าจอ AMOLED พร้อมติ่งหน้าจอแบบหยดน้ำทำให้ได้รับภาพแบบเต็มตา

นอกจากชิปประมวลผล Helio P60 แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ OPPO F9 สามารถเล่นเกมได้ดีก็คือ OPPO Game Space โดยหลักการทำงานของ Game Acceleration คือการสั่งให้ CPU กับ GPU ทำงานเต็มประสิทธิภาพ และปิดการแจ้งเตือน (หรือปิดทั้งการแจ้งเตือนและการโทร) แต่ที่เหนือกว่า Game Mode ของเจ้าอื่น ๆ คือฟีเจอร์ Hold of distraction (ห้ามรบกวน) เมื่อมีสายเรียกเข้า ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะรับสายหรือไม่ ถ้าหากกดรับสาย ตัวฟังก์ชันก็จะเปิดลำโพงเสียงภายนอกให้ทันทีเพื่อสนทนากับอีกฝ่าย โดยที่หน้าจอไม่สลับไปเป็นโทรศัพท์ ทำให้ยังสามารถเล่นเกมกับสนทนาไปพร้อม ๆ กันได้

 

Camera

OPPO F9 มาพร้อมกับโหมดกล้องหลังคู่ AI-enhanced 16+2 MP ที่มาพร้อมกับระบบกันสั่น EIS (Electronic image stabilization) โดยสำหรับกล้องหลักมีค่ารูรับแสง F1.8 ส่วนกล้องรองมีค่ารูรับแสดง F2.4 จึงช่วยกันคำนวณเพิ่มให้ภาพพื้นหลังเบลอที่เป็นธรรมชาติ สังเกตจากหน้า UI ด้านล่างที่ถ่ายในที่สภาพแวดล้อมแตกต่างกัน จะเห็นมุมด้านขวาของภาพ จะเป็นสัญลักษณ์ที่เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติ ซึ่งทำงานได้ฉลาดมาก โดยสามารถระบุประเภทภาพถ่ายได้มากกว่า 16 ซีนด้วยกัน

ในส่วนของกล้องหน้านั้น OPPO ขึ้นชื่อในเรื่องของความเป็น Selfie Expert อยู่อย่างต่อเนื่อง โดยมากับกล้องหน้าความละเอียดมากถึง 25 ล้านพิกเซลที่รูรับแสงกว้าง f/2.0 และมากับเทคโนโลยี AI Beauty Technology 2.1 เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ที่สามารถเรียนรู้ปรับแต่งภาพเซลฟี่ให้สวยสมบูรณ์ที่สุด พร้อมกับจำแนก เพศ อายุ สีผิวมาปรับแต่งได้อย่างธรรมชาติ ไม่มีรองพื้นผิดเบอร์ ดูรูปตัวอย่างได้ด่านล่างได้เลยครับ

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง เปิดและปิด HDR ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง โหมดปกติ และเปิดโหมด AI Beauty

อีกหนึ่งฟีเจอร์ของกล้อง OPPO F9 นั่นก็คือ Artistic Portrait Mode เพื่อการปรับแต่งแสงเทคนิคแบบ 3D และสไตล์ Bokeh เบลอพื้นหลังที่เป็นธรรมชาติพร้อมให้ถ่ายกันได้เลย

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า OPPO F9









ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง OPPO F9








Share on facebook
Share on twitter
SpecPhone HQ

SpecPhone HQ

Follow us on Social Media

Popular Post