[Review] รีวิว Zenfone 2 Deluxe เรือธงรุ่นล่าสุดจาก ASUS กับราคา 12,990 บาท

[Review] รีวิว Zenfone 2 Deluxe เรือธงรุ่นล่าสุดจาก ASUS กับราคา 12,990 บาท

จุดเด่น

– ความลื่นไหลของเครื่องทำได้ดีมาก
– ตัวเครื่องมีแรมเยอะสามารถเปิดแอพพลิเคชั่นได้พร้อมกันหลายแอพพลิเคชั่น
– หน่วยความจำในตัวเครื่องสูงถึง 128 GB รองรับ Micro SD 128 GB หมดปัญหาเรื่องแอพพลิเคชั่นเต็ม
– งานประกอบทำได้แน่นหนา
– มีฟีเจอร์ที่ใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น BoostMaster

ข้อสังเกต

– ตัวเครื่องยังไม่ใช่โลหะ
– ปุ่ม Power อยู่ด้านบนค่อนข้างกดยาก และ ปุ่มเพิ่ม/ลดเสียง อยู่ด้านหลังตัวเครื่อง     เวลาใช้งานจริงค่อนข้างลำบาก
– แอพพลิเคชั่นบางแอพพลิเคชั่นยังเกิดปัญหาจากความเข้ากันได้ของชิพ Intel ทำให้   เกิดปัญหาขณะใช้งานอยู่บ้าง
– ตัวเครื่องค่อนข้างมีน้ำหนัก

บทสรุป

หากใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนที่ราคาปานกลางแต่ได้สเปคเทียบเท่าเรือธง หลายรุ่นอาจจะเลือกซื้อได้ไม่ยาก เพราะนอกจากความเร็วแรงของเครื่องแล้ว หน่วยความจำของตัวเครื่องก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เรียกได้ว่าประหยัดงบประมาณในการซื้อ Micro SD ไปได้มากทีเดียว เพราะ Zenfone 2 Deluxe มาพร้อมหน่วยความจำมากถึง 128 GB และด้วยรูปลักษณ์ของตัวเครื่องที่มาในดีไซน์แบบ Crystal Cut ที่ดูสวยงาม  งานประกอบที่แน่นหนา  อีกทั้งยังมีแรมสูงถึง 4 GB ที่จะทำให้การใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง เพียงเท่านี้ Zenfone 2 Deluxe อาจจะเป็นสมาร์ทโฟนในฝันของใครหลายคนก็เป็นได้ โดยราคาจำหน่าย Zenfone 2 Deluxe จะอยู่ที่ 12,990 เท่านั้น

Editor : Nookies
95
BEST PRICE

หลังจาก Asus ได้ปล่อย Zenfone 2 ออกวางจำหน่ายก็นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับวงการสมาร์ทโฟนเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะมุ่งเน้นในด้านของความคุ้มค่าแล้ว ความโดดเด่นในด้านของดีไซน์ก็ถือได้ว่าไม่เป็นรองใครเลยล่ะครับ อีกทั้งราคาของ Zenfone 2 ยังเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานได้อย่างทั่วถึง สเปคของตัวเครื่องก็เรียกได้ว่าออกมาให้เลือกซื้อกันชนิดที่ว่าเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว วันนี้ผมจะมารีวิวสมาชิกใหม่จากอารยธรรมเซนซึ่งก็คือ ZenFone 2 Deluxe หลายคนเริ่มสงสัยกันแล้วใช่ไหมครับว่าทำไม Zenfone 2  Deluxe และ  Zenfone 2  รุ่น Ram 4 GB ถึงใช้รหัสรุ่นเป็น  (ZE551ML) เหมือนกัน สเปคจะมีอะไร แตกต่างจาก Zenfone 2 รุ่น Ram 4GB บ้าง ไปติดตามกันได้เลยครับ

สเปค Zenfone 2 Deluxe (ZE551ML)

  • ชิปประมวลผล Intel Atom Z3580  Quad Cores 64-bit ความเร็ว 2.3 GHz
  • ชิปกราฟฟิก PowerVR Rogue G6430
  • Android 5.0 มาพร้อม Zen UI 2.0
  • แรม 4 GB
  • หน่วยความจำภายใน 128 GB
  • หน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียดแบบ Full HD ( 1080 x 1920 ) Corning Gorilla Glass 3
  • กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล PixelMaster 2.0 พร้อมแฟลชคู่แบบ  Real Tone
  • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล PixelMaster 2.0
  • รองรับ Micro SD สูงสุด 128 GB
  • รองรับการใช้งาน 2 ซิม 3G/4G LTE ทุกเครือข่าย ( ซิม 2 สามารถใช้ 2 G ได้เท่านั้น )
  • แบตเตอรี่ Li-Polymer 3000 mAh แบบไม่สามารถถอดได้
  • ราคา 12,990 บาท

Review-ASUS-Zenfone-2-Deluxe-SpecPhone-011

ดูจากสเปคคร่าวๆเราจะเห็นได้ว่า Zenfone 2 Deluxe  น้องใหม่ของเรานั้นเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างจากรุ่นพี่อย่าง Zenfone 2 (ZE551ML) เลยครับ เว้นแต่ส่วนที่ผมทำตัวหนาไว้เท่านั้น โดยราคาของ Zenfone 2 Deluxe แพงกว่ารุ่นพี่อย่าง Zenfone 2 (ZE551ML) เพียง 1,000 บาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้เพิ่มมา คือหน่วยความจำภายในที่เพิ่มจากเดิมถึง 64 GB เลยทีเดียว สำหรับคนที่กำลังจะซื้อ Zenfone 2 ผมเชื่อว่าอาจจะเปลี่ยนใจมาซื้อ Zenfone 2 Deluxe ได้ไม่ยากเลยล่ะครับ

Design

Review-ASUS-Zenfone-2-Deluxe-SpecPhone-004

หน้าจอ Full HD 5.5 นิ้ว

Review-ASUS-Zenfone-2-Deluxe-SpecPhone-005

พูดถึงเรื่องดีไซน์กับบ้างดีกว่า Zenfone 2 Deluxe จะมีทั้งหมด 2 สีด้วยกันนั่นคือสี Stardust Purple และสี  White Pearl  เครื่องที่เราจะมารีวิววันนี้จะเป็นสี White Pearl ครับ Zenfone 2 Deluxe มาพร้อมดีไซน์ที่เราอาจจะคุ้นตากันดีเพราะเรียกได้ว่าแทบจะถอดแบบรุ่นพี่อย่าง Zenfone 2 (ZE551ML) มาทุกประการเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเหมือนกันเป๊ะเลยก็ว่าได้ เพียงแต่ครั้งนี้ได้เพิ่มเติมความสวยงามให้กับตัวเครื่องมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ด้านหน้าของตัวเครื่องจะเป็นหน้าจอ IPS ขนาด 5.5 นิ้วแบบ Full HD ( 1080 x 1920 ) พร้อมเทคโนโลยีกันรอยขีดข่วนแบบ Corning  Gorilla  Glass 3  ความหนาแน่นพิกเซลอยู่ที่ 401 ppi แน่นอนว่าหน้าจอของ Zenfone 2 Deluxe ยังคงมีความสดใสและสีสันที่สวยงามเช่นเดียวกับ Zenfone 2 (ZE551ML) หน้าจอสามารถสู้แสงแดดได้เป็นอย่างดีการตอบสนองต่อการสัมผัส ก็ทำได้อย่างดีอีกเช่นเคย พื้นที่ของหน้าจอคิดเป็นประมาณ 72 % ของตัวเครื่องด้านหน้า

ด้านบนของหน้าจอจะประกอบไปด้วยกล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซลที่มีเทคโนโลยี PixelMaster 2.0 มาช่วยคมชัดมากยิ่งขึ้น ใกล้กันเป็นลำโพงสนทนา และเซ็นเซอร์ Proximity Sensor ที่จะช่วยปิดหน้าจอในขณะที่เราสนทนาเพื่อเป็นการประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่สมาร์ทโฟนทุกเครื่องควรจะมีเซ็นเซอร์นี้อยู่

ด้านล่างของหน้าจอจะเป็นปุ่มควบคุมแบบสัมผัสของตัวเครื่องซึ่งในรุ่นนี้ก็ยังคงไม่มีไฟ LED ใส่มาให้ครับ ทำให้การใช้งานเวลากลางคืนอาจจะต้องอาศัยความเคยชินอยู่บ้างและที่ด้านล่างสุดของหน้าจอจะเป็นพลาสติกขัดเงาให้ความรู้สึกคล้ายกับโลหะ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นเอกลักษณ์ของ Zenfone ไปซะแล้ว ด้านข้างของตัวเครื่องบางเพียง 3.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ทั้งสองด้านไม่มีปุ่มควบคุมใด ๆนอกจากช่องสำหรับแกะฝาหลังที่ด้านขวาของหน้าจอ

ด้านบนของตัวเครื่องมีปุ่ม ปิด/เปิด เครื่อง ใกล้ๆกันเป็นช่องสำหรับเสียบหูฟังแบบ 3.5 มิลลิเมตร และไมค์ตัดเสียงรบกวน ด้านล่างของตัวเครื่องจะมีช่องสำหรับชาร์จแบตเตอรี่และเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แบบ  Micro USB และไมค์สนทนา จุดเด่นที่จะไม่พูดถึงก็คงจะไม่ได้นั่นก็คือด้านหลังของตัวเครื่อง เพราะคราวนี้ ASUS ได้เปลี่ยนดีไซน์ใหม่ทั้งหมดจากเดิมที่เคยใช้พลาสติกขัดเงาจนดูคล้ายกับโลหะเปลี่ยนมาเป็นฝาหลังแบบ Crystal Cut ลายโพลีกอนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งทำให้ตัวเครื่องดูหรูหราขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้านหลังของตัวเครื่องจะประกอบไปด้วย กล้องขนาด 13 ล้านพิกเซลพร้อมเทคโนโลยี  Pixel Master  2.0 ที่ช่วยเพิ่มความคมชัดของภาพ ทำให้ได้ภาพที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

Review-ASUS-Zenfone-2-Deluxe-SpecPhone-006

แฟลชคู่แบบ Real Tone
Review-ASUS-Zenfone-2-Deluxe-SpecPhone-003

และจุดเด่นที่จะไม่พูดถึงก็คงจะไม่ได้ นั่นก็คือด้านหลังของตัวเครื่อง  เพราะคราวนี้ ASUS ได้เปลี่ยนดีไซน์ใหม่ทั้งหมดจากเดิมที่เคยใช้พลาสติกขัดเงาจนดูคล้ายกับโลหะเปลี่ยนมาเป็นฝาหลังแบบ Crystal Cut ลายโพลีกอนสะท้อนแสงที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งทำให้ตัวเครื่องดูหรูหราขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้านหลังของตัวเครื่องจะประกอบไปด้วย กล้องขนาด 13 ล้านพิกเซลพร้อมเทคโนโลยี  Pixel Master  2.0 โครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์  ด้านบนของกล้องจะเป็นแฟลชคู่ LED แบบ  Real Tone ที่ช่วยให้สีผิวมีสีสันสมจริงมากยิ่งขึ้นเวลาถ่ายภาพในที่แสงน้อย

ด้านล่างของกล้องจะเป็นปุ่มลด/เพิ่ม เสียง  และเราจะเห็นโลโก้ ASUS เด่นชัดอยู่ตรงกลางฝาหลังและที่ด้านล่างสุดจะเป็นช่องลำโพงซึ่งยังคงเป็นลำโพงเดี่ยวเหมือนเดิม เสียงที่ออกมาจากลำโพงจัดว่าธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ตัวเครื่องมีงานประกอบที่แน่นหนาดีทีเดียว ถึงแม้ว่าวัสดุจะทำจากพลาสติก แต่กลับให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง มีจุดสังเกตเล็กน้อยว่าฝาหลังของตัวเครื่องแกะยากไปหน่อย ถ้าใครเล็บสั้นๆ นี่แกะทีเจ็บนิ้วเลย

Review-ASUS-Zenfone-2-Deluxe-SpecPhone-020

เมื่อเปิดฝาหลังจะพบแบตเตอรี่ขนาด 3000 mAh แบบไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ ช่องใส่ซิมการ์ด แบบ Micro Sim 2 ช่องโดยช่องที่หนึ่งจะรองรับการใช้งาน 2G/3G/4G ทุกเครือข่ายแต่ในขณะที่ ช่องที่ 2 จะรองรับการใช้งานแค่ 2G เท่านั้น ช่องใส่ Micro SD (รองรับความจุสูงสุด 128 GB) และที่ฝาหลังด้านในจะเป็นเซนเซอร์สำหรับใช้งาน NFC โดยรวมสำหรับการออกแบบยังคงทำได้ดีเหมือนเดิม การพกพาก็ทำได้สะดวก เพราะตัวเครื่องมีน้ำหนักเพียง  170 กรัมเท่านั้น และด้วยการดีไซน์แบบ Crystal Cut ทำให้เราสามารถถือ Zenfone 2 Deluxe ได้กระชับมือมากยิ่งขึ้น

Software

Review-ASUS-Zenfone-2-Deluxe-SpecPhone-008

Zenfone 2 Deluxe มาพร้อม Android 5.0 ครอบทับด้วย Zen UI 2.0 แน่นอนว่ารองรับแอพพลิเคชั่นใหม่ๆได้อย่างแน่นอนครับรวมไปถึงยังมีแอปพลิเคชันติดตั้งมาให้อย่างครบครัน  ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันพื้นฐานจาก Google  และแอปพลิเคชัน เบ็ดเตล็ด ต่างๆ อย่างเช่น แอปพลิเคชันเครื่องคิดเลข, เครื่องบันทึกเสียง, เข็มทิศ และวิทยุ FM Stereo นอกจากแอพพลิเคชั่นจากGoogle แล้ว ASUS ยังใส่ฟีเจอร์ต่างๆที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานมาให้อีกด้วย

Screenshot_2015-10-19-16-00-01

การเข้าถึง Google Now ก็ทำได้อย่างรวดเร็วโดย เราสามารถเข้าถึง Google Now ได้ด้วยการกดปุ่ม Home ค้างไว้ประมาณ 2 วินาทีเท่านั้น  Zenfone 2 Deluxe ให้หน่วยความจำภายในถึง 128 GB  ( เหลือให้ใช้งานจริงประมาณ 112 GB  ) เรียกได้ว่าแทบไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่ม Micro SD เข้าไปอีกเลยล่ะครับ  แต่ถ้ายังไม่จุใจก็ยังสามารถใส่ Micro SD เพิ่มได้อีก 128 GB เยอะสะใจเลยทีเดียว และด้วย Ram ที่ให้มาถึง 4 GB  ก็สามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นพร้อมกันหลายแอพพลิเคชั่นได้สบายๆ

Feature

Review-ASUS-Zenfone-2-Deluxe-SpecPhone-001

ASUS Zenfone 2 Deluxe มาพร้อมฟีเจอร์ที่หลากหลายและมีประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งวันนี้ผมจะมาพูดถึงฟีเจอร์ที่ใช้งานหลักๆ ว่าจะมีฟีเจอร์อะไรบ้าง ติดตามได้เลยครับ

Screenshot_2015-10-19-16-20-17-horz

Zen Motion

เป็นฟีเจอร์แรกที่ต้องพูดถึง เนื่องจากเราจะใช้งานฟีเจอร์นี้บ่อยที่สุด พูดอีกอย่างก็คือ Gesgure นี่ล่ะครับ โดยหลักๆจะเน้น Touch Gesgure หรือแบบสัมผัสนั่นเอง เป็นการใช้งานแบบสัมผัสขณะเครื่องอยู่ในโหมด Sleep สามารถตั้งค่าได้อย่างหลากหลาย  เช่น

  • แตะที่หน้าจอสองครั้งเพื่อเปิด/ปิด หน้าจอ( แทนการกดด้วยปุ่ม Power )
  • วาด W เพื่อเรียกใช้แอพพลิเคชั่น Browser
  • วาด S เพื่อเรียกใช้แอพพลิเคชั่น ข้อความ
  • วาด E เพื่อเรียกใช้แอพพลิเคชั่น E-mail
  • วาด C เพื่อเรียกใช้แอพพลิเคชั่น กล้อง
  • วาด Z เพื่อเรียกใช้แอพพลิเคชั่น Asus Boost
  • วาด V เพื่อเรียกใช้แอพพลิเคชั่น โทรศัพท์

และเรายังสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าเป็นแบบที่เราต้องการได้เช่น วาด C เพื่อเปิดเพลงหรือแอพพลิเคชั่นอื่นๆตามที่เราต้องการโดยจะมีรูปแบบการวาดทั้งหมด 6 แบบด้วยกัน

Screenshot_2015-10-19-16-33-48-horz

และนอกจากนี้ยังมีโหมดใช้งานมือเดียวครับ เราจะเข้าสู่โหมดนี้ด้วยการกดปุ่ม Home 2 ครั้งโดยจะย่อส่วนหน้าจอให้เล็กลงจนเราสามารถใช้งานมือเดียวได้ ซึ่งก็สะดวกและมีประโยชน์เหมือนกัน อย่างเช่นเวลาที่เราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้สองมือได้ถนัด ก็เปลี่ยนมาใช้โหมดใช้งานมือเดียว ก็ใช้งานได้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

 

การปรับแต่ง Theme และ Font

แน่นอนว่าเราอาจจะได้เห็นการตั้งค่าการใช้งานที่หลากหลาย จากมือถือสัญชาติจีนเป็นส่วนใหญ่ และ Zen UI 2.0 ก็สามารถทำได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนธีม เปลี่ยนไอคอนต่างๆในเครื่อง ซึ่งตอนนี้ ASUS ก็ได้เริ่มทยอยปล่อยธีมใหม่ออกมาให้ได้ใช้งานกันเรื่อยๆ และเรายังสามารถดาวน์โหลดไอคอนจาก Play Store มาลงที่เครื่องได้อีกด้วย

Screenshot_2015-10-19-16-44-48-horz

ส่วนในเรื่องของการปรับแต่ Font นั้นก็ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่โหลด Font จาก Play Store มาติดตั้ง จากนั้นให้เข้าที่ การตั้งค่า  > การแสดงผล > ลักษณะแบบอักษร

Font ที่เราทำการดาวน์โหลดมาจะปรากฏอยู่ในตัวเลือก ทั้งนี้ยังสามารถปรับแต่งส่วนอื่นได้ เช่น ความโปร่งใสของแถบสถานะ เปลี่ยนภาพพื้นหลังในแอพพลิเคชั่นพื้นฐานของเครื่อง ซ่อนแอพพลิเคชั่นที่เราไม่ต้องการให้แสดงอยู่ใน App Drawer ก็สามารถทำได้ครับ

 

ASUS Mobile Manager 

Screenshot_2015-10-19-16-55-08-horz

เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มักจะใช้งานบ่อย โดยฟีเจอร์นี้จะมุ่งเน้นไปที่การจัดการทรัพยากรในเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของแบตเตอรี่ CPU หรือการรันแอพพลิเคชั่น โดยจะแบ่งเป็น 4 หมวดด้วยกันนั่นก็คือ

  • Power Saver เลือกโหมดประหยัดพลังงาน แบบต่างๆ
  • Auto-Start    อนุญาตว่าเราจะให้แอพพลิเคชั่นใดเริ่มทำงานตั้งแต่เปิดเครื่อง
  • Data Usage  รายงานผลการใช้งาน 3G+Wifi
  • Notifications อนุญาตว่าจะให้แอพพลิเคชั่นใดแสดงการแจ้งเตือนข่าวสารต่างๆ

 

Kids Mode

Screenshot_2015-10-19-17-01-26-horz

เป็นฟีเจอร์ที่เรียกได้ว่าออกแบบมาสำหรับเด็กๆโดยเฉพาะเลยก็ว่าได้ครับ บ่อยครั้งที่เวลาเผลอเด็กๆอาจจะมาหยิบโทรศัพท์ของเราเล่นและอาจจะเผลอกดโทรออกโดยไม่ตั้งใจ  หรืออาจจะตั้งค่าล็อคเครื่องโทรศัพท์ของเราเลยทีเดียว จุดนี้ ASUS จึงได้ใส่ฟีเจอร์นี้เข้ามาเพื่อให้ผู้ปกครองนั้นสามารถควบคุมบุตรหลานในขณะที่ให้เด็กเล่นโทรศัพท์ได้ครับ โดยเราสามารถเลือกได้ว่าจะให้เด็กเล่นแอพพลิเคชั่นใดได้บ้าง เล่นได้กี่นาที  รวมไปถึงการบล็อกสายโทรเข้าเพื่อป้องกันลูกหลานของเรารับสายในขณะที่กำลังเล่นเกมส์ต่างๆ ซึ่งจุดนี้ถือว่าทำได้ดีครับ

 

BoostMaster

Screenshot_2015-10-19-21-43-46-horz

เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้การชาร์จแบตเตอรี่ของเราทำได้รวดเร็วขึ้น โดยสามารถชาร์จถึง 60% ใช้เวลาเพียง 39 นาทีเท่านั้น ทดสอบโดยการใช้งานจนแบตเตอรี่เหลือประมาณ 20% นิดๆ แล้วเสียบสายชาร์จพบว่าเวลาผ่านไปประมาณ 40 นาทีปริมาณแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นถึง 60% เลยทีเดียวจัดเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มากครับ ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะสอดคล้องกับ Power Saver หรือโหมดประหยัดพลังงาน ถ้าเราเลือกเป็นโหมด Super Saving ตัว ASUS Zenfone 2 Deluxe ก็จะทำการปิดการรับส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ททำให้สามารถชาร์จเร็วขึ้นอีกครับ

Camera

Review-ASUS-Zenfone-2-Deluxe-SpecPhone-023

ASUS Zenfone 2 Deluxe มาพร้อมกับกล้อง 13 พิกเซลพร้อมเทคโนโลยี  PixelMaster 2.0  ที่จะช่วยให้ภาพมีความคมชัดมากขึ้นไปอีก ส่วนกล้องหน้าขนาด 5 ล้านพิกเซลก็ทำหน้าที่ในระดับทั่วไปได้เป็นอย่างดี จะว่าไปแล้วเรื่องกล้องของ Zenfone 2 Deluxe นั่นเรียกได้ว่าไม่แตกต่างจาก Zenfone 2 ( ZE551ML ) เท่าไร ฟังก์ชั่นก็ครบครันเหมือนเดิม โดยจะมีโหมดการถ่ายภาพมากถึง 19 โหมดด้วยกันเลยทีเดียว

Screenshot_2015-10-19-17-48-28-horz

แต่ที่ผมจะนำเสนอจะเป็นโหมดที่เราใช้งานกันบ่อยๆ นั่นก็คือ โหมด  Beautification, Low Light, Super Resolution และ Manual

  • Beautification หรือเราอาจเรียกว่าโหมดบิวตี้ก็ได้ครับ โหมดนี้อาจจะถูกใจสาวๆที่ชอบถ่ายเซลฟี่ครับ เพราะสามารถปรับแต่งได้หลากหลายครับ ไม่ว่าจะเป็นผิวเนียน ปรับโทนสีผิว หน้าเรียว ตาโต ก็สามารถปรับได้ตามใจครับ
  • Low Light คือการปรับแต่งเม็ดพิกเซลให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มความสว่างต่อพิกเซลให้มากขึ้น พูดง่ายๆก็คือสามารถถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดียิ่งขึ้น แต่การเปิดใช้ฟังก์ชั่นนี้ความละเอียดของกล้องถ่ายภาพจะถูกลดลงเหลือเพียง 3 ล้านพิกเซลเท่านั้นแต่ได้รายละเอียดของภาพที่ชัดเจนขึ้นครับ
  • Super Resolution เป็นโหมดที่ทำให้เราสามารถถ่ายภาพด้วยความละเอียดสูงถึง 52 ล้านพิกเซลโดยหลักการทำงานคือระบบจะถ่ายภาพไว้ทั้งหมด 4 ครั้งแล้วจึงประมวลเข้าเป็นภาพความละเอียดสูง เหมาะสำหรับการนำภาพไปปรับแต่งต่อไป แต่ข้อเสียของการถ่ายภาพด้วยโหมดนี้นั่นก็คือไฟล์ภาพจะค่อนข้างใหญ่เพราะเกิดจากการรวมภาพ 4 ภาพเข้าด้วยกันแต่การถ่ายภาพด้วยโหมดนี้จะได้รายละเอียดของภาพมากกว่าการถ่ายแบบปกติครับ
  • Manual หรือบางคนอาจจะเรียกว่าโหมดโปรครับ ซึ่งในโหมดนี้เราสามารถปรับแต่งค่าต่างๆของกล้องได้ทั้งหมด เช่น ค่า White Balance ซึ่งปรับได้ทีละ 50K ค่าความไวแสง (ISO) ที่ปรับได้ตั้งแต่ 50-800 ค่าความเร็วชัตเตอร์ก็สามารถปรับได้นานสุดที่ 1/2 วินาที ค่าการชดเชยแสง และ ระยะโฟกัสก็สามารถปรับได้ตามใจชอบครับ จะหน้าชัดหลังเบลอก็สามารถทำได้ง่ายดายทีเดียวครับ

Performance

Review-ASUS-Zenfone-2-Deluxe-SpecPhone-020

“ซีพียูแรง กราฟิกเยี่ยม”
Screenshot_2015-09-11-17-59-36-horz

พูดถึงประสิทธิภาพของการทำงานกันบ้าง ASUS Zenfone 2 Deluxe มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Atom Z3580 64-bit เมื่อพูดถึงชิป Intel ที่มีสถาปัตยกรรมแบบ X86  แล้ว หลายคนอาจจะเริ่มคิดแล้วว่าการใช้งานแอพพลิเคชั่นจะสู้มือถือรุ่นที่ใช้งาน CPU สถาปัตยกรรมแบบ ARM  ได้หรือไม่ ต้องบอกว่าได้ครับเพราะปัจจุบันแอพพลิเคชั่นต่างๆ ก็รองรับชิป Intel เกือบทุกแอพพลิเคชั่นแล้ว จะมีเพียงไม่กี่แอพพลิเคชั่นเท่านั้นที่อาจพบปัญหาระหว่างการใช้งาน ซึ่งโดยมากปัญหาที่เกิดขึ้นมักเกิดจากความเข้ากันได้ระหว่างตัวแอพพลิเคชั่นและชิพประมวลผล Intel  และเมื่อทำการอัพเดทแอพพลิเคชั่นใน Play Store พบว่าปัญหาได้หายไป

ส่วนการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องด้วยแอพพลิเคชั่น Antutu Benchmark พบว่า Zenfone 2 Deluxe สามารถทำคะแนนได้สูงถึง 48,147 เลยทีเดียว (โหมดการใช้งานแบบ Performance) เมื่อทดสอบโดยการเลือกโหมด Normal พบว่า Zenfone 2 Deluxe สามารถทำคะแนนได้เพียง 42,179 คะแนนเท่านั้น การเชื่อมต่อต่างๆ เช่น Wifi และ NFC ก็สามารถเชื่อมต่อได้อย่างสมบูรณ์ จะเห็นได้ว่าปัญหาเรื่องสัญญาณ Wifi จากรุ่นก่อนๆกลับไม่พบปัญหาแล้วทั้งนี้เนื่องจาก ASUS ได้ทยอยปล่อยซอฟท์แวร์ออกมาให้อัพเดทแก้บัคต่างๆของระบบจนเรียกได้ว่าเท่าที่ได้ลองทดสอบดูปรากฏว่าการใช้งานพบปัญหาน้อยมาก ไม่มีอาการสัญญาณ Wifi ขาดหายให้พบแต่อย่างใด

การใช้งานแบตเตอรี่ถือว่าจัดสรรพลังงานได้ค่อนข้างดี ASUS Zenfone 2 Deluxe มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 3,000 mAh ที่เรียกว่ากำลังพอดีและเรายังสามารถเลือกโหมดประหยัดพลังงานแบบต่างๆ เพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานยิ่งขึ้น ซึ่งตรงนี้ต้องถือว่าน่าชื่นชม เพราะถึงแม้ว่าเราจะใช้โหมด Performance ที่ค่อนข้างสูบแบตเตอรี่พอสมควรก็ยังมีเทคโนโลยี BoostMaster ที่ช่วยให้เราชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วมาทดแทน แต่หากต้องอยู่ในที่ที่ไม่สามารถเสียบสาย อะแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่ได้อาจจะต้องพึ่งพา Powerbank อยู่บ้าง แต่ก็สามารถทดแทนด้วยโหมด Power Saving

Screenshot_2015-10-19-09-04-12-vert-horz

ในการใช้งานกราฟิกหนักๆ เช่น การเล่นเกม แนะนำให้เปลี่ยนโหมดการใช้งานเป็นโหมด Performance ก่อนครับ หลังจากทำการทดสอบเกมที่ใช้ทรัพยากรเครื่องสูงๆ อย่าง Asphalt 8, Modern Combat 5, Marvel Future Fight ก็เล่นได้อย่างลื่นไหลดีทีเดียว มีอาการเฟรมเรทตกบ้างแต่ก็ถือว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจาก ASUS Zenfone 2 Deluxe มาพร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิกอย่าง PowerVR Rogue G6430 ที่ตอบสนองต่อการใช้งานกราฟิกสูงๆ ได้เป็นอย่างดี

Gallery

1 Comments

  1.   Apr 3 - 18:26 ตอบกลับ

    ถอดแบตได้ป่าวคับ

    Guest

แสดงความคิดเห็น

*ข้อความหรือข้อความที่แสดงในโฟส เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นในระบบโดยอัตโนมัติจากสมาชิก ซึ่งทีมงานไม่ได้มีส่วนหรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ หากพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานเพื่อดำเนินการต่อไป..