Xiaomi กำลังเตรียมที่จะเปิดตัวมือถือราคาสุดคุ้มรุ่นใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มี Redmi 17 5G ที่หลุดข้อมูลออกมาแล้ว ล่าสุดก็มีภาพหลุดเรนเดอร์ของ Redmi 17 4G ออกมาจากแหล่งข่าวอย่าง YtechB เผยให้เราได้เห็นหน้าตาตัวเครื่องและสเปคหลักๆ ที่รอบนี้อัปเกรดขึ้นจากรุ่นเดิมพอสมควร ที่สำคัญคือการปรับเปลี่ยนดีไซน์กล้องหลังใหม่จากรุ่นก่อนหน้าด้วย
ส่วนรุ่นที่วางขายในไทยตอนนี้คือ REDMI 15 ราคา 5,999 บาท สั่งซื้อที่ mi | REDMI 15C ราคา 4,499 บาท สั่งซื้อที่ Shopee/ Lazada และ REDMI 15C 5G ราคา 4,999 บาท สั่งซื้อที่ Shopee/ Lazada
เรนเดอร์ Redmi 17 4G พร้อมดีไซน์ใหม่
จุดเด่นแรกที่เปลี่ยนไปเลยก็คือโมดูลกล้องหลัง ที่มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ให้มีความกว้างขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่าง Redmi 15 4G ที่เดิมทีจะเป็นแนวยาวลงมา แถมรอบนี้ยังมีการใส่ Light Ring ที่เป็นวงแหวนไฟ LED เข้ามาแทนที่ช่องของกล้องเดิมด้วย
ซึ่งในรุ่นก่อนหน้านี้ตัวเครื่องก็มีกล้องหลังมาให้แค่ 2 ตัวอยู่แล้วคือกล้องหลัก และกล้องเสริม ดังนั้นดีไซน์ใหม่ที่ดูเหมือนจะลดจำนวนกล้องลง จริงๆ ก็ไม่ได้ลดกล้องหรือลดสเปแต่อย่างใด มีแค่เพิ่มลูกเล่นเข้ามาเท่านั้น
สำหรับสีของ Redmi 17 4G จะมีให้เลือกจากภาพหลุดคือ สีน้ำเงินเข้ม Deep Blue, สีดำ Black, สีเขียว Oak Greenและอาจจะมีสีพิเศษคือสีม่วง Lotus Purple ตามออกมาในบางตลาด โดยตัวเครื่องจะมีขนาด 170.12 x 78.42 x 8.8 มม. และมีน้ำหนักประมาณ 232 กรัม


ในส่วนของหน้าจอ Redmi 17 4G จะมาพร้อมกับหน้าจอ LCD ขนาดใหญ่ถึง 6.9 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD+ (1600 x 720 พิกเซล) และยังรองรับอัตรา Refresh Rate ถึง 120Hz สเปคภายในคาดว่าจะใช้ชิป MediaTek Helio G91 Ultra จากเดิมในรุ่น Redmi 15 4G นั้นใช้ชิป Snapdragon 685 ซึ่งชิปตัว G91 Ultra นี้จะมีจุดเด่นในเรื่องของ ISP ที่รองรับกล้องความละเอียดสูงขึ้น
นอกจากนี้ยังแกะกล่องมาพร้อมกับ HyperOS 3.0 เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด บนพื้นฐานของ Android 16 มีตัวเลือก RAM ขนาด 4GB หรือ 6GB พร้อมความจุขนาด 128GB หรือ 256GB และที่น่าสนใจมากที่สุดก็คือแบตเตอรี่ ที่มีข้อมูลหลุดมาว่าจะมีความจุถึง 7,500mAh อัปเกรดจากรุ่นก่อนหน้าที่มีความจุ 7,000mAh เท่านั้น รวมถึงรองรับชาร์จไวได้ 45W จากเดิม 33W
ตัวกล้องหลักมีความละเอียด 50MP พร้อมกับเลนส์เสริม และกล้องหน้า 8MP และคาดว่าจะมีราคาของรุ่นเริ่มต้น RAM 4GB + 128GB ที่ราคา 250 ยูโร หรือประมาณ 9,600 บาท ส่วนรุ่นท็อปจะมีราคา 280 ยูโร หรือราวๆ 10,800 บาท แต่ต้องบอกก่อนว่าราคาฝั่งยุโรปมักจะแพงกว่าบ้านเราพอสมควร ตอนเปิดตัวจริงน่าจะราคาเบากว่านี้เยอะ
ที่มา: gizmochina


