
แนะนำ 10 หูฟัง Edifier รุ่นไหนดีในปี 2025 เบสแน่น เสียงดี มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน พกพาไปได้ทุกที่
สำหรับคนที่กำลังมองหาหูฟังคุณภาพดี ตอบโจทย์ทั้งการฟังเพลง ดูหนัง หรือว่าเล่นเกมในปี 2025 หูฟังของ Edifier ก็จะต้องเป็นหนึ่งในตัวเลือกแรกๆ ที่น่าสนใจที่สุด ด้วยจุดเด่นเรื่องคุณภาพเสียงที่คมชัด เบสแน่น ระบบตัดเสียงรบกวนที่ยอดเยี่ยม และดีไซน์ที่พกพาสะดวก โดยหูฟัง Edifier มีหลากหลายรุ่นให้เลือกตามความต้องการ และไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแบบครอบหู (Over-Ear) หรือแบบไร้สาย True Wireless (In-ear, Earbuds) ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน วันนี้ทาง Specphone เลยจะมาแนะนำ 10 รุ่นยอดฮิตของ ที่เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมแนะนำวิธีการเลือกซื้อให้เหมาะกับตัวเองด้วย
แนะนำ 10 หูฟัง Edifier รุ่นไหนดีในปี 2025

1. Edifier X2S: ราคา 499 บาท
เริ่มต้นกันด้วยหูฟัง Edifier แบบไร้สาย True Wireless ทรง Earbuds ที่มาพร้อมไดร์เวอร์ขนาด 13 มม. ให้เสียงเบสหนักแน่นและรายละเอียดเสียงอื่นครบ รองรับ Bluetooth 5.3 เพื่อการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและเสถียร พร้อมกับระบบ AI Algorithm ที่สามารถตัดเสียงรบกวนได้ ทำให้การคุยโทรศัพท์ชัดเจนแม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานถึง 6.5 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเมื่อรวมกับกล่องชาร์จจะใช้งานได้สูงสุด 26 ชั่วโมง
หูฟังรุ่นนี้ยังรองรับ Game Mode ที่ลดเสียงดีเลย์ได้ดี เหมาะสำหรับการเล่นเกมหรือดูหนัง นอกจากนี้ยังกันน้ำและฝุ่นในระดับ IP54 ทำให้เหมาะสำหรับการออกกำลังกายได้ดีอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถปรับแต่ง EQ ผ่านแอพ Edifier Connect ได้เลยง่ายๆ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหูฟังคุณภาพดีในราคาเบาๆ สั่งซื้อที่ Edifier

2. Edifier X1 Lite: ราคา 599 บาท
อีกหนึ่งหูฟัง Edifier ที่มีราคาน่าคบหา โดยรุ่นนี้เป็นหูฟังไร้สายที่มาพร้อมไดร์เวอร์ขนาด 13 มม. มีเสียงเบสดีงาม เสียงอื่นครบเช่นกัน รองรับการเชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.4 ที่รวดเร็ว พร้อมกับ AI Noise Cancellation ช่วยตัดเสียงรบกวนภายนอก สำหรับการคุยโทรศัพท์ แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 7 ชั่วโมง และรวมกับเคสชาร์จได้ 26 ชั่วโมง รองรับการชาร์จเร็ว
นอกจากนี้ยังมีดีไซน์แบบ U-shaped ergonomic แบบ Earbuds ที่ใส่สบาย ลดแรงกดที่ช่องหู กันน้ำและฝุ่นระดับ IP54 ใส่ออกกำลังกายได้หายห่วง และยังรองรับโหมด Low Latency ลดความหน่วงของเสียง 60ms สำหรับเล่นเกมหรือดูหนังอย่างลื่นไหล เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหูฟังฟีเจอร์ครบในราคาประหยัด สั่งซื้อที่ Edifier

3. Edifier X5 Pro: ราคา 1,269 บาท
ขยับสเปคขึ้นมาอีกหน่อย สำหรับหูฟัง Edifier ตัวโปรรุ่นนี้เป็นหูฟัง True Wireless ที่มาพร้อมระบบ Active Noise Cancellation (ANC) ช่วยลดเสียงรบกวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมโหมด Ambient Sound ที่ช่วยให้ได้ยินเสียงรอบข้างได้ด้วย ตัวไดร์เวอร์มีขนาด 10 มม. และไดอะแฟรมเคลือบ Titanium ให้เสียงครบทั้ง เบส กลาง และแหลมที่ชัดเจน รองรับ Bluetooth 5.3 เชื่อมต่อเสถียรและรวดเร็ว ใช้งานได้สูงสุด 7 ชั่วโมง หรือกับเคสชาร์จได้ถึง 31 ชั่วโมง รองรับชาร์จไวด้วย
นอกจากนี้ก็ยังมี Game Mode ที่ลดความหน่วงต่ำเป็นพิเศษ ทำให้เสียงในการเล่นเกมหรือดูหนังดีเยี่ยม สามารถกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP55 และมีไมโครโฟนคู่ที่รองรับ AI Noise Cancellation ช่วยเพิ่มความคมชัดในการคุยโทรศัพท์ ถือว่าเป็นรุ่นราคากลางๆ ที่ได้ฟีเจอร์ครบจบในตัวเลย สั่งซื้อที่ Edifier

4. Edifier W320TN: ราคา 2,190 บาท
มาต่อกันด้วยหูฟัง Edifier แบบไร้สายทรง Earbud ใส่สบายๆ มาพร้อมฟีเจอร์ Active Noise Cancellation (ANC) แบบปรับได้ทั้งโหมดตัดเสียงรบกวนอัตโนมัติ และปรับด้วยตัวเอง กับ Ambient Mode ฟังเสียงรอบข้างได้ ส่วนไดร์เวอร์มีขนาด 13 มม. พร้อม LDAC Codec รองรับ Hi-Res Audio ให้เสียงคมชัด ครบทุกย่านเสียง เชื่อมต่อได้รวดเร็วด้วย Bluetooth 5.3
หูฟังรุ่นนี้ใช้งานได้สูงสุด 5.5 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC และใช้กับเคสได้นานถึง 22 ชั่วโมง ตัวหูฟังยังมีไมโครโฟน 6 ตัว พร้อม AI Algorithm ตัดเสียงรบกวนระหว่างคุยโทรศัพท์ เสียงพูดชัดเจนแม้อยู่ในที่มีเสียงดัง รองรับการเชื่อมต่อสองอุปกรณ์พร้อมกัน และกันน้ำระดับ IP54 เป็นอีกรุ่นที่ได้ฟีเจอร์ครบดีเลย สั่งซื้อที่ Edifier

5. Edifier W260NC: ราคา 1,990 บาท
หูฟัง Edifier รุ่นที่น่าสนใจอีกหนึ่งตัว ที่มาพร้อมระบบ Hybrid Active Noise Cancellation (ANC) สามารถลดเสียงรบกวนได้สูงสุดถึง -45dB พร้อมโหมด Ambient Sound ในด้านเสียงก็รองรับทั้ง Hi-Res Audio Wireless พร้อม LDAC Codec ที่ให้คุณภาพเสียงที่คมชัด ทำงานร่วมกับไดร์เวอร์ Coaxial Dual-Dynamic Driver วูฟเฟอร์ขนาด 10 มม. และทวีตเตอร์ 6 มม. ให้เสียงเบสแน่น เสียงคมชัดสูง เชื่อมต่อพร้อมกันได้ 2 อุปกรณ์ และมีเซ็นเซอร์ตรวจจับเมื่อถอดหูฟังออกที่หยุดและเล่นเพลงให้อัตโนมัติ
แบตเตอรี่ใช้งานได้นานถึง 8 ชั่วโมง และรวมกับเคสได้สูงสุด 32 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC รองรับการชาร์จไว และกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP54 โดยตัวหูฟังออกแบบมาเป็น In-ear ปลายหูฟังหุ้มหนังเทียม รวมถึงเคสที่เป็นหนังเทียมผิวสัมผัสดี มีความพรีเมียมและความสวยงามสูง สั่งซื้อที่ Edifier

6. Edifier Comfo C: ราคา 1,799 บาท
มาดูที่หูฟัง Edifier ที่มีดีไซน์แบบ Open-ear Clip-On ที่ช่วยให้สวมใส่สบายตลอดวันโดยไม่กดทับหู และยังช่วยให้ได้ยินเสียงรอบข้างได้อีกด้วย เหมาะสำหรับการใช้ออกกำลังกาย เช่น วิ่งหรือปั่นจักรยาน ด้านเสียงมาพร้อมไดร์เวอร์ขนาด 12 มม. พร้อมไดอะแฟรมคอมโพสิตคู่ ทำให้ได้ยินเสียงได้ชัดเจนครบทุกเสียง มีระบบตรวจจับการสวมใส่ และสามารถใส่สลับข้างกันได้อย่างต่อเนื่อง
สามารถใช้งานได้สูงสุด 7.5 ชั่วโมง และรวมเคสได้ถึง 28 ชั่วโมง ชาร์จเร็วได้ มีระบบ AI Noise Cancellation ตัดเสียงรบกวนในพื้นที่เสียงดัง เชื่อมต่อหลายอุปกรณ์ กันน้ำและฝุ่นระดับ IP56 ควบคุมง่ายด้วยการสัมผัสที่หูฟังได้เลย เหมาะสำหรับคนที่อยากได้หูฟังเน้นการออกกำลังกาย หรืออยากได้ยินเสียงรอบข้างไปด้วย สั่งซื้อที่ Edifier

7. Edifier NeoBuds Plus: ราคา 4,099 บาท
หูฟัง Edifier ระดับพรีเมียมที่มีระบบ Hybrid Active Noise Cancellation (ANC) ตัดเสียงรบกวนแบบแอคทีฟสูงสุด -48dB และโหมด Ambient Sound มาพร้อมไดร์เวอร์ Hybrid ขนาด 10 มม. ครอสโอเอวณืแบบแอคทีฟและ DSP ช่วยให้เสียงเบสหนักแน่น เสียงกลางชัดเจน และเสียงสูงที่ละเอียด รองรับ Hi-Res Audio Wireless ด้วย LDAC และ LHDC Codec ให้เสียงที่คมชัดสูงมาก
ใช้งานได้นาน 11 ชั่วโมง และใช้กับเคสได้สูงสุดถึง 47 ชั่วโมง รองรับชาร์จเร็วและชาร์จไร้สาย นอกจากนี้ยังมีไมโครโฟน 6 ตัวที่รองรับ AI Noise Cancellation คุยได้คมชัดสูง เชื่อมต่อได้สองอุปกรณ์พร้อมกัน และ Google Fast Pair สำหรับการเชื่อมต่อที่ง่ายดาย รวมถึง Game Mode ที่ลดความหน่วงของเสียงสำหรับการเล่นเกม และกันน้ำและฝุ่นระดับ IP54 อีกหนึ่งตัวจบที่ดีงามมากๆ สั่งซื้อที่ Edifier

8. Edifier STAX SPIRIT S10: ราคา 9,599 บาท
สำหรับหูฟัง Edifier รุ่นนี้ถือว่ามีราคาสูงสุดแล้วที่เป็นหูฟังแบบใส่หูระดับไฮเอนด์ โดยรุ่นนี้เป็นรุ่นแรกของโลกที่ใช้ไดร์เวอร์ Planar Magnetic ขนาด 12 มม. ให้เสียงที่แม่นยำและสมจริงในทุกย่านความถี่ ตั้งแต่ 20Hz ถึง 40kHz พร้อมรองรับ Hi-Res Audio Wireless และโค้ดเสียงคุณภาพสูงอย่าง LDAC, LHDC 5.0, aptX Lossless, aptX Adaptive และ AAC มาพร้อมชิปเซ็ต Qualcomm QCC5181 ที่รองรับ Snapdragon Sound Technology Suite เพื่อการเชื่อมต่อที่เสถียรและลดการใช้พลังงานได้อีกด้วย
ด้านการตัดเสียงรบกวนก็มีระบบ Hybrid Active Noise Cancellation (ANC) รุ่นที่ 3 ของ Qualcomm ช่วยลดเสียงรบกวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมโหมด Ambient Sound และไมโครโฟน 6 ตัวรองรับ AI Noise Cancellation คุยโทรศัพท์ได้ชัดเจน ใช้งานได้สูงสุด 28 ชั่วโมงเมื่อรวมกับเคสชาร์จ เชื่อมต่อสองอุปกรณ์พร้อมกันได้ มีความหน่วงเสียงต่ำในโหมดเล่นเกม กันน้ำและฝุ่นระดับ IP54 เหมาะกับหูทองที่ต้องการคุณภาพเสียงระดับพรีเมียม สั่งซื้อที่ Edifier

9. Edifier W820NB Plus: ราคา 1,869 บาท
มาดูที่หูฟัง Edifier แบบ Full-Size หรือแบบครบอหูกันบ้าง ที่รุ่นนี้มาพร้อมระบบ Hybrid Active Noise Cancellation (ANC) ลดเสียงรบกวนได้ถึง -43dB พร้อมโหมด Ambient Sound ฟังเสียงข้างนอกพร้อมกันได้ รุ่นนี้มีไดร์เวอร์ขนาด 40 มม. เคลือบไทเทเนียม ให้เสียงเบสแน่น เสียงกลาง และเสียงสูงชัดเจน รองรับ LDAC และ Hi-Res Audio/ Hi-Res Wireless Audio ให้เสียงสมจริง
ตัวหูฟังใช้งานนานถึง 33-49 ชั่วโมง รองรับการชาร์จเร็ว เชื่อมต่อได้ไว และมี Game Mode ที่ลดการดีเลย์ของเสียง กับไมโครโฟนที่มี DNN Noise Cancellation คุยโทรศัพท์ได้คมชัด มีน้ำหนักเบาเพียง 221 กรัม ใส่สบายๆ กับราคาที่ไม่แรงมาก สั่งซื้อที่ Edifier

10. Edifier WH950NB: ราคา 3,790 บาท
ปิดท้ายด้วยหูฟัง Edifier แบบครอบหูอีกหนึ่งรุ่น ที่มีระบบ Hybrid Active Noise Cancellation (ANC) ตัดเสียงรบกวนแบบแอคทีฟ พร้อมโหมด Ambient Sound และ Wind Reduction ได้ยินเสียงรอบข้างและป้องกันเสียงลมได้ด้วย ด้านเสียงมีไดร์เวอร์ขนาด 40 มม. ให้เสียงเบสแน่น และเสียงอื่นๆ ครบทุกเสียง รวมถึงการรองรับ LDAC และ Hi-Res Audio Wireless ให้เสียงที่คมชัด
รุ่นนี้ใช้งานได้สูงสุด 33-55 ชั่วโมง รองรับการชาร์จเร็ว เชื่อมต่อได้รวดเร็วด้วย Bluetooth 5.3 พร้อมกันได้สองอุปกรณ์และมี Game Mode ที่ลดความดีเลย์ของเสียงลงเหลือ 0.08 วินาที และไมโครโฟน 4 ตัวพร้อมเทคโนโลยี ENC (Environmental Noise Cancellation) สนทนาได้คมชัด สามารถพับเก็บได้และมีน้ำหนักเบาเพียง 296 กรัม สั่งซื้อที่ Edifier
วิธีเลือกซื้อหูฟัง Edifier ให้เหมาะกับการใช้งาน
การเลือกซื้อหูฟัง Edifier ให้เหมาะกับการใช้งานของตัวเองนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนว่าต้องการแบบไหน โดยสามารถดูได้จากปัจจัยต่างๆ ก่อนเลือกซื้อ โดยเบื้องต้นสามารถดูได้จากข้อมูลดังนี้
- ประเภทของหูฟัง: หากต้องการพกพาสะดวก เลือก True Wireless เช่น Edifier NeoBuds Pro หรือ X3S แต่ถ้าต้องการคุณภาพเสียงที่ครอบคลุมเหมือนโลกส่วนตัว แนะนำให้เลือกแบบ Full-Size หรือแบบครอบหูจะเหมาะกว่า
- ระบบตัดเสียงรบกวน (ANC): หากใช้งานในที่สาธารณะหรือพื้นที่เสียงดัง เช่น บนรถไฟหรือเครื่องบิน ควรเลือกรุ่นที่มี ANC ได้ด้วย
- คุณภาพเสียง: สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเสียงเบสหนักแน่น เลือกรุ่นที่มี Dynamic Driver ขนาดใหญ่ เพื่อให้ได้เบสเต็มที่ ส่วนสาย Audiophile อาจเลือก STAX Spirit S3 หรือ S10 ที่มี Planar Magnetic Driver
- แบตเตอรี่: เลือกรุ่นที่มีแบตเตอรี่อึดตามการใช้งาน ที่ส่วนใหญ่จะได้เกือบๆ 30 ชั่วโมงเมื่อใช้ร่วมกับเคส
- งบประมาณ: หากมีงบจำกัด สามารถเลือกหูฟังรุ่นราคาย่อมเยาที่ราคาไม่เกิน 1,000 ได้ดีเหมือนกัน แต่ถ้ามีงบหน่อยก็เลือกได้ตามใจชอบเลย
- โหมดพิเศษ: หากเป็นสายเกมเมอร์ ควรเลือกรุ่นที่มี Game Mode เพื่อลดความหน่วงและดีเลย์ของเสียงที่แต่ละรุ่นมีความหน่วงต่างกันด้วย
คำถามที่คนมักค้นหา (FAQ)
- Edifier เป็นแบรนด์อะไร?
- Edifier เป็นแบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงจากจีน ที่มีชื่อเสียงด้านคุณภาพเสียงและราคาคุ้มค่า
- หูฟัง Edifier รุ่นไหนเหมาะกับการเล่นเกม?
- รุ่นที่มีความหน่วงต่ำอย่างน้อย 0.06s-0.05s
- หูฟัง Edifier กันน้ำได้ไหม?
- ส่วนใหญ่ที่เป็นหูฟังแบบใส่หูจะมีมาตรฐานกันน้ำระดับ IP54-IP55
- Edifier รองรับ Hi-Res Audio ทุกรุ่นหรือไม่?
- ไม่ใช้ว่าทุกรุ่นจะรองรับ Hi-Res Audio ได้ ควรดูรายละเอียดสเปคก่อน
- หูฟัง Edifier เชื่อมต่อสองอุปกรณ์พร้อมกันได้ไหม?
- มีหลายรุ่นที่รองรับการเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกันได้
หูฟัง Edifier ในปี 2025 ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่มองหาหูฟังคุณภาพดีในราคาคุ้มๆ ด้วยตัวเลือกหลากหลายทั้งแบบ True Wireless และ Full-Size ครอบหู ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ตั้งแต่ระบบ ANC คุณภาพเสียงระดับ Hi-Res ไปจนถึงโหมดพิเศษอย่าง Game Mode สำหรับสายเกมเมอร์ การเลือกซื้อก็ควรเริ่มดูจากงบประมาณ ความต้องการเฉพาะด้าน และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เพื่อให้ได้รุ่นที่เหมาะสมตรงใจ และตอบโจทย์การใช้งานของตัวเองได้มากที่สุด
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Edifier