Welcome to the SpecPhone.
Results 1 to 2 of 2
  1. #1
    Junior Member
    Join Date
    May 2016
    ตอบ
    7

    เรารู้เรื่องเงินดีแค่ไหน

    กาลครั้งหนึ่ง ชายคนหนึ่งเคยทำงานตำแหน่งใหญ่โตอยู่ใน คาสิโนแน่นอนว่าเขาย่อมมีรายได้ดีมาก จนทำให้ชายคนนี้ รู้สึกว่าเงินทองเป็นของหาง่าย ใช้เท่าไรเดี๋ยวก็ได้มาใหม่ไม่มีวันหมดสิ้น ความที่ไม่เคยคิดจะเก็บเงินเลย ทำให้เมื่อถึงวัยเกษียณ ชายคนนี้จึงอยู่ในสภาพยากจนไม่มีทรัพย์สมบัติใดๆติดต ัวแม้แต่น้อย
    หลังออกจากงาน เขาต้องไปอาศัยอยู่บ้านของลูกๆ ซึ่งมีทั้งหมด 5 คน วันจันทร์เขาไปอยู่บ้านลูกสาวก็ถูกลูกเขยพูดจากระทบก ระเทียบ บางครั้งก็พูดตรงๆออกมา เช่น ทำไมคุณพ่อคุณไม่ไปบ้านลูกคนอื่น บ้างนะ ผมจะทำระ ไรก็อึดอัดจริง ๆ
    วันอังคารเขาไปอยู่บ้านลูกชาย ก็ถูกหลานและลูกสะใภ้ว่ากล่าว อย่างไม่ไว้หน้า เช่น รำคาญคุณปูจังเลย กับข้าวที่หนูชอบดูสิคุณปู ทานหมดเลย ทำไมคุณปูไม่ไปบ้านอื่นบ้าง เป็นเช่นนี้ตลอด
    ชายชราก็ได้แต่ย้ายไปยังบ้านลูกคนต่อไป คนนั้นที คนนี้ที ก็ยังไม่วายถูกลูกชายบ้าง ลูกสาวบ้าง ลูกเขยบ้าง ลูกสะใภ้บ้าง หลาน บ้าง พูดจาถากถางหรือบ่นว่าด้วยความรำคาญรังเกียจอยู่เสมอ
    หลังจากที่ต้องทนย้ายไปมาอยู่นาน อยู่มาวันหนึ่ง ชายคนนี้ ก็ตัดสินใจเรียกลูกๆทุกคนมาแล้วบอกว่า พ่อจะไม่อยู่สัก 2 ปีนะลูก เพราะเพื่อนพ่อที่เป็นเจ้าของ เล่นคาสิโนเขียนจดหมายมาขอร้องให้ พ่อไปช่วยงานทำเว็บแทงบอลของเขา พ่อจำเป็นต้องไปทำงานช่วยเพื่อนสักหน่อย ลูกๆได้ฟังก็ดีใจสนับสนุน เพื่อให้พ่อแก่ๆของตนรีบไป ให้พ้นๆ จะได้ไม่เป็นภาระอีกต่อไป
    เมื่อครบ 2 ปี ชายชราเดินทางกลับมาพร้อมกับลังเหล็กใบใหญ่ 1 ใบ ไปไหนแกก็ลากไปด้วย ลูกๆต่างพากันแปลกใจและถามว่า
    “นั่นลังอะไร”
    ชายชราตอบว่านี้คือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อได้มาจากเ ว็บ แทงบอล ของเพื่อน ถ้าใครดูแลพ่อจนถึงวาระสุดท้าย พ่อก็จะมอบสมบัติ ในลังเหล็กให้ทั้งหมด
    ปรากฎว่าลูก ๆ พากันตื่นเต้นแย่งกันอาสามาดูแลคุณพ่อ ทุกวันจะมีคนมาเสนอตัวมารับพ่อไปอยู่ด้วย ลูกหลานพากันชวนพ่อเล่น คาสิโน เอาอาหารดีๆมาให้รับประทาน บางคนก็พาหมอมาตรวจสุขภาพหรือ พาไปเดินออกกำลังกายตอนเช้า แต่ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหน คุณพ่อก็จะลากถังเหล็กลังไปด้วยเสมอ
    เวลาผ่านไป 7 ปี ชายคนนี้ก็เสียชีวิตลง หลังงานศพผ่านไป ลูกๆ ทุกคนมานั่งล้อมลังเหล็กใบนี้เพื่อแบ่งสมบัติกัน ลูกสาวคนโตเป็นคนเปิดฝาลังเหล็ก พบว่ายังมีผ้าสีขาวปิดอยู่อีกชั้นหนึ่ง และมีจดหมาย ฉบับหนึ่งวางอยู่ ลูกสาวคนโตก็เปิดอ่านให้น้องๆฟัง เนื้อความใน จดหมายเขียนไว้ว่า
    ถึงลูกๆทุกคน ก่อนอื่น พ่อต้องขอบคุณก้อนหินทุก ก้อนในลังเหล็กโบนี้ ที่ได้เลี้ยงดูชีวิตพ่อจนถึงวาระสุดท้าย พ่อขอให้ลูกๆ แบ่งก้อนหินใน ลังเหล็กไปคนละเท่า ๆ กัน เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจ พวกเจ้าหมั่นเก็บออมเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อเวลาพวกเจ้าแก่ตัวลง จะได้ไม่มีชีวิตที่น่าสมเพชอย่างพ่อ
    ....รักลูก.... จากพ่อ
    นิทานที่นำมาเล่าข้างต้นนี้ คือตัวอย่างของคนที่ไม่เห็นความ สำคัญของการวางแผนการเงิน หรือทำความเข้าใจกับเงินช้าเกินไป...
    ในสังคมไทยเราก็เช่นกัน ไม่ต่างจากนิทานข้างต้นนี้เท่าไรนัก ทุกวันนี้โพลสำรวจสุขภาวะทางเศรษฐกิจของคนไทยหลายๆ ค่าย มักยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า คนไทยส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะ มีความเสี่ยงทางการเงิน คือไม่มีทั้งเงินออม และยังถูกทับถมด้วยปัญหาหนี้สินพะรุงพะรัง
    คนไทยมากกว่า 80% ไม่มีการออมเงิน และไม่มีการเตรียมพร้อมทางด้านการเงินที่ดีพอ
    โดยเฉลี่ยจะเริ่มคิด เกี่ยวกับชีวิตหลัง เกษียณและค่อยๆ ขยับตัวเพื่อวางแผน เตรียมรับมือกับ วัยชรา ก็ต่อเมื่ออายุ 44 ปีขึ้นไปแล้ว
    สำหรับคนไทยทั่วๆไปนั้น เมื่อมีอายุ 40 กว่าปีถือได้ว่าอยู่ใน วัยกลางคนตอนปลาย เดินไปไหนมีสิทธิถูกเรียกว่าคุณลุง - คุณป้า นั้นหมายความว่าถ้ามีลูกก็คงอยู่ในวัยกำลังโต อาจจะอยู่ระหว่างเรียน ชั้นประถมถึงมหาวิทยาลัย มีญาติผู้ใหญ่วัยชราที่ต้องอยู่ในความดูแล บ้านช่องที่มียังคงผ่อนไม่หมด รถคันแรกที่ขับมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม ยังสาวก็กำลังผุได้ที่ และอาจจะต้องมองหาแหล่งสินเชื่อเพื่อรถคันใหม่
    ข้อดีอย่างหนึ่งของคนวัยนี้คือ มีหน้าที่การงานอยู่ในช่วงยืน ได้พอสมควรแล้ว แต่ถ้าไม่รุ่งเรืองได้ดีเป็นระดับผู้บริหาร ก็อาจจะ วันเดือนชนเพดานติดแป้กไม่ขยับไปไหนอีกแล้ว รวมทั้งคนที่หลุดวง ไคจรจากสายอาชีพเดิม กำลังวางแผนจะออกจากงานมาทำธุรกิจส่วนอย่างเช่น เว็บแทงบอล ร่อนเร่เปลี่ยนงานไปทั่ว หรือขั้นเลวร้ายคือกำลังตกงาน ฯลฯ
    ในขณะที่คนไทยเพิ่งจะเริ่มวางแผนทางการเงินในวัยที่ค วามชรา มาเยือน ข้อมูลอีกด้านจากธนาคารแห่งประเทศไทยยังบอกอีกด้วยว่ า ในไทยถือว่าเป็นชาติที่คิดเรื่องนี้ช้าจนติดอันดับบ๊ วย เมื่อเทียบกับชาติ วันๆในภูมิภาคเอเชียที่มักจะเริ่มวางแผนทางการเงินกั นตั้งแต่อายุเพียง สามสิบปีเศษ

    ยิ่งถ้าเป็นอาเฮียอาหมวยแถวๆ จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือแม้แต่พี่บังแถวอินเดียและอินโดนีเซีย ก็มักจะเริ่มวางแผนการเงิน ตั้งแต่อายุเฉลี่ยแค่เริ่มต้นเลขสามกันทั้งนั้น
    เมื่อปี 2556 ธนาคารแห่งประเทศไทยยังได้สำรวจพบอีกว่า “ทักษะทางการเงินของคนไทย” ตํ่ากว่าค่าเฉลี่ยของอีก 14 ประเทศ ที่เข้าร่วมการสำรวจในครั้งนี้ ซึ่งได้แก่ แอลเบเนีย อาร์มีเนีย สาธารณรัฐเซ็ก เอสโตเนีย เยอรมนี ฮังการี ไอร์แลนด์ มาเลเซีย นอร์เวย์ เปรู โปแลนด์ แอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร และหมู่เกาะ บริติชเวอร์จิน โดยคนไทยมีทักษะทางการเงินที่ได้คะแนนเพียง 58.5 เปอเซ็นต์ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของ 14 ประเทศอยู่ที่ 62.3เปอร์เซ็นต์
    โดยปกติแล้ว ทักษะทางการเงินนั้นน่าจะมีส่วนสัมพันธ์กับฐานะ รายได้ และการศึกษา คือคนที่ยิ่งมีรายได้สูง ฐานะดี ก็น่าจะมีทักษะ ทางการเงินดีกว่าคนที่มีรายได้น้อย ฐานะไม่ดี แตกน่าแปลกใจที่ สมมุติฐานนี้ใช้ไม่ได้กับคนไทยบางส่วน เพราะยังพบเห็นเป็นจำนวน มากว่า คนที่มีรายได้ดีหลายคน กลับไม่มีหรือมีทักษะทางการเงินน้อย หรือแม้กระทั่งเพิกเฉยไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เลย
    หลายคนไม่รู้จักเงินเฟ้อ ไม่เข้าใจเรื่องค่าเงินปัจจุบันและค่าเงิน ในอนาคต ไม่เข้าใจว่าทำไมเงิน 100 บาทในโลกที่มีอัตราเงินเฟ้อ(สมมุติว่าเป็น 3 เปอร์เซ็นต์) สินค้าราคา 100 บาทที่เคยชื้อไดในปีนี้ จะต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเป็น 103 บาทถ้าคิดจะชื้อมันในปีถัดไป
    คนไทยจำนวนมากไม่เข้าใจการคำนวณดอกเบี้ย และการทบต้น ของดอกเบี้ย มองไม่เห็นความมหัศจรรย์ของ“เวลา” และ “อัตรา ดอกเบี้ย” ที่จะทำหน้าที่ของมันอยู่ตลอดทุกๆวินาที เด็กๆบ้านเรา ไม่เคยถูกสอนให้เข้าใจความแตกต่างของการฝากเงินระยะส ัน ระยะ ยาว จำนวนเงินที่มากกว่าหรือน้อยกว่า ซึ่งจะมีผลต่อยอดเงินบั้นปลาย แบบน่าทึ่ง
    จากภาพรวมและตัวเลขเหล่านี้ บอกได้ว่า คนไทยส่วนใหญ่ กำลังตกอยู่ในภาวะเสียงภัยทางการเงินขั้นรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อมอง เจาะจงลงไปที่เรื่องของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ซึ่งถือเป็นปัจจัย ที่มีความเสียงสูง เนื่องจากต้นทุนในการดูแลสุขภาพจะแพงขึ้นทุกปี ตามอัตราเงินเฟ้อ จากการสำรวจโรงพยาบาลระดับ 5 ดาวพบว่า ค่า รักษาพยาบาลจะเพิ่มขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ในทุกๆ 4 ปี และที่แย่กว่านั้น คือ
    ในปัจจุบันมีคนไทย ไม่คิดว่าการทำประกันสุขภาพเป็นเรื่องเร่งด่วนเพราะม ี ความเชื่อว่า สิ่งนั้นคงจะไม่เกิดขึ้นกับฉันต่อให้มีโรคร้านแรงหรื ออุบัติเหตุที่ต้องรักษาตัวเป็นเวลานานเกิดกับตนเอง คนไทยจำนวนไม่น้อยก็ยังติดอยู่กับความคาดหวังที่ว่า เดี๋ยวคนในครอบครัวก็คงช่วยเหลือดูแลเองแหละ

    อีม...บางคนอ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะมีคำถามขึ้นมาทันทีว่า แล้ว ไงล่ะ ทุกวันนี้แค่จะใช้เงินเดือนให้ได้ถึงสิ้นเดือนยังยาก เลย เผลอๆ บางเดือนถึงขั้นต้องแลกชื้อมาม่าด้วยแสตมปเซเว่นก็เค ยมาแล้ว นับประสาอะไรจะให้วางแผนชีวิตและการเงินไปไกลเป็นห้า ปีสิบปี
    ไม่เป็นไร ยังไม่ต้องรีบตื่นตัวหรือสนใจเรื่องพรรค์นี้ก็ได้ เอา เป็นว่าแค่เราลองเล่น บาคาร่าให้เร็วขึ้นอีกนิด เพื่อไปดูอนาคตของ คุณลุงคุณป้า ตอนที่พวกเขากลายเป็นคนชราอายุประมาณ 60 ปี ชีวิตช่วงเกษียณของพวกเขาจะเป็นอย่างไร จากสถิติที่สำนักงาน สถิติแห่งชาติเก็บรวบรวมสถานะของประชากรไทยหลังวัยเก ษียณ
    ถ้าแบ่งกลุ่มคนไทยวัยเกษียณ 100 คนออกเป็น 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะประกอบด้วย
    คนที่ต้องเป็นภาระสังคม (หรือให้ลูกหลานเลี้ยงดู) 63%
    เสียชีวิต 29%
    คนพอจะมีกินอย่างประหยัดหลังเกษียณ 4%
    คนที่ยังต้องทำงานเลี้ยงชีพ 3%
    คนรวย 1%


    สรุปได้ว่าในคนใทย 100 คน หลังจากทำงานหนัก มาทั้งชีวิตแล้ว จะมีคนที่พอมีกินมีใช้ไม่อัตคัด ในชีวงบั้นปลายชีวิตอยู่แค่ 5 คน ที่เหลืออีก 95 คน เข้าขั้นกระเสือกกระสนต้องดิ้นรนทำงาน หาเช้ากินค้ำ ในวัยที่อ่อนล้าทั้งแรงกายและแรงใจ
    ใน 100 คน มีเพียง 1.5ล้าน คนเท่านั้น ที่มีเงินฝากธนาคารเกิน 1 ล้านบาท
    เรื่องเงิน ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เรื่องสำคัญส่วนใหญ่ต้องใช้เงิน

  2. #2
    Senior Member
    Join Date
    Sep 2016
    ตอบ
    871

    Re: เรารู้เรื่องเงินดีแค่ไหน

    ยาวมากๆแต่ก็อ่านจนจบจ้า


 

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •  
vBulletin skin by CompletevB.com.