Announcement

Collapse
No announcement yet.

อนาคต "บิตคอยน์" พุ่งทะลุล้านได้อีก ตีคู่ "ทองคำ" เป็น safe haven ใหม่

Collapse
X
 
  • Filter
  • Time
  • Show
Clear All
new posts

  • อนาคต "บิตคอยน์" พุ่งทะลุล้านได้อีก ตีคู่ "ทองคำ" เป็น safe haven ใหม่


    หลังก่อนหน้านั้นค่อยๆ แตะระดับจนขึ้นไปสูงถึง 29,292 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 876,000 บาท และปิดท้ายปี 2563 ด้วยการทำสถิติตัวเลขสวยๆ ที่ 29,043 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 867,000 บาท ที่หากเทียบการเปลี่ยนแปลงรายเดือน มูลค่าบิตคอยน์ในเดือนธันวาคมก็เพิ่มขึ้นเกือบ 50% ทีเดียว ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562

    และหากเทียบทั้งปี บิตคอยน์ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า

    นับได้ว่า "บิตคอยน์" เป็น "สกุลเงินดิจิทัล" ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ณ เวลานี้

    จนมีการคาดการณ์กันว่า "บิตคอยน์" จะกลายเป็น safe haven หรือหลุมหลบภัยแห่งใหม่ของนักลงทุน ตีคู่กับ "ทองคำ"

    บ่งชี้ได้ว่า ปี 2564 บิตคอยน์จะเข้ามามีบทบาทในโลกการเงินกระแสหลักม ากขึ้ นอย่างแน่นอน

    ส่วนทิศทางจะเป็นอย่างไร?

    และอนาคตจะแตะถึงระดับไหน?

    ไปย้อนต้นตอสาเหตุการพุ่งทะยานครั้งนี้ก่อน...

    :: "บิตคอยน์" หลุมหลบภัยแห่งใหม่ที่แสนเย้ายวน

    หนึ่งในต้นตอสำคัญคงไม่หนีไปจาก "ทองคำ" สักเท่าไร นั่นคือ การแพร่ระบาด โควิด-19 (Covid-19) ที่ทำให้รัฐบาลแต่ละประเทศต้องประกาศล็อกดาวน์ ส่งผลต่อการเติบโต เป็นชนวนให้เกิดภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจทั่วโลก และธนาคารกลางต้องงัดมาตรการมาช่วยเหลืออย่างเร ่งด่ว น

    อย่างในสหรัฐอเมริกา ธนาคารกลาง หรือ "เฟด" (Fed) หั่นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเกือบ 0% ทันที รวมถึงพิมพ์ธนบัตรมูลค่ากว่าล้านล้านดอลลาร์สหร ัฐ ด้วยหวังว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ล้มครืนได้ พร้อมกันนี้ CARES ACT หรือบัญญัติกฎหมายประกันสุขภาพ ยังจ่ายเงินก้อนโตช่วยเหลือตลาดพันธบัตรและฟื้น ชีพตล าดหุ้น

    แน่นอนว่าเมื่อ "ตลาดหุ้น" กระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจนบอบช้ำ นักลงทุนก็ย่อมหาที่ใหม่ในการหลบภัย อันดับแรกคงหนีไม่พ้น "ทองคำ" ที่ปีที่ผ่านมาแตะทะยานทำสถิติสูงสุดเป็นประวัต ิการณ ์ไปแล้วเช่นกัน และตัวเลือกใหม่ที่น่าสนใจก็คือ "บิตคอยน์"

    โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น บรรดานักวิเคราะห์มองว่า "บิตคอยน์" มีโอกาสแตะถึง 318,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.5 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2564 นี้

    เหมือนกับช่วงยุครุ่งเรืองของ "ตลาดทองคำ"

    ที่ต้นทศวรรษ 1970 ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (*เทียบอัตราเงินเฟ้อ ~1,048 บาท) แต่ปัจจุบัน ราคาทองคำทะยานมากกว่า 1,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 57,000 บาท บางช่วงแตะถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในประเทศไทยก็แตะถึงราคา 30,000 บาท

    เหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้ "ราคาทะยาน" ขนาดนี้ นั่นก็เพราะว่า "มูลค่าทองคำ" เป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงภาวะเงินเฟ้อ (inflation hedge) ได้

    เช่นกัน "บิตคอยน์" ก็กำลังอยู่ในบทบาทนั้นในทศวรรษนี้

    กราฟราคาที่เหมือนกับเล่นเครื่องเล่นโรลเลอร์โค สเตอร ์ แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนหอบเงินไปหาที่นี่มากแค่ไหนในช่วงเวลาส ั้นๆ ที่ผ่านมา จนมีความเป็นไปได้ว่า ในอนาคต "บิตคอยน์" อาจแทนที่ "ทองคำ" แล้วกลายเป็น "หลุมหลบภัย" แห่งใหม่

    ซึ่งปัจจุบัน บิตคอยน์ถูกเก็บรักษาไว้กว่า 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 11 ล้านล้านบาท ขณะที่ ทองคำมีการเก็บรักษามากกว่าล้านล้านดอลลาร์สหรั ฐ ซึ่งหากเทียบมูลค่ากันแล้ว บิตคอยน์ยังถือว่ามีขนาดเล็กนัก

    แต่อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ "บิตคอยน์" ยังเป็นทิศทางในเชิงบวกต่อเนื่อง และมีความเป็นไปได้ว่า บิตคอยน์มีโอกาสเติบโตมากกว่าทองคำ และต่อไปอาจดึงดูดเม็ดเงินก้อนโตจากบรรดานักลงท ุนที่ แสวงหาผลตอบแทนสูง

    :: อนาคต "บิตคอยน์" พุ่งแรงปี 2564

    เมื่อเดือนตุลาคม 2563 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการชำระเงินออนไลน์ PayPal อนุญาตให้ลูกค้าซื้อ ถือครอง และขายคริปโตเคอร์เรนซี (cryptocurrency) ได้ รวมถึงบิตคอยน์ด้วย และยังอนุญาตให้ใช้บิตคอยน์ในการซื้อขายกับบรรด าธุรก ิจต่างๆ มากกว่า 26 ล้านแห่ง

    ขณะที่ ช่วงต้นปี 2563 บริษัท Fidelity ก็ได้ยื่นหนังสือต่อสำนักงานกรรมการกำกับหลักทร ัพย์ (SEC) ในการเปิดกองทุนบิตคอยน์ใหม่ ที่ชื่อว่า Wise Origin Bitcoin Index Fund I ในส่วนนักลงทุนที่ไม่ใช่รายย่อยก็สามารถเข้าถึง บิตคอ ยน์และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ได้ โดยผ่าน Grayscale Investments ที่มีกองทุนเรือธงอย่าง Grayscale Bitcoin Trust ซึ่งจากข้อมูลของ Wall Street Journal พบว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา สินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การจัดการของบริษัท พุ่งทะยานมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท

    ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงการเติบโตและบทบาทอันสำค ัญของ "บิตคอยน์" และคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ โดยจากการสำรวจพบว่า กว่า 36% ของผู้ลงทุนสถาบันในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ล้วนเป็นเจ้าของสกุลเงินดิจิทัล และอีก 60% เชื่อว่า สินทรัพย์ดิจิทัลจะเป็นหนึ่งในหลักทรัพย์การลงท ุน

    บ่งชี้ได้ว่า สกุลเงินเสมือจริงเหล่านี้อาจกลายเป็นสิ่งติดตร ึงถาว รของโลกการเงินในเร็วๆ นี้

    แต่ช้าก่อน!! แม้ "บิตคอยน์" จะลงเอยด้วยการแทนที่บทบาท "ทองคำ" แล้วกลายเป็น safe haven ใหม่ ก็ยังต้องระมัดระวังในการลงทุน

    ดังนั้น นักลงทุนปกติทั่วไปควรก้าวอย่างนุ่มนวลกับกลุ่ม สินทร ัพย์ที่มีความเสี่ยง และอย่างน้อยก็ควรมีสินทรัพย์พื้นฐานสำรองไว้ เช่น กองทุนฉุกเฉินและกองทุนวัยเกษียณ.
Working...
X